คลังเรื่องเด่น
-
โพธิสัตว์
“…โพธิสัตว์ คือ ผู้ข้องเกี่ยวอยู่กับสัตว์ เวียนว่าย ตาย เกิด อยู่ในสังสารวัฏ เพื่อรื้อขนสัตว์โลกออกจากกองทุกข์…”
สำหรับพระโพธิสัตว์ ที่ยังเป็น อนิยตะโพธิสัตว์ ที่สร้างบารมีสมบูรณ์แล้ว จะได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรก ต่อพระพักตร์พุทธเจ้า ต้องมีธรรมสโมธาน ๘ ประการสมบูรณ์ จึงได้รับพุทธพยากรณ์โดยนัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้า ทรงนามว่าอย่างนั้น ในกัปอันเป็นอนาคตที่เท่านั้น ก็กลายเป็น นิยตะโพธิสตว์ ทันที คือเป็นพระโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้
ธรรมสโมธาน ๘ ประการคือ
๑. ได้เกิดเป็นมนุษย์
๒. เป็นบุรุษเพศ ไม่เป็นกระเทย
๓. มีอุปนิสสัยปัจจัยแห่งพระอรหันต์รุ่งเรืองอยู่ในขันธสันดาน(ถ้าเกิดเปลียนใจก็จะเป็นพระอรหันต์ทันที)
๔. ต้องพบพระพุทธเจ้าขณะมีพระชนชีพอยู่ และได้สร้างกองบุญกุศลต่อพระพักตร์
๕. ต้องเป็นบรรพชิต หรือต้องเป็น โยคี ฤาษี ดาบส หรือปริพาชก ที่มีลัทธิเชื่อว่า บุญมี บาปมี ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป ต้องไม่เป็นคฤหัสผู้ครองเรือน
๖. ต้องมีอภิญญาและฌานสมาบัติ อันเชี่ยวชาญ
๗. เคยให้ชีวิตของตนเป็นทาน เพื่อสัมโพธิญาณมาก่อนในอดีดชาติ
๘. ต้องมี ฉันทะ คือมีความรักความพอใจในพุทธภูมิเป็นกำลัง... -
นิมิตสมาธิ (พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม)
นิมิตสมาธิ
…
ในเวลานั่งสมาธิภาวนา จิตตกลงสู่ภวังค์แล้วเผลอสติ บังเกิดนิมิตเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นก็มี หรือไม่เผลอสติ จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ ย่อมมีนิมิตต่างๆ บังเกิดขึ้น ปรากฏเห็นชัด ในจักขุทวาร มโนทวาร
…
นักปฏิบัติบางจำพวก กระทำปุพพภาค แห่งการปฏิบัติ เบื้องต้น ไม่ถูกต้อง จะกระทำโลกุตระให้แจ้งก็ทำไม่ได้
…
เมื่อนั่งสมาธิภาวนา ได้แต่เพียงนิมิตสมาธิภาวนา คือได้เห็นนิมิตต่างๆ มาปรากฏ ในจักขุทวาร มโนทวาร เท่านั้นก็ดีใจ บังเกิดถือทิฐิมานะ ว่าตนได้รู้ ได้เห็น และได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษชั้นนั้นๆ
..
ไม่รู้เลยว่าตนเป็นผู้หลงติดข้องอยู่ในชั้นโลกีย์ ไม่ใช่ชั้นโลกุตระ นักปฏิบัติ ผู้ที่มีปุพพภาคแห่งการปฏิบัติเบื้องต้น ได้กระทำถูกต้องแล้ว เมื่อนั่งสมาธิภาวนาจิตตกลงสู่ภวังค์ บังเกิดมีนิมิตขึ้นก็ดีหรือจิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ อันใดอันหนึ่ง บังเกิดมีนิมิต ปรากฏเห็นชัดในจักขุทวาร มโนทวาร ย่อมไม่ดีใจ เสียใจ คือไม่ยินดียินร้าย ในนิมิตนั้นๆ ย่อมเป็นผู้มีสติทำจิตเป็นสมาธิตลอดไป
…
• พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม •
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
ธรรมทาน (สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)
ธรรมทาน
ธรรม เมื่อกล่าวไปแล้วย่อมไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะเรียกว่าเป็น ธรรมทาน คำว่า “ธรรมทาน” จึงไม่มีใครครอบครองได้ เมื่อมีเจตนาจิตที่เมตตา อยากให้มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายพ้นทุกข์ หากเขาได้สดับแล้วเป็นประโยชน์ก็ดี เขาเรียกว่า บุญกุศล เป็นวาสนาบารมีต่อกัน หากว่าสิ่งไหนสดับแล้วไม่เข้าใจ ไม่ควรยึด ก็ขอให้วางเสีย…
แต่เมื่อเราเกิดสติ เกิดตัวรู้ เกิดตัวปัญญา ก็น้อมระลึกถึงเมื่อใด หากว่าคราวใดมีสติ มีปัญญาพอ ที่จะหยิบยกมาพิจารณา ก็ขอให้โยมทั้งหลายจงเลือกเฟ้น เข้าไปในธรรมทั้งหลายที่โยมนั้นถูกจริต ก็เอาจริต วาสนานั้นแล มาพิจารณา และให้ดับวาสนาในความอยากรู้อยากเห็นได้…
เมื่อนั้นแล ความสงบในจิตใจก็จะบังเกิดขึ้น ตัวรู้ ตัวสงสัย มันก็จะระงับดับหายไป…
• สมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี •
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
เพื่อความไม่ประมาทควรสร้างบุญกุศลเป็นการเพิ่มเติมไว้เสมอ
