คลังเรื่องเด่น
-
เปิด 20 ประเทศ !!! ใจบุญมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 ไทยติดอันดับ 16
ดัชนี World Giving Index มุ่งวัดพฤติกรรมที่สะท้อนความใจบุญสุนทานของพลเมืองใน 139 ประเทศทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลจากแกลลัปโพลซึ่งสอบถามประชาชน 146,000 คน และใช้เกณฑ์ทั้งหมด 3 ข้อ ได้แก่ การบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ การเป็นอาสาสมัคร และการให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้า
รายงานประจำปี 2017 พบว่า สัดส่วนประชากรโลกที่มีการบริจาคเงินในปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทางมูลนิธิเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำรายงานของปีนี้ ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี
ประเทศตะวันตกซึ่งมีดัชนีความใจบุญติด 20 อันดับแรกของโพล ได้แก่ นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกา,ออสเตรเลีย, แคนาดา, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร, มอลตา, ไอซ์แลนด์, เยอรมนี และนอร์เวย์ ล้วนมีคะแนนลดลงระหว่าง 1-5 จุดในปีนี้ ส่วนคะแนนรวมของทวีปยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย ก็นับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ผลสำรวจพบว่า แอฟริกาเป็นทวีปเดียวที่มีคะแนนความใจบุญสุนทานเพิ่มขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี
“แม้ทวีปของเราจะเผชิญวิกฤตท้าทายมากมาย แต่ก็น่าปลื้มใจที่ผู้คนมีน้ำใจไมตรีต่อกันมากขึ้น” จิลล์ เบตส์ ผู้บริหาร CAF ประจำภูมิภาคแอฟริกา ระบุ... -
การพิจารณาคลื่นทะเลให้อนิจจัง(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ถาม : (ถามถึงการพิจารณาคลื่นทะเลให้อนิจจัง)
ตอบ : คลื่นทะเลที่ทยอยเข้าสู่ฝั่ง ลูกแรกหมดไป ลูกที่สองก็มา ลูกที่สองหมดไป ลูกที่สามก็มา เที่ยงแท้แน่นอนเสียที่ไหนล่ะ ? เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปเรื่อย ๆ
และขณะเดียวกัน ถ้าหากทะลเป็นคน ลักษณะการทำงานที่อยู่ในลักษณะนั้นทุกข์ไหมล่ะ ? มานั่งดูอยู่อย่างนี้ เราเองก็ทุกข์ เขาเองก็ทุกข์ แล้วจนกระทั่งในที่สุด ผลสุดท้ายจริง ๆ ทะเลก็อาจเหือดแห้งไม่มีอะไรเหลือ ตัวเราเองก็อาจตกตายไม่มีอะไรเหลืออยู่
สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรทั้งสิ้น คลื่นระลอกแรกที่เข้าสู่ฝั่งอาจเหมือนคนที่เกิดขึ้นมาก่อน เกิดก่อน ก็แก่ก่อนแล้วก็ตายก่อน ระลอกถัดไปก็เกิดตามมา ตายตามมา มีสิ้นสุดเสียที่ไหน ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็วนเวียนไม่รู้จบอยู่อย่างนี้ เมื่อไรจะหลุดพ้นไปได้ ถ้าเราไม่ปรารถนาการเกิด เราก็จะหลุดพ้นสภาพเช่นนี้ไปได้ ค่อย ๆ คิด ง่ายจะตายไป
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมีนาคม ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ที่มา วัดท่าขนุน -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน หญิงคนใดคนหนึ่งที่จะสึกพระ
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน หญิงคนใดคนหนึ่งที่จะสึกพระ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภหญิงคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 99 นี้
พระภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว เข้าไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในสวนแห่งหนึ่ง และก็มีหญิงนครโสเภณีคนหนึ่งทำการนัดหมายกับชายผู้หนึ่งเพื่อไปหาความสุขทางกามารมณ์ด้วยกัน แต่ชายที่นัดหมายกันนั้นไม่ได้มาตามนัด นางหันมาพบพระภิกษุรูปนั้นนั่งสมาธิอยู่ก็ได้เกิดความคิดขึ้นว่า พระก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน คงจะพอ “แก้ขัด” ได้บ้าง จึงได้เย้ายวนพระภิกษุนั้นด้วยวิธีการต่างๆ พระภิกษุนั้นเกิดธรรมสังเวชแผ่ซ่านไปทั่วสรีระ พระศาสดาประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุนั้นด้วยตาทิพย์และได้ทรงแผ่โอภาสไปตรัสกับภิกษุรูปนั้นว่า “ภิกษุ ที่ที่ไม่รื่นรมย์ของพวกคนผู้แสวงหากามนั่นแหละ เป็นที่รื่นรมย์ของผู้มีราคะปราศจากแล้วทั้งหลาย”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่ 99 ว่า
รมณียานิ อรญฺญานิ
ยตฺถ น รมตี ชโน
วีตราคา รเมสฺสนฺติ
น เต กามคเวสิโนฯ
พระอรหันต์ผู้ปราศจากราคะแล้ว
จักยินดีในป่า อันน่ารื่นรมย์... -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน เรื่องพระขทิรวนิยเรวตเถระ ผู้เห็นภัยในการครองเรือน
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน เรื่องพระขทิรวนิยเรวตเถระ ผู้เห็นภัยในการครองเรือน
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเรวตเถระ ผู้อยู่ที่ป่าสะแก ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 98 นี้