“…เพราะเราไม่อาจจะรู้ได้ว่า อดีตชาติเราได้สร้างบุญหรือสร้างบาปไว้มากน้อยเพียงใด และผลของกรรมใดจะส่งผลก่อนหรือหลัง เพื่อความไม่ประมาทจึงควรจะสร้างบุญกุศลเป็นการเพิ่มเติมไว้เสมอ ถ้าอดีตทำไว้มากแล้ว ก็จะยิ่งมีมากขึ้น ย่อมให้ผลก่อนที่มีกำลังน้อยกว่า อันเป็นกฎธรรมชาติของกรรม ฉะนั้น ด้วยความไม่ประมาท จงระลึกไว้ว่า ถ้าตนเองไม่สะสมไว้แล้ว ใครที่ไหนจะช่วยเจ้าได้ เจ้าจะมีอะไรไว้เป็นทุนเดินทางเวียนว่ายในวัฏฏทุกข์ที่ยังต้องผจญต่อไป ไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไหร่ จงระลึกไว้เสมอว่า เจ้าสะสมเตรียมตัวไว้เดินทางแล้วหรือยัง จะรอให้คนอื่นทำไปให้นั้น จะมั่นใจดีเท่ากับเราเตรียมหาไปเองหรือ…”
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
๗ กันยายน ๒๕๖๐
กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมคำสอนนี้ ทุกๆ ท่าน
ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น -
เรื่องเล่า ธรรมะลึกซึ้งเข้าใจง่าย หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ เรื่องตายแล้วไม่เน่า
เรื่องเล่า ธรรมะลึกซึ้งเข้าใจง่าย หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ เรื่องตายแล้วไม่เน่า
ผู้เขียนเคยไปที่วัดป่าเลไลย จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อไปนมัสการศพของหลวงพ่อถิร ปรากฏว่าร่างกายไม่เน่าเปื่อย มีเล็บและเกศางอกออกมา เป็นที่อัศจรรย์ใจและเกิดความสงสัย เมื่อมีโอกาสได้กราบเรียนหลวงปู่ดู่ ท่านอธิบายว่า
“ผู้ที่ตายแล้วไม่เน่ามี ๓ ประเภท”
๑.ผู้ที่กินว่าน
๒.ผู้ที่มีคาถาอาคมเสกข้าวกินประจำ
๓.พระอรหันต์อธิษฐานทิ้งร่างไว้ให้คนสักการะกราบไหว้ ตัวอย่างเช่น หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน จังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้เขียนเกิดความไม่แน่ใจ เพราะเราไม่สามารถตัดสินได้ว่าองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่บอกว่า “เราต้องดูปฏิปทาหรือราศี พวกที่กินว่านหรือมีคาถานั้นจะไม่มีราศี ผิวพรรณไม่สดใส” ผู้เขียนจึงได้ปรารภกับหลวงปู่ โดยกล่าวอ้างถึงในสมัยก่อนหลวงปู่มีผิวพรรณที่ค่อนข้างดำ แต่ในปัจจุบันหลวงปู่มีราศีสดใสสวยงาม แม้แต่หลวงปู่บุดดา เมื่อก่อนเขาว่าท่านผิวดำเหมือนกัน หลวงปู่ตอบว่า “ไม่ต้องสงสัย กระดูกท่านยังฟอกเป็นพระธาตุได้ ผิวพรรณทำไมจะฟอกไม่ได้”
เคยมีผู้มีบุญท่านหนึ่งมากราบนมัสการหลวงปู่ เมื่อท่านผู้นั้นกลับไปแล้ว... -
เมตตาตกบ่อ…เรื่องคู่วาสนาบารมี (เล่าเรื่องโดยพ่อแม่ครูอาจารย์)
เมตตาตกบ่อ…เรื่องคู่วาสนาบารมี
(เล่าเรื่องโดยพ่อแม่ครูอาจารย์)
หลวงปู่เล่าว่า..เรื่องมาตุคามกับพระ หรือเรื่องเนื้อคู่ หรือคู่วาสนา คู่บารมี นั่นเอง ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์จะต้องผ่านเรื่องเหล่านี้มากันเกือบทุกรูป บางรูปถ้าไม่ได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ช่วยเหลือที่ดีแล้วล่ะก็พังทุกราย ดูอย่างเรื่องของหลวงปู่หลุยเป็นตัวอย่าง (หลวงปู่เล่าเรื่องหลวงปู่หลุย จันทสาโร ให้ฟังต่อไปว่า)
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
อีกรูปหนึ่ง ในสมัยที่อยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก็เป็นพระหนุ่ม แต่ค่อนข้างจะมีประวัติอะไรที่แปลกอยู่เช่นกัน…วันหนึ่งหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตปรารภกับพระในวัดซึ่งก็ได้ยินกันหมดทั้งวัดว่า “ท่านหลุย ท่านไม่สมควรที่จะอยู่ที่นี่ให้ไปหาที่อยู่ที่อื่น…หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก็แปลกใจว่าทำไมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จึงห้ามไม่ให้อยู่ เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา ! หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก็เข้าไปกราบเรียนขออนุญาตหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อีกว่า
…ขอได้โปรดเมตตาให้เกล้าอยู่รับใช้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ต่อไปด้วยเถิด... -
อานิสงส์การภาวนา หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
อานิสงส์การภาวนา
หลวงปู่ท่านเคยพูดเสมอว่า
"อุปัชฌาย์ข้า (หลวงปู่กลั่น) สอนว่า ภาวนาได้เห็นแสงสว่างเท่าปลายหัวไม้ขีด ชั่วประเดี๋ยวเดียว เท่าช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ยังมีอานิสงส์มากกว่าตักบาตรจนขันลงหินทะลุ"
พวกเรามักจะได้ยินท่านคอยให้กำลังใจอยู่บ่อย ๆ ว่า
"หมั่นทำเข้าไว้ หมั่นทำเข้าไว้ ต่อไปจะได้เป็นที่พึ่งภายหน้า"
เสมือนหนึ่งเป็นการเตือนให้เราเร่งวามเพียรให้มาก การให้ทานรักษาศีลร้อยครั้งพันครั้งก็ไม่เท่ากับนั่งภาวนาหนเดียว นั่งภาวนาร้อยครั้งพันครั้ง กุศลที่ได้ก็ไม่เท่ากุศลจิตที่สงบเป็นสมาธิที่เกิดปัญญาเพียงครั้งเดียว
ที่มาจากหนังสือตามรอยธรรมย้ำรอยครู -
กรรมปรามาสพระอรหันต์หนักมาก
กรรมปรามาสพระอรหันต์หนักมาก
เพียงพระนางอัมพปาลีปรามาสพระภิกษุณีอรหันต์
จึงต้องไปรับกรรมหมกไหม้อยู่ในนรกนานแสนนาน
เมื่อพ้นกรรมหนักจากนรกกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง
เศษของกรรมที่เหลือต้องเกิดเป็นหญิงแพศยามานับหมื่นๆชาติ
เรื่อง “บุพกรรม ของพระนางอัมพปาลีเถรี ภิกษุณีอรหันต์”
(เสฐียรพงษ์ วรรณปก / ราชบัณฑิต)
ครั้งนั้นเป็นพุทธกาลของพระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระสิขีทศพล” นางอัมพปาลีเกิดเป็นธิดาตระกูลพราหมณ์ในนคร “อมรปุระ”
ครั้งหนึ่งนางได้ไปนมัสการพระเจดีย์ โดยได้ทำประทักษิณ เวียนขวารอบเจดีย์ ขณะกำลังเดินประทักษิณอยู่ นางได้เห็นภิกษุณีรูปหนึ่งได้เดินทำประทักษิณอยู่ตรงหน้าเธอ ภิกษุณีรูปนั้นได้บ้วนน้ำลายลงพื้น เมื่อนางอัมพปาลีเห็น จึงเกิดความไม่พอใจที่เห็นกิริยาดังนั้น จึงได้ “สบถคำด่า” ภิกษุณีรูปนั้นว่า
“อีหญิงแพศยา”
ด้วยเหตุที่ภิกษุณีรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ กรรมนี้จึงเป็นกรรมหนักมาก เมื่อทำกาละแล้วนางอัมพปาลีจึงต้องไปรับกรรมหมกไหม้อยู่ในนรกนานแสนนาน เมื่อพ้นกรรมหนักจากนรกกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เศษของกรรมได้ส่งผลให้นางอัมพปาลีต้องเกิดเป็นหญิงแพศยามานับหมื่นๆ ชาติ... -
ขุนพันธ์ให้"แม่"เหยียบหัว สยบไสยดำ!! เพราะ"ฝ่าเท้าของแม่ คือฝ่าเท้าของพระอรหันต์" !!!
ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงของช่วงหนึ่งในชีวิต ของท่านขุนพันธ์ ที่ถือเป็นจุดที่สำคัญ
อะไรคือสุดยอดของขลังที่ท่านขุนพันธ์ใช้สยบไสยดำ ของ อะแวสะดอ ตาและ ขุนโจรชาวมุสลิม ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์ มนต์ดำ ผู้มีสันดานโจน ใจคอโหดร้ายจนไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง
สิ่งที่ท่านขุนพันธ์ท่านใช้ในการแก้เคล็ด สยบไสยดำนี้ คือการให้มารดาบังเกิดเกล้าของ ท่านใช้เท้าขยี้ลงไปบนศีรษะของตนเองสามรอบ เพื่อเป็นศิริมงคล และเพื่อเป็นการ ทำลายความอาถรรพ์ในตัว ของอะแวสะดอ ตาและ
ด้วยเหตุนี้ จอมวายร้าย อย่างอะแวสะดอตาและ จึงไม่อาจสู้ท่านขุนพันธ์ได้ ไสยเวทมนต์ดำ ที่มันมีอยู่ เครื่องราง ของขลังหลายอย่าง ที่มันใช้ติดตัว จึงมีอันเสื่อมสลายไป เพราะถึงแม้กระสุนปืน ของท่านขุนพันธ์จะทำอะไร อะแวสะดอ ตาและไม่ได้ แต่มันก็หมดเรี่ยวแรง เปลี่ยนสภาพ จากเสือร้าย กลายเป็นแมว ยอมให้จับกุม ในที่สุด
การให้แม่ใช้เท้าขยี้ศีรษะนี้ เพราะท่านขุนพันธ์ถือความกตัญญูเป็นสิ่งสูงสุด ฝ่าเท้าของแม่ เทียบเท่าฝ่าเท้าของพระอรหันต์หรือ พระพรหม วิชาความรู้ใดๆที่เรียนมาย่อมต่ำกว่าเสมอ
วิธีการถือเคล็ดแบบนี้ มีมาแต่โบราณกาล... -
"หลวงพ่อพุธ"ยืนยัน! ปาฏิหาริย์มีจริง! ทั้งปาฏิหาริย์แท้ - ปาฏิหาริย์เทียม มีวิธีสังเกตุง่ายๆ !
อาจกล่าวได้ว่า หลวงพ่อพุธเป็นพระสงฆ์ที่เชี่ยวชาญการฝึกสมาธิเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่พระสงฆ์ไทย
อันที่จริง การฝึกสมาธิก็เป็นสิ่งที่ศาสนาหลายศาสนาในประเทศอินเดียสอนกันมานานแล้ว สมาธิที่สอนกันในศาสนาเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมจิตหรือความคิดให้แน่วแน่ เมื่อจิตของผู้ที่ฝึกสมาธิแน่วแน่จนถึงระดับหนึ่งแล้ว จิตนั้นจะสามารถแสดง “อิทธิฤทธิ์” หรือ “ปาฏิหาริย์” บางอย่างออกมาได้ ซึ่งการฝึกสมาธิเพื่อจุดประสงค์เช่นนี้ก็มีการนำมาสอนกันในศาสนาพุทธด้วยในนามของ “สมถภาวนา”
หลวงพ่อพุธก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยได้รับการฝึกสมาธิแบบ “สมถภาวนา” มาอย่างเข้มข้น และดูเหมือนว่าจะเคยมีประสบการณ์ในการได้เห็น “สิ่งเหนือธรรมชาติ” ต่อหน้าต่อตามาไม่น้อยเลยทีเดียว ท่านเล่าว่า ...
“มโนมยิทธิได้จากเจ้าคุณอริยฯ ท่านก็เคยให้พวกเรานั่งไปดูนรกดูสวรรค์เหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ใช้ภาวนา การภาวนาหรือนั่งสมาธิไปดูนรกไปดูสวรรค์นั้น ตามตำรับของไสยศาสตร์มันมีแบบมีแผนให้ศึกษากัน ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือ ‘กรรมฐานสิบสองยุค’ ...