เรวตะเป็นน้องชายคนเล็กของพระสารีบุตรเถระพระอัครสาวกเบื้องขวา โดยเป็นน้องชายเพียงคนเดียวในบรรดาน้องชายและน้องสาวของพระสารีบุตร ที่ยังมิได้บรรพาอุปสมบทเป็นภิกษุหรือภิกษุณี บิดามารดาของเรวตะจึงต้องการให้เรวตะสืบสกุล เพราะเห็นว่า “อุปติสสะบุตรของเรา ละสมบัติประมาณเท่านี้บวชแล้ว ยังชักชวนน้องสาว 3 คน น้องชาย 2 คน ให้บวชด้วย เรวตะผู้เดียวเท่านั้นยังเหลืออยู่ ถ้าอุปติสสะจักชักชวนเรวตะให้บวชเสียแล้ว ทรัพย์ของเราประมาณเท่านี้ก็จักฉิบหาย วงศ์สกุลจักขาดศูนย์ เราจักผูกเรวตะไว้ ด้วยการอยู่ครองเรือน แต่ในกาลที่เขายังเป็นเด็กเถิด” เรวตะจึงถูกจับให้แต่งงานกับหญิงแรกรุ่นคนหนึ่งเมื่อตอนที่อายุเพียง ๗ ปี ในวันแต่งงานเรวตะได้พบหญิงชราอายุ 120 ปี มีความคิดว่า มนุษย์ทุกคนต้องชราภาพไปเช่นเดียวกันนี้ ดังนั้นเขาจึงเกิดความเบื่อหน่ายที่จะอยู่เป็นฆราวาส และหนีออกจากบ้านไปยังวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พำนักของภิกษุ 30 รูป... -
เราเกิดมาแล้วต้องตาย ความตายอยู่กับเราทุกลมหายใจเข้าออก
ให้ทุกคนรู้ตัวอยู่เสมอว่า เราเกิดมาแล้วต้องตาย ความตายจะมาถึงเราเมื่อไรก็ไม่สามารถที่จะกำหนดแน่นอนได้ ความตายอยู่กับเราทุกลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าถ้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตายอีกเช่นกัน
ในเมื่อความตายอยู่ประชิดติดเราจนขนาดนี้ เราก็ควรจะเร่งขวนขวายปฏิบัติในความดีให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อสั่งสมความดีอันเป็นบุญกุศล เปรียบเหมือนเป็นเสบียงอาหาร เปรียบเหมือนยานพาหนะในการเดินทางไกลเพื่อข้ามห้วงวัฏสงสาร ยิ่งเรามีการเตรียมพร้อมมากเท่าไร เราก็จะสบายมากเท่านั้น มีความหวาดหวั่นต่อความตายน้อยเท่านั้น บุคคลที่มีการเตรียมพร้อมย่อมไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดง่าย ๆ
ในเมื่อเราเตรียมพร้อมที่จะตาย ถึงเวลาความตายเข้ามา เราก็ไม่ได้หวั่นไหวต่อความตาย เพราะเราเป็นผู้ที่ไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะตายเอาไว้เสมอ ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เป็นเพียงการเปลี่ยนภพ เปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนร่างกายนี้ไปเท่านั้น
ถ้าจะเปรียบไปแล้วร่างกายของเรานี้ก็เหมือนรถยนต์คันหนึ่ง ตัวเราคือจิตที่มาอาศัยอยู่ตามบุญตามบาปที่ได้สร้างไว้ในอดีต เปรียบเหมือนกับคนขับรถ ถึงเวลารถยนต์หมดสภาพพังไป... -
คุณไสยมนตร์ดำที่ว่าแน่…ยังแพ้ “สามประโยคสั้นๆ” ของสมเด็จโต!
“สมเด็จพระพุฒาจารย์” (โต พรหมรังสี) เคยเล่าไว้ว่า ท่านได้เห็นอานิสงส์ของ “การสวดมนต์” ด้วยตัวเอง ในสมัยที่ท่านออกธุดงค์ในป่าเป็นเวลา ๑๕ ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟอันเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ซึ่งในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์และภูตผีวิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนตร์คาถาและเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยาม
ในตอนนั้น สมเด็จโตได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง โดยมิได้ศึกษาในเวทมนตร์คาถาอาคมใดเลย…นอกจากคำว่า
“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”
ซึ่งมีความหมายว่า “ข้าพเจ้าขอยึดมั่นพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง… พระธรรมเป็นที่พึ่ง… พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง”
เมื่อสมเด็จโตไปในที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของท่าน
ช่วงที่สมเด็จโตเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยามในเขตดงพญาไฟ ในหมู่บ้านตอนนั้นมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย ท่านจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งก็มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้เมื่อเห็นว่ามีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น... -
เผยตำนาน "ท้าวพญายมราช" อดีตชาติได้ตัดสินประหารชีวิตพ่อเพื่อทรงไว้ซึ่งคุณธรรม..
ตำนานท้าวพญายมราช
ท้าว พญายมราช หรือ พระยม ในเทวตำนานยุคต้น ท้าวจตุโลกบาลแห่งทิศทักษิณ กล่าวไว้คือพระยม เป็นองค์เดียวกัน มีลักษณะใบหน้าดุดัน พระวรกายสีแดงทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ พระหัตถ์ขวาถือบ่วงยมบาศก์(บ่วงบาศก์ที่ใช้จับมัดวิญญาณทั้งหลาย) พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้ท้าวยมทัณฑ์ ทรงกระบือเป็นพาหนะ มีอิทธิฤทธิ์มากทำหน้าที่พิพากษาและปกครองดวงวิญญาณทั้งหลายในนรกภูมิ มีบริวารคือ ยมฑูต หรือ นายนิรยบาล มีหน้าที่นำวิญญาณทั้งหลายไปยังสำนักพญายม และลงโทษแก่ดวงวิญญาณในนรก
ท้าวพญายมราช องค์ปัจจุบันในอดีตชาติก่อนที่ท่านจะได้รับสถาปนาเป็นท้าวพญายมราชนั้น ท่านเป็นมนุษย์ในครั้งก่อนพุทธกาล ในยุคที่ยังมนุษย์อยู่กันเป็นชุมชนยังไม่ใหญ่นัก ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าชุมชนในหมู่บ้านเป็นผู้มีวิชาความรู้ เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในชุมชนหมู่บ้านท่านเป็นผู้นำปราบปรามแก้ไข และต้องตัดสินพิพากษา
ครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์ฆ่ากันตายในหมู่บ้านที่ท่านดูแลอยู่ แต่ไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นผู้กระทำด้วยเกรงกลัวความผิด เพราะโทษนั้นหนักถึงกับต้องประหารให้ตายตกตามกันคือชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต... -
สุดยอด!คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ไทยใช้แต่โบราณมา สยบสัตว์ร้าย ป้องกันศัสตรา เมตตามหานิยม
“มงกุฎพระพุทธเจ้า”
หรือที่่รู้จักกันในชื่อ "คาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย"
อันเป็นคาถาเสกหญ้าให้ม้ากิน ที่หลวงปู่เอี่ยมถวายแก่ ร.5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป
" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ "
อุปเท่ห์ในการใช้พระคาถา
ภาวนาทุกวันมิตกนรก เสกน้ำล้างหน้าทุกวันกันโรคภัยไข้เจ็บคุณไสยทั้งมวล ถ้าจะให้มีตบะเดชะให้ภาวนาทุกวัน เกิดสง่าราศีเป็นที่เมตตาแก่คนทั้งหลาย ให้ภาวนาแล้วแผ่เมตตาให้คนทั้งปวง ใครคิดร้ายก็ต้องมีอันเป็นไป ถ้าปรารถนาสิ่งใด ให้ภาวนาคาถานี้ ๑๘ คาบ เป็นไปได้ดังใจนึก
ถ้าจะให้เป็นมหาจังงัง ให้ภาวนาคาถานี้ ๘ คาบเป็นมหาจังงังแล ถ้าจะให้เป็นมหาละลวยให้ภาวนา ๙ คาบ
ถ้าช้างม้าวัวควายสัตว์ที่ดุร้ายทั้งหลาย ให้เสกหญ้าเสกของให้มันกิน กลับใจอ่อนรักเราแล ถ้าภูตพรายมันเข้าอยู่คน เสกข้าวให้มันกินออกแล
ถ้าปรารถนาจะให้เสียงเพราะ ให้เสกสีผึ้งสีปากเสกหมากกินไป เทศนาสวดร้องเป็นที่พอใจคนทั้งหลาย ให้เสกแป้งผัดหน้า เสกมงกุฎรัดเกล้า เป็นสง่าราศีใครเห็นใครรักทุกคน... -
เจ้ามัลละกษัตริย์นิมนต์พระไทยฉันภัตตาหารในพระราชวัง แม้ตัวท่านจะนับถือฮินดู
เจ้ามัลละกษัตริย์นิมนต์พระไทยฉันภัตตาหารในวัง
ตรัสชมพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยทรงเป็นพุทธมามกะ เป็นอัครศาสนูปถัมภก เป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย
วันที่ 4 กันยายน 2560 วันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 (วันพระอินเดีย) ที่พระราชวัง His Royal Grand Palace ห่างจากกุสินารา 65 กิโลเมตร พระมหากษัตริย์ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้ามัลละกษัตริย์ ผู้ปกครองแคว้นมัลละ นครกุสินารา พระนามว่า MAHARAJA BAHADUR H.M.MRIGENDRA PRATAP SHAHI นิมนต์พระสงฆ์ไทยไปเจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพลภายในพระราชวัง แม้ท่านจะนับถือศาสนาฮินดูในขณะนี้ก็ตาม
Maharaja Bahadur of Hathwa เคยเดินทางมาที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พร้อมมหาราชินี ในคราวที่ทราบข่าวการเสด็จสู่วรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปริมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อปีที่แล้ว พระองค์ตรัสว่า พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย และของคนทั้งโลกด้วย เมื่อทราบข่าวจึงมาน้อมถวายความอาลัย
Maharaja Bahadur of Hathwa ตรัสว่า วันนี้ดีใจมากที่มีพระมาโปรดถึงพระราชวัง... -
5 ประเทศที่ต้องพังพินาศ หากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายประเทศได้เกิดความตึงเครียดอย่างมาก เกี่ยวกับการที่เกาหลีเหนือนั้นได้ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 จากการทดสอบส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวระดับความรุนแรง 6.3 ริกเตอร์ แรงสั่นสะเทือนครั้งมีความรุนแรงกว่าการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 ของเกาหลีเหนือ ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2559 ประมาณ 9.8 เท่า ตามการประเมินของเกาหลีใต้ ซึ่งน้ำหนักของระเบิดนิวเคลียร์ในครั้งนั้นอยู่ที่ 10 กิโลตัน หากสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นจริง ประเทศไหนที่จะพังพินาศบ้างมาดูกัน
เกาหลีเหนือและใต้ : เกาหลีใต้ยังคงสถานะสงครามกับเกาหลีเหนือมาเป็นเวลาช้านาน กล่าวกันว่าความขัดแย้งของสองเกาหลียังคงคุกรุ่นพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ นักวิชาการเชื่อว่าคาบสมุทรเกาหลีคือหนึ่งในจุดเปราะบางที่อาจกลายเป็นชนวนแห่งสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ในอนาคต และหากเกิดขึ้นจริง เกาหลีใต้ทั้งประเทศจะต้องยับเยินจากภัยสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
สหรัฐอเมริกา : ด้วยนโยบายต่างประเทศที่นิยมส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงในพื้นที่ขัดแย้ง ทำให้สหรัฐอเมริกามีคู่ขัดแย้งเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง กลุ่มชาติอาหรับ... -
"ทำนองคลองธรรม" (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป)
"ทำนองคลองธรรม"
".. ขอให้ลูกหลานทุกคนรู้จักคำว่า "ทำนองคลองธรรม" ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธโคดม ทรงตรัสไว้ ๑๐ ข้อ คือ ..
๑. ทานที่ให้แล้วมีผลจริง เราควรหมั่นให้ทาน เสียสละ
๒. การบูชามีผลจริง เราควรบูชา รำลึกถึงผู้มีพระคุณ
๓. การเคารพนบน้อมมีผลจริง เราควรเคารพยำเกรงต่อความดี
๔. ผลของกรรมมีอยู่จริง เราควรละชั่ว ทำดี ไม่ทำชั่วทั้งในที่ลับที่แจ้ง
๕. โลกนี้มีอยู่จริง เราควรทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลก
๖. โลกอื่นมีอยู่จริง เราควรเตรียมตัวให้พร้อม เพราะวันหนึ่งเราต้องไป
๗. คุณของมารดามีจริง ควรบูชาท่่านไว้เหนือเศียรเกล้า ท่านคือพระในบ้าน คือต้นกำเนิดศาสนา
๘. คุณของบิดามีจริง ควรเชื่อฟัง ท่านคือพระอรหันต์ประจำบ้าน คือศาสดาองค์เอก
๙. เทพเทวามีอยู่จริง ทำดีใครไม่เห็น แต่เทวดามีตา
๑๐. พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บรรลุธรรมชั้นสูงมีอยู่จริง เราควรอุปถัมถ์บำรุงพระสงฆ์ให้ดำรงพุทธศาสนาไว้
นี้คือ "รากแก้วของการดำเนินชีวิต" เพื่อให้ลูกหลานหลวงปู่เป็นคนดี ให้โลกเราสงบเย็น หลวงปู่ขอฝากให้คิดและปฏิบัติ เพราะนี่คือความจริงที่ "ลบไม่เลือน" .. "
"ธรรมโอวาท"
พระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี... -
รัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจ เขาจะสามารถเผยแผ่พุทธศาสนาได้กว้างไกลมาก -คำพยากรณ์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
คำพยากรณ์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
มีข่าวคราวเกี่ยวกับความวุ่นวายในคณะสงฆ์ไทยหลายกรณี อีกทั้งยังมีแผนทำลายพุทธศาสนาจากศาสนาอื่นๆ จนทำให้ลูกศิษย์หลายคนเป็นห่วง กลัวว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมจากประเทศไทย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย บอกว่า
” ถ้าพุทธศาสนาเสื่อมจากประเทศไทย จะไปเจริญที่รัสเซีย ตอนนี้รัสเซียเขาก็เริ่มค้นคว้าทางจิตกันมาก แม้ว่าจะมีจุดประสงค์ไว้ใช้ประโยชน์ในทางโลก แต่การทำสมาธิพอถึงจุดหนึ่งจะถึงจุดสันติเหมือนกัน เขาจะมีความศรัทธาในพุทธศาสนา และเนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจ เขาจะสามารถเผยแผ่พุทธศาสนาได้กว้างไกลมาก คอยดูกัน ถ้าใครอยู่ได้ถึง ๒๐๐ ปีข้างหน้า ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ศพหลวงพ่ออยู่ที่ไหน เยี่ยวรดได้เลย ”
ภาพ : วัดไทยในรัสเซีย
ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต -
งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
พาหุสัจจธรรม
ธรรมคือความเป็นผู้ได้สดับตรับฟังมาก สิ่งที่พึงสดับตรับฟังให้มากใน พาหุสัจจธรรม คือ ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด คือ งามทั้งเนื้อความ งามทั้งถ้อยคำที่แสดง และงามทั้งความมุ่งหมาย เป็นความงามบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นจริง
การสดับตรับฟังนั้นย่อมหมายความร่วมถึงการอ่าน การทรงจำไว้ในจิต และการทบทวนเพ่งพินิจพิจารณา เมื่อได้ยินได้ฟังได้อ่านธรรมนั้น ๆ แล้ว ก็มิได้ใส่ใจอีกต่อไป ยุติเพียงเท่านั้นจบสิ้นเพียงเท่านั้น เช่นนี้ไม่เรียกว่า พาหุสัจจะ
จะเป็นพาหุสัจจะได้ต้องนำธรรมที่ได้ยินได้ฟังได้อ่านไปเพ่งพินิจพิจารณาทบทวน จนได้ความรู้ความเข้าใจในธรรมนั้นอย่างถูกต้องแท้ เป็นความรู้จริงปรากฏขึ้นประจักษ์ชัดแจ้ง คือเกิดเป็นปัญญาที่แท้จริงของตนเอง มิใช่เป็นการจำปัญญาของผู้อื่นไว้
คือ มิใช่จำปัญญาของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นใจไว้ และนำไปพูดไปเขียนไปอ้างเท่านั้น อย่างไรก็ตามปัญญาต้องอาศัยการเรียนรู้และการปฏิบัติประกอบกัน การเรียนรู้หรือการฟังจึงมีคุณมาก
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก... -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสามเณรของพระติสสเถระ ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 96 นี้
ครั้งหนึ่ง เด็กชายอายุแค่ 7 ขวบได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ตามคำขอร้องของผู้เป็นบิดา พระติสสเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์ เอาน้ำมาชุบผมของเด็กนั้นให้ชุ่มแล้ว ให้ตจปัญจกกัมมัฏฐาน(กัมมัฏฐานมีหนังเป็นที่ 5 –เกสา โลมา ทันตา นขา ตโจ) ในเวลาปลงผมเสร็จ เด็กนั้นก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
ต่อมา พระติสสเถระที่เป็นปุถุชนและสามเณรที่เป็นพระอรหันต์แล้วนั้น ก็ได้ออกเดินทางไปกรุงสาวัตถีเพื่อจะเข้าเฝ้าพระศาสดา ในระหว่างการเดินทางนั้น พระติสสะเถระและสามเณรได้ไปพักแรมอยู่ในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขณะที่พระติสสเถระซึ่งเป็นปุถุชนจำวัดก็หลับไปในทันที สามเณรซึ่งเป็นพระอรหันต์กลับนั่งสมาธิอยู่ใกล้เตียงของพระอุปัชฌาย์ อยู่ตลอดทั้งคืน พระติสสเถระตื่นขึ้นมาในเวลาใกล้รุ่ง คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องปลุกสามเณรให้ออกไปจากห้องไปเสียก่อนที่จะได้อรุณ จึงไปจับพัดที่วางอยู่ข้างเตียงฟาดลงที่เสื่อลำแพนของสามเณร แต่บังเอิญด้ามพัดไปกระทบถูกตาของสามเณรแตก... -
“ชีวิตนี้ของเราก็แค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้นเอง ในเมื่อมีชีวิตอยู่แค่พักเดียว ทำไมเราจะอยู่ให้ดีไม่ได้”
“ชีวิตนี้ของเราก็แค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้นเอง
ในเมื่อมีชีวิตอยู่แค่พักเดียว ทำไมเราจะอยู่ให้ดีไม่ได้”
—————————-
นิพพิทาญาณคือเบื่อ ถ้าหากว่าเบื่อมาก ๆ วางอารมณ์ผิด จิตจะเศร้าหมอง
.