(วิธีการคือ) พอจิตมันสงบเป็นอุปจารสมาธิ เกิดสว่างขึ้น... -
หลวงพ่อเงินแนะ! 2ตายายสวดบทนี้เพื่อเจ้ากรรมนายเวร ถึงกับพลิกชีวิตเลยทีเดียว
คาถาขออโหสิกรรม
ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
พุทโธ กัมมัฏฐาโม กรรมมะจุติสัมพุทโธ
(กรรมใดๆ ก็ขอให้อโหสิกรรมต่อกัน ด้วยอานุภาพพระสัมพุทโธ)
เป็นคาถาที่หลวงพ่อ เงินบางคลานท่านได้เจริญภาวนา ทุกวันก่อนบิณฑบาตว่ากันว่าเป็นการแผ่เมตตาไป ยังสัตว์โลกด้วยเพราะปรากฏว่าการเจริญพระคาถานี้ทำให้จระเข้ตัวนึงที่ชื่อไอ้สีเลิกอาละวาดทำร้ายคนเดินเรือ ในแม่น้ำน่านเพราะว่าหลวงพ่อเงินท่านจะ ภาวนาทุกที ตอนที่บิณฑบาต(ทางเรือ) มันจะคอยว่ายน้ำตามเรือ ไม่ทำอะไรผู้คน จนบางทีถ้าหลวงพ่อเงินท่านจะข้ามแม่น้ำ ว่ากันว่ามันจะว่ายมาหา หลวงพ่อเงินก็นั่งบนหลังมันข้ามน้ำไปได้ (เป็นคาถาเดียวกับที่สมเด็จโตใช้สะกด จระเข้) ผู้ที่เป็นเจ้าของวิชานี้คือหลวงพ่อใหญ่เมืองพิจิตรหนึ่งในอาจารย์ สมเด็จโตและคาถานี้หลวงพ่อไป๋ วัดท่าหลวง ได้ใช้เสกตะกรุดกระดูกแร้งจนลือเลื่องด้วย
ที่มาของพระคาถานี้ว่ากันว่าที่สาวัตถี มีตายายสองคนมีอาชีพหาปลาตลอดชีวิตไม่เคยทำความดีเลย วันหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยปรมาภิเษกสัมโพธิญาณว่าตากับยายคู่นี้เคยถวายสังฆทานแก่สมเด็จพระพุทธตัณหังกรมาก่อนแต่ ก็มีการยักยอกเงินในสมัยพระพุทธเมธังกร... -
มส.ลุยน้ำท่วมกรุงเก่าช่วยพระโยมประสบภัย
มส.ลุยน้ำท่วมกรุงเก่าช่วยพระโยมประสบภัย
พระพรหมวชิรญาณ มส.ลงพื้นที่กรุงเก่าช่วยน้ำท่วมพระโยมประสบภัย มีผอ.พศจ.พร้อมด้วยนายอำเภอบางบาล และนายอำเภอเสนา ถวายการต้อนรับ
วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กทม. ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม ลงพื้นที่ประสบอุทกภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อถวายเครื่องสมณบริโภคแด่พระภิกษุสามเณรและมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีพระธรรมรัตนมงคล เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยพระสังฆาธิการ ร่วมลงพื้นที่ โดยมีนายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยนายอำเภอบางบาล และนายอำเภอเสนา ถวายการต้อนรับ
………………
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊กพระมหาวีรพล ธรรมะอารมณ์ดี)
ขอบคุณที่มา
http://www.banmuang.co.th/news/region/94825 -
5 พ.ย.นี้สลายสรีระสังขาร ‘หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ’
วันนี้ 4 พ.ย 560 พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง เป็นประ ธานพิธีเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มาตั้งยังจิตกา ธาน หน้าโรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เพื่อบำเพ็ญกุศลก่อนจะมีพิธีสลายสรีระสังขาร พระราชทานเพลิง ในวันพรุ่งนี้ (5 พ.ย.) โดยมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก
พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิขุ เกิดวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2454 ที่ตำบลคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง ชื่อเดิมว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ เมื่ออายุ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จ.ระนอง ก่อนจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ วัดนางลาด จ.พัทลุง ในปี 2474
หลังอุปสมบทไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในหลายจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และ กรุงเทพมหานคร จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก จากนั้นได้ศึกษาภาษาบาลี จนจบเปรียญธรรม 4 ประโยค และยังใฝ่รู้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มีโอกาสเดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาในหลายประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นพระสงฆ์รูปแรกของเมืองไทยที่ไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป... -
แห่งเดียวในโลก!! “ทอดผ้าป่าแถว”จ.กำแพงเพชร
ประเพณีทำบุญเก่าแก่สืบทอดมาแต่โบราณ ของชาวเมืองกำแพงเพชร คู่กับประเพณีลอยกระทง การ“ทอดผ้าป่าแถว”ที่มีแห่งเดียวในโลกที่จังหวัดกำแพงเพชร