ส่วนสังขารุเปกขาญาณนั้นไม่ใช่เบื่อ แต่เห็นว่าชีวิตน่าเบื่อเช่นนี้ ถ้าสามารถหลุดพ้นไปได้
.
เปรียบกับการเวียนว่ายตายเกิดนับชาติไม่ถ้วน ชีวิตนี้ของเราก็แค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้นเอง ในเมื่อมีชีวิตอยู่แค่พักเดียว ทำไมเราจะอยู่ให้ดีไม่ได้
.
เพราะว่าธรรมดาเป็นเช่นนี้ ในเมื่อเห็นว่าธรรมดาเป็นเช่นนี้ ยอมรับสภาพ จิตปล่อยวาง ไม่ไปแบกเอาไว้ ก็มีแต่ความเบาสบาย ไม่ไปปรุงแต่งอะไรเพิ่มเติมอีก
—————————-
เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐, ข้อความที่ ๑๓๕
http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5597&page=7
ที่มา วัดท่าขนุน -
วิมุติปฏิปทา การเจริญสติและสัมปชัญญะ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วิมุติปฏิปทา การเจริญสติและสัมปชัญญะ
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
ให้ทำความรู้ตัวอยู่กับจิตผู้รู้อย่างสบายๆ ไม่เพ่งจ้องหรือควานหา ค้นคว้า เข้าไปพิจารณาที่
จิตผู้รู้ เพียงแค่รู้อยู่เฉยๆ เท่านั้น
ต่อมาเมื่อมีความนึกคิดปรุงแต่งอื่นๆ เกิดขึ้นก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ชัดเจน เช่น เดิมมีความนิ่งว่างอยู่ ต่อมาเกิดคิดถึงคนๆ หนึ่ง แล้วเกิดความรู้สึกรักหรือชังขึ้นก็ให้สังเกต รู้ความรักความชังนั้น และเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น
ตัวจิต “ผู้รู้” มีอยู่ต่างหาก ให้รู้ตัวไปเรื่อยๆ สิ่งใดเป็นอารมณ์ ปรากฏขึ้นกับจิต ก็ให้มีสติรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏนั้น
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่เผลอส่งจิตเข้าไปในอารมณ์นั้น ตรงที่จิตไม่เผลอส่งออกไปนั้นเอง คือความรู้ตัวหรือสัมปชัญญะ
ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต -
มหาเถรฯตั้งทีมเกาะติดข่าวปัญหาวัด-สงฆ์
วันนี้(5 ก.ย.) นายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล ในฐานะโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ตามที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมส. ในฐานะประธานกรรมการติดตามข้อมูลข่าวสารของมส. เสนอ โดยคณะอนุกรรมการดังกล่าวจะมีพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม กรรมการมส. เป็นประธาน พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการมส. เป็นรองประธาน โดยมีพระราชวรมุนี (พล อาภากโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม เป็นเลขานุการ และอนุกรรมการ สำหรับอนุกรรมการ ประกอบด้วย พระเทพคุณาภรณ์ วัดเทวราชกุญชร พระเทพโมลี วัดเทพศิรินทราวาส พระเทพปริยัติมุนี วัดหงส์รัตนาราม พระราชสารสุธี วัดตรีทศเทพ ผู้แทนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลพศ. ผู้แทนรมว.ยุติธรรม นายจำนงค์ สวมประคำ นายสมศักดิ์ โตรักษา พระมงคลวชิรากร วัดยานนาวา และนายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร... -
บุญข้าวสากหรือบุญเดือนสิบ
วันนี้วันพระ บุญข้าวสาก
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีระกา
ตรงกับวันอังคารที่ 5 กันยายน 2560
เป็นประเพณีการทำบุญที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับสัตว์นรกหรือเปรต
**เดือนสิบ ~ บุญข้าวสาก**
… วัฒนธรรม-ประเพณีไทยอิสาน …
วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบนี้
ชาวจีนถือเอาเป็นวันไหว้พระจันทร์
คนภาคกลาง เรียกว่า เป็นบุญข้าวสารท
คนไทยภาคเหนือ เรียกว่า วันทำบุญสลากภัตร (เชียงใหม่เรียกว่าบุญ ๑๒ เป็ง)
พี่น้องชาวใต้ เรียกว่า บุญชิงเปรต
อีสาน เรียกว่า บุญข้าวสาก
พิธีทำบุญข้าวสาก
ชาวบ้านจะเตรียมอาหารชนิดต่าง ๆ ห่อด้วยใบตองไว้แต่เช้ามืด ข้าวสากจะห่อด้วยใบตองกล้วยกลัดหัว กลัดท้าย มีรูปคล้ายกลีบข้าวต้มแต่ไม่พับสั้น ต้องเย็บติดกันเป็นคู่ ห่อที่ 1 คือ หมาก พลู และ บุหรี่ ห่อที่ 2 คือ อาหารคาวหวาน อย่างละเล็กอย่างละน้อย ประกอบด้วย
1. ข้าวเหนียว เนื้อปลา เนื้อไก่ หมู และใส่ลงไปอย่างละเล็กอย่างละน้อยถือเป็นอาหารคาว
2. กล้วย น้อยหน่า ฝรั่ง แตงโม สับปะรด ฟักทอง (แล้วแต่จะเลือกใส่) เป็นอาหารหวาน
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10... -
การภาวนาต้องให้เข้ากับจริตตน : หลวงปู่ประไพร สุภโร
หลวงปู่ประไพร สุภโร
วัดป่าไพรรัตนวณาราม
ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
บันทึกเมื่อ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘
“การภาวนาต้องให้เข้ากับจริตของเจ้าของ อีหยังมันมีหลาย ใช้อีหยังแก้ ถ้าบ่รู้แล้วภาวนาจนตายก็บ่เห็นอีหยังอานาปานสติกับมรณสติไปนำกันได้ คล้ายกัน สุดท้ายแล้วกะเป็นอันเดียวกันเคยถูกพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เพิ่นฮ้ายภาวนามรณสติ ว่าตายๆๆ ซือๆ กะเฮ็ดบ่ได้บ้อ พอไปอยู่ภูเก้า อำเภอโนนสัง