4 พ.ย.60 นายชัยวัฒน์ ศุภอรรถพานิช นายกเทศมนตรีเมืองกำแพงเพชร ประธานพิธีทำบุญผ้าป่าแถว วัดบางกลางเมืองกำแพงเพชร เมื่อคืนวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยทุกปีตั้งแต่อดีตโบราณในวันวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน12 วันลอยกระทง เวลา 19.00 น.ที่ วัดบางกลางเมืองกำแพงเพชร จะมีพิธีทำบุญผ้าป่าแถว ก่อนที่จะไปร่วมลอยกระทงที่แม่น้ำปิงซึ่งอยู่ห่างจากวัดไปไม่มากนัก ชาวพุทธจะไปร่วมทำบุญกันเป็นครอบครัวหรือเป็นคู่หนุ่มสาว กองผ้าป่าจะมีผ้าสบง จีวร หรือ ผ้าเช็ดตัวสีเหลือง และเครื่องไทยธรรมมี ธูป เทียน หอม กระเทียม พริกแห้ง น้ำตาลทราย ไม้ขีดไฟ เป็นต้น จัดบรรจุในชะลอมหรือภาชนะอื่นๆ ไปรวมกันในสถานที่ที่นัดหมายกันไว้ กรรมการวัดจะเตรียมกิ่งไม้สดพร้อมใบไม้ปักแสดงตำแหน่งไว้เป็นแถว ๆ ให้คล้ายกับว่าเป็นป่า แล้วนำเบอร์ไปติดไว้ เมื่อพระสงฆ์ประกอบพิธีทางศาสนาเสร็จแล้วก็จะเดินมาพร้อมกับเบอร์ ที่กระจายไปทั่วไม่ได้เรียงตามเบอร์ไว้ เมื่อพบแล้วพระสงฆ์ท่านก็ทำพิธีชักผ้าป่าของตนก็จะทำพิธี... -
"ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ" (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
"ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ"
" .. "สตินั่นอบรมจิต" ครั้นอบรมจนขึ้นจิตรู้เท่าเป็นความจริงแล้ว มันจึงหายความหลงพบความสว่าง "ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ" ครั้นมีสติคุ้มครอง หัดไปจนแน่วแน่แล้ว ให้มันแม่นยำให้มันสำเหนียกแล้ว มันจะรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง
"สติเป็นเครื่องตี คือตีสนิมของจิต" ดวงจิตมีหความหลงเรียกว่า "อวิชชา" จิตนั่นแหละมันหลง "ความหลงคืออวิชชา ขี้สนิมมันก็อยู่กับอวิชชา" คือที่มันหลงนั้นขี้สนิมโอบมัน แต่ก่อนจิตผ่องใส
พระพุทธเจ้าจึงว่า "จิตเดิมธรรมชาติเลื่อมประภัสสร แต่อาศัยอาคันตุกะกิเลส คือรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสทั้งหลาย เข้ามาสัมผัสแล้วมันจึงหลงไปตาม จึงเป็นเหตุให้จิตนั้นเศร้าหมองขุ่นมัว" จึงไม่รู้เท่าความเป็นจริง .. "
"อนาลโยวาท"
หลวงปู่ขาว อนาลโย -
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง ยายเพิ้ง..ผ้าขี้ริ้วห่อทอง
ยายเพิ้ง..ผ้าขี้ริ้วห่อทอง
(ถึงตรงนี้กระผมขอแทรกเรื่องๆ หนึ่ง เกี่ยวกับลูกศิษย์ของหลวงพ่อฯ ท่าน คนนี้เด็ดจริงๆ ครับ ท่านคือ คุณป้าเสงี่ยม สังกรณีย์ (ที่เรียกคุณป้าเพราะท่าทางจะมีอายุมากกว่าคุณแม่ของกระผม) ท่านเป็นคนจังหวัดระยอง ท่านเล่าว่าคุณสมบูรณ์ เวสารัชชานนท์ ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของหลวงพ่อที่จังหวัดระยอง ได้นำหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน มาให้อ่าน ซึ่งชอบมาก อยากไปหาหลวงพ่อ ก็ไปบอกกับน้องคุณสมบูรณ์ว่าจะไปหาหลวงพ่อที่วัด แม้จะไม่เคยไป เธอยังถามว่าจะไปได้หรือ คุณป้าท่านก็ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ปะๆ มือหิ้วชะลอม แต่มีปืนอยู่ในนั้นด้วย คุณป้าบอกว่า เผื่อมีใครจะทำร้ายจะได้เอาปืนยิงขึ้นฟ้า คนจะได้กรูกันมาช่วยฉัน (กระผมว่าพอคุณป้าหยิบปืนออกมา คนร้ายมันก็เผ่นแล้วละครับ)
ตอนไปถึงวัดท่าซุง ยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน ก็พบคุณหญิงเยาวมาลย์ บุนนาค ลูกศิษย์ของหลวงพ่อซึ่งอยู่ที่วัด ท่านเอ่ยปากชวนคุณป้าว่า "เชิญคุณป้าร่วมรับประทานอาหารด้วยกันซิ" ทำให้คุณป้าซึ้งใจมาก และว่าคุณหญิงท่านตาถึง และมีน้ำใจดีจริงๆ ทั้งๆ ที่คุณป้าแต่งตัวปอนๆ กะว่าคนจะต้องดูถูก แต่กลับได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นใจ... -
วัดชลประทานฯจัดพิธีสลายสรีรธาตุหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
วัดชลประทานฯจัดพิธีสลายสรีรธาตุหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
วัดชลประทานรังสฤษดิ์และศิษยานุศิษย์ทำพิธีเคลื่อนสรีรธาตุหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ พระนักเทศน์ชื่อดังขึ้นตั้ง ณ จิตกาธาน ก่อนมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 5 ต.ค.นี้ หลังก่อนหน้านี้เก็บสรีระหลวงพ่อไว้เป็นเวลา 10 ปี
วันนี้ (3 พ.ย. 60) วัดชลประทานรังสฤษดิ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จัดพิธีสลายสรีรธาตุ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ซึ่งมรณภาพตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 2550 สิริรวมอายุได้ 96 ปี 5 เดือน 76 พรรษา โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรพระราชทานโกศแปดเหลี่ยมและรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์วัดได้เก็บสรีระของหลวงพ่อปัญญาฯไว้ให้ญาติโยม ศิษยานุศิษย์ และผู้ที่มีความเลื่อมใสได้สักการะ