ตอนนั้นมันทุกข์หลาย มันเลยอยากตาย เลยภาวนาตายๆๆ อย่างเดียวแต่เฮ็ดจั่งใด๋มันกะบ่ตายดอก เพียงแต่ให้รู้แจ้ง”
ที่มาของข้อมูล : Facebook “ศิษย์หลวงปู่ประไพร วัดป่าไพรรัตนวณาราม” -
พระราชทานวิสุงคามสีมา 305 วัด สมเด็จพระสังฆราชทรงแนะ เจ้าอาวาสพัฒนาวัดเป็นหลักทางปัญญาให้สังคม
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่วัดไร่ขิง พระอารามหลวง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานในพิธีประทานประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมา ครั้งที่ 2 ประจำปี 2560 จำนวน 305 วัด จากนั้นทรงมีพระโอวาท ว่า สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชทานวิสุงคามสีมาในคราวนี้ให้กับ 305 วัด นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นเครื่องหมายแห่งพระราชศรัทธา ควรที่เจ้าอาวาสวัดจะได้ถวายอนุโมทนา ถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน
นอกจากนี้ท่านเจ้าอาวาสทั้งหลาย ยังมีหน้าที่ในการรับสนองพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเป็นแนวทางให้กับคณะสงฆ์ว่า “พัฒนาความรู้และคุณภาพของพระสงฆ์ให้เป็นหลักทางใจของประชาชน ให้พระมีความสำนึกและเป็นประโยชน์ในสังคมไทย” นอกจากนี้เจ้าอาวาสต้องมีปณิธานและความเพียรในการทำให้วัดเป็นหลักทางปัญญาให้สังคม เพราะความโง่เขลานั้นเป็นหนทางที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับความเป็นพุทธะ ซึ่งความเป็นพุทธที่แท้นั้น ย่อมได้แก่การเป็นผู้รู้สัจธรรม เป็นผู้ตื่นจากกิเลส และเป็นผู้เบิกบานในธรรม... -
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะต้องสร้างพลังให้กับตนเองและผู้อื่น Leadership Energy Summit Asia-Thailand...
สมชัย ส่งวัฒนา
ประสบการณ์ของผู้นำที่ได้ก้าวผ่านอุปสรรคของชีวิตมามากมายถูกถ่ายทอดให้กับผู้บริหารและคนรุ่นใหม่บนเวที Leadership Energy Summit Asia – Thailand 2017 ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) ร่วมมือกับ สถาบัน The ICLIF Leadership and Governance Centre (สถาบันภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งชาติประเทศมาเลเซีย) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนให้ได้ค้นพบและดึงพลังแห่งผู้นำในตัวเองออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
พระพรพล ปสันโน หรือหลวงพี่โบ๊ท เลขานุการเจ้าอาวาส วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ทายาทตระกูล “ณรงค์เดช” นักธุรกิจผู้เลือกทางเดินเข้าสู่สายธรรมะ หลักธรรมได้เปลี่ยนมุมมองในเรื่องความสำเร็จ จากความร่ำรวยทางวัตถุมาเป็นการช่วยเหลือ และชี้นำสายธรรมให้กับผู้อื่น กล่าวว่า ในแง่มุมของพระพุทธศาสนาเองต้องยอมรับว่า พระพุทธเจ้าถือเป็นผู้นำที่มีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง อย่างประเทศอินเดียถือเป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางความคิดความเชื่อมากที่สุดประเทศหนึ่ง โดยในสมัยที่ยังไม่มีพระพุทธศาสนาถือกำเนิดขึ้น อินเดียเป็นประเทศที่มีศาสนา ลัทธิ ความเชื่อมากมาย... -
มุสลิมอินเดียนิมนต์พระสงฆ์ไทยฉันภัตตาหาร สร้างศาสนาสัมพันธ์ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
มุสลิมอินเดียนิมนต์พระสงฆ์ไทยฉันภัตตาหาร
สร้างศาสนาสัมพันธ์ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
วันที่ 5 ก.ย.2560 เฟซบุ๊ก Namaste Dhamma ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า “ศาสนาสัมพันธ์ ครอบครัวมุสลิมกุสินารานิมนต์พระสงฆ์ไทยฉันภัตตาหาร”
วันที่ 4 กันยายน 2560 วันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ครอบครัวชาวมุสลิมในเมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย ได้นิมนต์พระสงฆ์ไทย 5 รูป ฉันภัตตาหารเพลที่บ้าน ในเทศกาลบูชาของชาวมุสลิม นับว่าเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ศาสนาสัมพันธ์ในเมืองกุสินาราที่เข้าไปอยู่ในหัวใจของทุกศาสนาในเมืองกุสินารา ตามแนวคิดของพระเดชพระคุณ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ที่กล่าวว่า
“จิตที่คิดให้มันเบา จิตที่คิดเอามันหนัก และเดินตามทางของเขา สู่เป้าหมายของเรา โดยไม่จำเป็นที่เขาจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาเรา แต่ทำอย่างไรให้เขามาเป็นพวกเราให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากที่มุสลิมจะมาถวายภัตตาหารพระสงฆ์”
โดยหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระครูสมุห์สงกรานต์ กิตฺติวโส ได้กล่าวสัมโมทนียกถา เพื่อฉลองศรัทธาครอบครัวมุสลิม ในหลักของความเมตตา ทำให้ในชุมชนนั้น ทั้งพุทธ... -
“หลวงปู่สนธิ์”เถระ6แผ่นดินละสังขาร107ปี
วันอังคาร ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2560, 14.44 น.