โดยวัดกำหนดจัดกิจกรรมขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 6 พ.ย. 2560 ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีเคลื่อนสรีรธาตุหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุขึ้นตั้ง ณ จิตกาธานหน้าโรงเรียนพุทธธรรม ส่วนวันที่ 5 พ.ย.จะมีพระราชทานเพลิงศพ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ณ... -
ถวายกระทง ( ลอยกระทงเป็นพุทธบูชา )
ถวายกระทง
จากหนังสือกายสิทธิ์ ยุคอภิญญา
โดย อาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์
ปกติ คือวันเพ็ญเดือนสิบสอง จะมีการลอยกระทงตามแม่น้ำต่างๆ แต่คณะศิษย์ของ หลวงพ่อดู่ วัดสะแก จะนำกระทงมาถวายท่าน ซึ่งเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง ผู้เขียนและหมู่คณะได้มีโอกาสนำกระทงไปถวายกับท่านซึ่งในคณะส่วนใหญ่เป็นนักปฎิบัติธรรม เคยมีผู้สงสัยกราบเรียนหลวงพ่อว่า
'เห็นมีผู้ำนำกระทงมาถวายหลวงพ่อมากมาย
ทำไมหลวงพ่อไม่ลอยกระทงในน้ำหรือ'
หลวงพ่อตอบว่า 'ลอยด้วยน้ำจิตน้ำใจของเราไงล่ะ'
หลวงพ่อท่านให้สมาทานศีลเสียก่อน แล้วจึงนำถวาย เมื่อกล่าวคำถวายเสร็จพวกเราจะประเคนแก่ท่าน หลังจากนั้นท่านจะให้ทุกคนภาวนาไตรสรณคมณ์สักครู่ แล้วท่านจะนำจิต นำกระทงไปถวายพระพุทธเจ้าที่วิมานแก้ว เมื่อพระพุทธเจ้ารับแล้ว หลวงพ่อจึงให้พร ผู้ที่มีจิตใจเป็นทิพย์หลายๆคนจะสามารถเห็นได้ว่าไปจริงๆ
บุญที่ได้จึงมีทั้งบุญภายนอก คือ อามิสบูชา
และบุญภายในคือ ปฎิบัติบูชา
ตามประเพณีเดิมของการลอยกระทง มีทั้งคติพราหมณ์ และพุทธ ทางพราหมณ์ ถือว่าเป็นการขอขมาพระแม่คงคา ส่วนทางพุทธมีหลายเจตนา เช่น การบูชาพระจุฬามณี, การบูชารอยพระพุทธบาท... -
ตักบาตรผัก ที่ ‘ชุมชนวัดพระบาทห้วยต้ม’ จ.ลำพูน
(ภาพชุด) “ประเพณีตักบาตรผัก” โดยประเพณีนี้จัดขึ้นที่วัดพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน เป็นประเพณีที่มียาวนาน จะมีขึ้นในวันพระของทุกเดือน
เช้าวันนี้ (3 พ.ย.60) ชม “ประเพณีตักบาตรผัก” ประเพณีที่จัดขึ้น ณ วัดพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สำคัญ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนห้วยต้ม ภายในมีสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็น, เจดีย์ 84,000 ,วิหารพระพุทธบาท , มณฑปพระเขี้ยวแก้ว เป็นต้น ประเพณีตักบาตรผักจะมีขึ้นในวันพระของทุกเดือน โดยชาวบ้านจะทยอยเข้าวัดตั้งแต่ เวลา 05.00 น.เพื่อทำบุญตักบาตรปกติในทุกวันโดยในรอบเช้าจะเป็นการตักบาตรอาหารเจ โดยส่วนใหญ่จะใส่ชุดปกาเกอะญอ ชุดประจำท้องถิ่นมีสีสันสวยงามเข้าวัด
จากนั้นถ้าเป็นวันพระในช่วงเวลา 08.00 น.เช้าชาวบ้านก็จะเริ่มทยอย นำ ผัก ผลไม้มาถวาย เริ่มจากการใส่ขันดอกไม้ธูปเทียนก่อน แล้วจึงตามด้วยผัก ผลไม้ ทั้งนี้สามารถนำน้ำและขนมมาถวายได้ มีการใส่ขันเงิน คือ นำเหรียญบาท ห้าบาท สิบบาท หรือธนบัตร ใส่ในบาตรหรือขันพาน
เมื่อได้เวลาอันสมควร ชาวบ้านผู้ชายจะนําผัก ผลไม้ที่ชาวบ้านใส่ไว้ในภารชนะนํามาวางเรียงไว้หน้าพระสงฆ์แต่ละรูป... -
"พระ" ที่หลวงปู่ดู่แนะนำว่า...เป็นพระองค์แรก เก่าที่สุด แท้ที่สุด และดีที่สุด!
ในสมัยที่ยังเป็นพระหนุ่มนั้น "หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ" นิยมเดินธุดงค์และปลีกวิเวกอยู่ตามป่าเขาเถื่อนถ้ำต่างๆ แต่ครึ่งชีวิตหลังของท่านซึ่งยาวนานถึง ๔๓ ปี ท่านแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย พำนักอยู่แต่ในวัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กิจวัตรประจำวันก็คือนั่งรับแขกหน้ากุฏิตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
แม้จะชรามากแล้ว ท่านก็ไม่เคยทิ้งกิจวัตรดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อช่วยคลายความทุกข์ของญาติโยมที่มาจากทุกสารทิศ หลายคนมาหาท่านเพื่อขอหวยเพราะอยากรวยทางลัด จำนวนไม่น้อยอยากให้ท่านรดน้ำมนต์เป่าหัวจะได้หายจากความเจ็บป่วย ไม่มีใครที่ถูกท่านปฏิเสธ แต่ก็ใช่ว่าท่านจะสนองความต้องการของญาติโยมในทุกกรณีก็หาไม่ บางครั้งท่านก็ให้ของที่ดีกว่านั้น
คราวหนึ่งเกิดไฟไหม้ที่วัดสะแก บริเวณตรงข้ามกุฏิของหลวงปู่ถูกเพลิงเผาพินาศ แต่กุฏิของท่านไม่เป็นอะไร เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้คนทั่วไป โยมผู้หนึ่งเชื่อว่าหลวงปู่มีพระดีเป็นแน่จึงไปหาท่าน
"หลวงปู่ครับ... ผมขอพระดีที่กันไฟได้หน่อยครับ"
หลวงปู่ยิ้มก่อนตอบว่า
"พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ... ไตรสรณคมน์นี่แหละพระดี"
"ไม่ใช่ครับ ... ผมขอพระเป็นองค์ๆ อย่างพระสมเด็จน่ะครับ"
หลวงปู่กล่าวย้ำว่า... -
"ทุกข์เพราะความคิดที่ผิด" (สมเด็จพระญาณสังวร)
"ทุกข์เพราะความคิดที่ผิด"
" .. พบอะไรก็ตามอย่าหลงติด "ได้รับอะไรก็ตามอย่าหลงติด" ..
"พบความทุกข์ก็อย่าหลงติด" โดยหลงคิดว่า จะต้องพบความทุกข์นั้นตลอดไป "พบความสุขก็อย่าหลงติด" โดยหลงคิดว่า จะต้องพบความสุขนั้นตลอดไป
อย่าเดือดร้อนวุ่นวายทุกข์นักหนากับความคิดว่า "ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วจะเป็นความทุกข์ต่อไปไม่จบสิ้น" เป็นความคิดที่ให้ความทุกข์ทรมานใจหนักหนาเกินกว่าจำเป็น นี้แหละที่เรียกว่า "ทุกข์เพราะความคิดที่ผิด"
ความคิดจะไม่ให้ความทุกข์ทรมานใจหนักหนาเกินกว่าจำเป็น แก่ผู้ที่ทุกขณะจิตได้ยินพระสุรเสียงในสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสเตือน "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา" ทุกข์แล้วทุกข์ก็จะดับ
"ไม่ใช่ทุกข์แล้ว ก็จะทุกข์ ทุกข์ ทุกข์ ตลอดไป ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น" และเช่นเดียวกัน "สุขแล้วสุขก็จะดับ ไม่ใช่สุขแล้วก็จะสุข สุข สุข ตลอดไป ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น" .. "
"แสงส่องใจ" อาสาฬหบูชา ๒๕๔๗
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ -
บาป-บุญ อย่าเอาใจของตนเป็นเครื่องวัด
บาป-บุญ อย่าเอาใจของตนเป็นเครื่องวัด
ดีและชั่วที่กล่าวมานี้ ทุกคนกระทำลงไปด้วยกายและวาจา คงเข้าใจว่าเป็นของดีจึงค่อยทำประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งทำด้วยความไม่รู้เท่าเข้าใจว่าดีหรือชั่ว
หรือทำโดยเหตุมีสิ่งแวดล้อมบีบบังคับจึงค่อยทำ การที่เราจะเข้าใจคำว่า ดีหรือชั่ว ที่เรียกว่าบุญหรือบาปก็คือ สิ่งทีไม่ดีมันสกปรก มันน่าเกลียด จึงเรียกว่า บาป บุญเป็นสิ่งที่ดี ทำลงไปแล้วมันสะอาด จิตใจผ่องใสและเบิกบานจึงเรียกว่าบุญ ให้สังเกตอย่างนี้
อย่าไปเอาใจของตนเป็นเครื่องวัด เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องวัด สิ่งใดที่กระทำด้วยกายหรือวาจาหรือนึกคิดด้วยใจ ถ้าหากเป็นภัยหรือว่าเป็นอันตรายเบียดเบียนตนหรือคนอื่น คือทำให้ตนไม่สบายและทำให้คนอื่นไม่สบายหรือทำให้ทั้งตนและคนอื่นไม่สบายด้วย อันนั้นพึงเข้าใจเถิดว่าไม่ใช่ของดี
ถ้าหากไม่เบียดเบียนตนและคนอื่น อันนั้นแหละเรียกว่าบุญ คือคุณงามความดี ควรสร้างสมให้เกิดมีในตน จึงจะเป็นคนดี พุทธศาสนาทำให้เป็นคนดีได้อย่างนี้
จากหนังสือ กรรม ผลของกรรมดี-กรรมชั่ว หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หน้าที่ ๑๔-๑๕
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง
เรื่องราวชีวิตของหลวงปู่เจี๊ยะท่านในช่วงนี้
พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน ได้เมตตาเล่าให้ญาติโยมฟังไว้
เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๕ ที่สวนแสงธรรม ความดังนี้
ท่านเป็นพระดีนะอาจารย์เจี๊ยะ
พูดเรื่องภายในเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง
คือ…กิริยาภายนอกท่านไม่น่าดูนะ กิริยาท่านข้างนอก บ๊งเบ๊งๆ
อะไรรู้สึกว่ามันไปอีกแบบหนึ่ง ยิ่งกว่าหลวงตาบัวเข้าไปอีก (หัวเราะ)
แม้แต่หลวงปู่มั่นก็ยังเถียงกันตาดำตาแดง
ตอนปี ๒๕๐๕ ท่าน (พระอาจารย์เจี๊ยะ) ไปจำพรรษากับเราที่ วัดป่าบ้านตาด
นั่นล่ะ เราจะเริ่มปลูกกุฏิหลังนั้นล่ะนะ
พวกโยมเขาก็ไปขุดดิน เกลี่ยดินที่จะปลูกฐาน
ทีนี้ท่านก็ไปทำอะไร เขาเรียก “คราด” อะไรสำหรับกวาดดินนั่นแหละ
ทีนี้ท่านทำไม่รู้จักเวลาล่ะสิ กำลังจะมืดแล้วนี่นา
เราเดินจงกรมอยู่ ก็เงียบ เป็นเวลาที่พระท่านเดินจงกรม
เสียงปังๆ ขึ้นเลยกลางวัดนี่
เอ๊ะ! มันเสียงใครมาทำอย่างนี้นะ
เราก็เดินไปเลยแหละ เดินไปท่านอาจารย์เจี๊ยะ
ท่านทำคราดนั้นนะ สำหรับกวาดดินกุฏิเรา ท่านไปทำเอาเวลาไม่ควรล่ะสิ
เสียงดังเปรี้ยงๆ ขึ้น ท่ามกลางวัดเงียบๆ นะ
เราก็เดินจากทางจงกรมแล้วไปเลย ไปก็ไปเห็นท่านกำลังทำอยู่
เราก็ยืนเลย เอากันทีเดียว... -
การลอยกระทง (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
เรื่องการลอยกระทง
การลอยกระทงนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าเราจะปรารภแต่รอยพระพุทธบาทอย่างเดียวก็เห็นว่าไม่สมเหตุสมผล ความจริงแล้วขอให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นั่นก็คือบูชา พระพุทธเจ้า บูชาพระธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวร แล้วก็บูชาพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย อย่างนี้เราจะมีบุญใหญ่ได้รัตนะถึง ๓ ประการ หรือว่าอนุสสติทั้ง ๓ ประการ
การลอยกระทงนี้ ตามโบราณเขาถือว่าเป็นการขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยเด็กๆ ท่านผู้ใหญ่เคยบอกว่า เราเคยถ่ายอุจจาระก็ดี ปัสสาวะก็ดี ลงในแม่น้ำ ถือว่าเป็นการไม่เคารพรอยพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ความจริงเรื่องนี้เห็นว่าจะไม่สมเหตุสมผล เพราะว่าองค์สมเด็จพระทศพลไม่ได้ทรงคิดอย่างนั้น แต่ว่าโบราณท่านตั้งใจทำก็เป็นความดี เพราะการขอขมากับองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ใจเราใสบริสุทธิ์ หมดจากการปรามาสในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ แสดงความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี
.