“หลวงปู่สนธิ์”เถระ6แผ่นดินละสังขาร107ปี
วันที่ 5 กันยายน 256 0 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลวงปู่สนธิ์ เขมิโย เจ้าอาวาสวัดอรัญญานาโพธิ์ หมู่ 8 ต.โพนสว่าง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พระเกจิอาจารย์สายกัมมัฏฐานชื่อดังรูปหนึ่งของภาคอีสาน ได้ละสังขารด้วยอาการสงบ ในเวลา 10.10 น. ด้วยโรคชรา ณ โรงพยาบาลศรีสงคราม รวมสิริอายุ 107 ปี พรรษา 86 หลังจากเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการลื่นหกล้มในห้องน้ำเมื่อช่วงกลางปี 60
หลังข่าวการละสังขารของท่านแพร่สะพัดออกไป สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ลูกศิษย์ทั่วประเทศ หนึ่งในศิษย์ผู้ใกล้ชิดคือ นายศุภชัย หรือครูแก้ว โพธิ์สุ อดีต รมช.เกษตรฯ รีบทิ้งภารกิจทุกอย่างไปกราบสรีระของหลวงปู่ด้วยน้ำตาคลอเบ้าภายในห้องพิเศษหมายเลข 5 ทันที ก่อนจะออกจากห้องดังกล่าวมาเปิดเผยแก่ผู้สื่อข่าวว่า เวลา 15.30 น.ของวันนี้(5 ก.ย.) ลูกศิษย์จะเคลื่อนสรีระของหลวงปู่ไปยังวัดอรัญญานาโพธิ์ จากนั้นวันที่ 6 กันยายนนี้ มีกำหนดการสรงน้ำศพ ในเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป คาดว่าจะมีศิษยานุศิษย์จากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมจำนวนมาก โดยหลวงปู่ท่านสั่งไว้ก่อนมรณภาพว่า... -
“มจร”จัดถกพุทธ”เหยื่อ-เหนือ”กระแสดิจิตอล
“มจร”จัดถกพุทธ”เหยื่อ-เหนือ”กระแสดิจิตอล
วันอังคาร ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2560, 14.29 น.
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมกับวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ “มจร” พร้อมองค์กรร่วมจัด 14 แห่งทั้งไทยและต่างประเทศจัดถก”พระพุทธศาสนาจะเป็นเหยื่อดิจิทัลหรือจะช่วยมนุษย์ให้รอดในยุคดิจิตอล”
วันที่ 5 ก.ย.2560 พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส รศ.ดร. ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC)มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย(มจร) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 15-16 ก.ย.2560 บัณฑิตวิทยาลัยร่วมกับวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) และองค์กรร่วมจัด 14 แห่ง ทั้งไทยและต่างประเทศ จัดประชุมโต๊ะกลม (Round Table) เพื่อพูดถึงโอกาสและวิกฤติที่มาพร้อมกับยุคดิจิตอล หรือยุค 4.0 จะฉกฉวยโอกาสนี้อย่างไร และจะจัดการกับวิกฤติที่กำลังมนุษย์คุกคามมนุษย์อย่างไร
“หลังจากนั้น จะเป็นการนำเสนอบทความทางวิชาการของคณาจารย์และนิสิตจากนานาชาติด้วยมุมมองต่างๆ ทั้งในเชิงทฤษฏี (Concepts and Theories) และการประยุกต์ใช้บนวิถีแห่งกรุณา (Compassionate Application) การจัดสัมมนาครั้งนี้ นอกจากจะเกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติโดยตรงแล้ว... -
พระองค์ทีทรงร่วมกิจกรรม ‘เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ’
ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด และด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะทรงสืบสาน รักษา
และต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงคุณอเนกอนันต์และสร้างสุขแก่ปวงประชา จึงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดทำโครงการจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
วันนี้ 4 ก.ย.60 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชานุญาตให้เผยแพร่วีดิทัศน์พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ที่ทรงร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาในช่วงวันหยุดเรียน ณ วัดป่ามุตโตทัย โดยได้นำบทเพลง รอยเท้าพ่อ ซึ่งขับร้องโดยรวมศิลปินช่อง 7 ที่มีความยาว 5 นาที มาเป็นบทเพลงประกอบวีดิทัศน์ ซึ่งในวิดีทัศน์นั้น มีภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9... -
ชาวพุทธเศร้า!สิ้น“หลวงพ่อซ่วน”พระเกจิดังกุยบุรี
ชาวพุทธเศร้า!สิ้น“หลวงพ่อซ่วน”พระเกจิดังกุยบุรี
วันอังคาร ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2560, 12.12 น.
ชาวพุทธเศร้า!สิ้น“หลวงพ่อซ่วน”พระเกจิดังกุยบุรี
วันที่ 5 กันยายน 60 นายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้พระครูประพัฒน์วรกิจ หรือ หลวงพ่อซ่วน เขมิโย อายุ 91 ปี อดีตเจ้าอาวาส วัดเขาแดง ต.เขาแดง อ.กุยบุรี ได้มรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อเวลา 21.50 น.วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการแน่นหน้าอก ความดันโลหิตสูงและโรคไตที่โรงพยาบาลกุยบุรี จากนั้นมีกำหนดการสรงน้ำศพในวันที่ 6 กันยายนนี้ ที่วัดเขาแดง คาดว่าจะมีศิษยานุศิษย์จากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมจำนวนมาก จากนั้นจะประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลศพเป็นเวลา 100 วัน
สำหรับหลวงพ่อซ่วน เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมีชื่อเสียงโด่งดังจากการปลุกเสก พระสามกษัตริย์ พระยอดธง แหวนหัวเสือ และยันต์เสือ หลังจากเข้าอุปสมบทเมื่ออายุครบ 20 ปีที่วัดเขาแดงเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม2489 โดยมีพระสุเมธีวรคุณ หรือ หลวงพ่อเปี่ยม เจ้าอาวาสวัดเกาะหลักพระอารามหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์... -
หุ่นพยนต์ หลวงปู่ศุข สร้างจากด้ายมัดตราสังข์ศพตายโหง7ป่าช้า
ไม่ธรรมดาแน่นอน!!! "หุ่นพยนต์" หลวงปู่ศุข ใช้ด้ายมัดตราสังข์ ศพผีตายโหง ๗ ป่าช้า!!! คุ้มครองอันตรายทุกอย่าง แม้แต่ผี!! ยังไม่กล้าเข้าใกล้..
การจัดสร้างหุ่นพยนต์อาถรรพ์ ของหลวงปู่ศุขนั้น ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน และมีกรรมวิธีในการสร้างหลายขั้นตอนมากๆ กล่าวคือ ท่านต้องรวบรวม “ก้านตอก” ที่ใช้รดน้ำมนต์แก่ญาติโยม จึงถือว่า “ก้านตอก” นี้ เป็น”วัตถุมงคล” ประเภทหนึ่งที่มีฤทธิ์แรง และขลัง!!! อยู่ในตัวทีเดียว เพราะก่อนนำ“ก้านตอก” นี้มารดน้ำมนต์แก่ญาติโยม หลวงปู่ศุขท่านต้องนำมาทำพิธีปลุกเสกด้วยตัวหลวงปู่เองเสมอ “ก้านตอก” ดังกล่าวจึงผ่านพิธีการปลุกเสกด้วยพระคาถาอย่างนับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อได้ “ก้านตอก” ดังกล่าวแล้วตามที่กำหนดไว้ในตำราคัมภีร์โบราณจารย์ หลังจากนั้น จึงนำก้านตอกมาถักเป็นหุ่นพยนต์อาถรรพ์ โดยหลวงปู่ศุขท่านได้เมตตาอธิษฐานจิตจารยันต์และปลุกเสกเดี่ยวด้วยการประจุ พระคาถาและพลังจิตอย่างเข้มขลังหาที่เปรียบมิได้อีกแล้วในการสร้างหุ่นพยนต์ที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ เนื่องจากท่านเป็นพระอภิญญาที่มีฤทธิ์มาก จึงมีอานุภาพเป็นไปตามที่ท่านอธิษฐานไว้ รวมทั้งท่านยังนำ ผ้าห่อศพ... -
"กายนี้แหละสำคัญมาก ให้พิจารณากาย" (หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ)
"กายนี้แหละสำคัญมาก ให้พิจารณากาย"
" .. พวกท่านทั้งหลาย "อย่าได้นั่งเฝ้าร่างกายอยู่เฉย ๆ" มันไม่เกิดปัญญา "ปัญญามันเกิดจากการภาวนา" คือ "การอบรมจิต" เพื่อจะทำลายกิเลสจริง ๆ จัง ๆ นั้น "จะต้องดำเนินตามหลักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงสั่งสอนพวกเราเอาไว้" เพื่อให้ดำเนินตาม
ไม่มีหลักอันใดจะวิเศษเหมาะสมยิ่งไปกว่า "หลักโอวาทของพระพุทธเจ้าที่สั่งสอนไว้แล้ว" ไม่ว่าพระ ไม่ว่าฆราวาส ท่านสอนให้รู้บ้างแล้ว ลงมือประพฤติปฏิบัติตามทันทีและ "อุบายวิธีที่พระองค์สอนไว้นั้นล้วนแต่เป็นอุบายวิธี เพื่อที่จะถอดถอนกิเลสให้หลุดหายไปทั้งนั้น"
แต่เราไม่ค่อยจะศึกษาสำเหนียกกันเท่านั้นเอง "ยกอัตภาพร่างกายของเราขึ้นมาบ้างสิ อย่ากอดขี้ กอดเยี่ยวเอาไว้เฉย ๆ" .. "
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระสารีบุตรเถระผู้ระงับความโกรธ
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระสารีบุตรเถระผู้ระงับความโกรธ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 95 นี้
ครั้งหนึ่ง พระสารีบุตร เมื่อออกพรรษาแล้ว ใคร่จะหลีกไปสู่ที่จาริก จึงทูลลาพระศาสดา ถวายบังคมแล้วออกไปพร้อมด้วยภิกษุบริวารของตน มีภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมีความอาฆาตต่อพระเถระ และได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วได้กราบทูลกล่าวหาพระสารีบุตรเถระว่าดุด่าและทุบตีตน พระศาสดาจึงได้รับสั่งให้พระสารีบุตรมาเฝ้าแล้วตรัสถามในเรื่องนี้ ซึ่งพระสารีบุตรได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นไปได้อย่างไรที่ภิกษุผู้พิจารณากายคคาสติอย่างเคร่งครัด จะหลีกไปสู่ที่จาริกโดยที่ไม่ยอมขอโทษหลังจากที่ได้กระทำผิดต่อภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้ว ? ข้าพระองค์มีจิตเปรียบได้กับแผ่นดิน ซึ่งไม่มีความรู้สึกสุขหรือทุกข์เมื่อบุคคลนำสิ่งของสะอาดหรือของสกปรกทิ้งลงไป ข้าพระองค์มีจิตเปรียบเหมือนผ้าเช็ดธุลี เหมือนเด็กจัณฑาล เหมือนโคอุสภะมีเขาขาด ข้าพระองค์มีความรังเกียจร่างกายว่าไม่มีความสะอาดและก็มิได้ยึดติดในร่างกายนี้อีกต่อไป”
เมื่อพระสารีบุตรเถระกล่าวเช่นนี้... -
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ตอน จิตที่ยังไม่ได้ฟอก ยากนักที่จะเห็นนิโรธสัจ
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ตอน จิตที่ยังไม่ได้ฟอก ยากนักที่จะเห็นนิโรธสัจ
ราชกุมาร ! ...ก็สัตว์เหล่านี้ มีอาลัยเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในอาลัย เพลิดเพลินแล้วในอาลัย. สำหรับสัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่มายินดี ยินดีเพลิดเพลินในอาลัยนั้น ยากนักที่จะเห็นสิ่งนี้ คือ ปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือความที่สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัยแก่สิ่งนี้ ๆ (อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท) ; และยากนักที่จะเห็นแม้สิ่งนี้ คือ นิพพาน อันเป็นธรรมเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นธรรมอันสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. หากเราพึงแสดงธรรมแล้วสัตว์อื่นไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจักเป็นความเหนื่อยเปล่าแก่เรา, เป็นความลำบากแก่เรา. โอ, ราชกุมาร ! คาถาอันน่าเศร้า (อนจฺฉริยา) เหล่านี้ ที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราว่า : -
“กาลนี้ ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก. ธรรมนี้ สัตว์ที่ถูกราคะโทสะปิดกั้นแล้ว ไม่รู้ได้โดยง่ายเลย. สัตว์ผู้กำหนั แล้วด้วยราคะ อันความมืดหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันไปทวนกระแส อันเป็นธรรมละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู” ดังนี้.
ที่มา- ม....
หน้า 369 ของ 440