.
จากหนังสือธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๑๗๖ หน้า ๓๖-๓๗ โดย พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) อุทัยธานี
ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง -
“อัตตนา โจทยัตตานัง…(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
“อัตตนา โจทยัตตานัง…
จงกล่าวโทษโจทความผิดของตัวไว้เสมอ
อย่าไปยุ่งกับคนอื่น คตินี้นักปฏิบัติทุกคน เขาจะประนามตัวเองเข้าไว้เสมอ อารมณ์ยุ่งอยู่กับกามราคะนิดหนึ่ง เขาจะประณามว่า เลวทันที ของอะไรก็ดี ถ้าชมว่าสวย ชมว่างาม เมื่อรู้สึกขึ้นมา ก็รู้สึกว่าใจของเรามันเลวเสียแล้วรึนี่
แค่นี้ เขาตำหนิตัวเขาแล้ว แล้วยิ่งไปเพ่งโทษของบุคคลอื่น ไปแสดงอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเร่าร้อน นั่นแสดงว่า กิเลส มันไหลออกมาทางกาย และทางวาจา มันล้นออกมาจากใจ มันเลวเกินที่จะเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ นี่เราต้องประณามอย่างนี้ แล้วทางที่ไปจะไปไหนเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังเป็นไม่ได้ ต้องไปขึ้นต้นจากนรก มันไม่เหมาะสำหรับเรานี่เราต้องประณามตัวไว้เป็นปกติ อย่าเที่ยวประนาณคนอื่นเขา จงอย่าคิดว่า คนอื่นจะต้องมาลงโทษเรา ก่อนที่คนอื่นจะลงโทษ กรรมที่เราทำความชั่วมันก็ทำความเร่าร้อนให้เกิดขึ้นแก่เรา ใครเขาจะพูดความชั่วคราวใด เราก็สะดุ้ง เพราะเรามันเลว
พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนไว้เสมอและจงโจทตน กล่าวโทษตนไว้เป็นปกติ หาความชั่วของตัว อย่าไปหาความชั่วของบุคคลอื่น ถ้าเราเลวมากเท่าไหร่... -
เปิดตำนาน"ลอยประทีปบูชาพญากาเผือก"ของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ตำนานสืบสานประเพณีลอยกระทง
วันเพ็ญเดือนสิบสอง!! เปิดตำนาน "ลอยประทีปบูชาพญากาเผือก" ของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ตำนานสืบสานประเพณีลอยกระทง ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน !!
ประเพณีลอยกระทงของชาวไทยนั้น มีความมุ่งหมายเป็นมาเพื่อขอขมาต่อแม่พระคงคาเทพธิดาแห่งสายน้ำ สายเลือดสำคัญซึ่งได้หล่อเลี้ยงชีวิต กิน ดื่ม อาบ ชำระล้างและทำความสะอาด แต่ในวาระเดียวกันชาวไทยยวนผู้ซึ่งมีศรัทธาแก่กล้าต่อพระศาสนาก็มีประเพณีการตามประทีปบูชารอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐาน ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมมานมี และรวมทั้งการบูชา "พญากาเผือก" ตามตำนานพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์
ตามตำนานเล่าว่า ในสมัยต้นปฐมกัป มีพญากาเผือก ๒ ตัวผัวเมียทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นธรรมชาติสถานที่รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์ ์แม่พญากาเผือกพร้อมกันถึง ๕ พระองค์ เมื่อครบทศมาสแม่กาเผือกก็เกิดออกไข่ ณ ที่รังต้นมะเดื่อจำนวน ๕ ฟอง (สถานที่นี่ในกาลต่อมาเรียกชื่อว่า วัดพระเกิด )
แม่กาเผือก คอยเฝ้าฟักดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพญากาเผือก ได้ออกไปหากิน ถิ่นแดนไกล ได้ไปถึงสถานที่... -
"องค์พญายม"เคล็ดลับบูชา..เพื่อความสิริมงคล อานิสงส์ช่วยในการต่ออายุให้ยาวนาน หายจากโรคภัยต่างๆ
"องค์พญายม เทพแห่งความตาย"เคล็ดลับบูชา..เพื่อความสิริมงคล อานิสงส์ช่วยในการต่ออายุให้ยาวนาน หายจากโรคภัยต่างๆ..
คติในการบูชาองค์พญายม
พญายมเป็นเทพแห่งความตาย การเคารพบูชาพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นพญายมราชหรือพระกาฬไชยศรี รวมทั้งเจ้าพ่อเจตคุปต์ หรือสุวรรณ สุวาณก็เพื่อมีคติระลึกไว้คือ ให้พิจารณาการกระทำของตัวเราเอง ว่าเป็นไปในทางบาป
หรือบุญ เป็นคุณหรือโทษ ในระหว่างช่วงชีวิตที่ยังมีอยู่ นอกจากนี้ในการระลึกบูชาองค์พญายมยังมีอานิสงส์ที่สำคัญ คือเพื่อความเป็นสิริมงคลในด้านของการต่ออายุให้ยาวนาน หรือให้หายจากโรคภัยต่างๆ
เครื่องบูชาองค์พญายม
ในการบูชาองค์พญายมให้จัดหารูปภาพขององค์พญายมมาตั้งไว้ แล้วบูชาในตอนเช้าโดยจุดธูป ๕ดอก จัดหาข้าวตอกดอกไม้ โดยเฉพาะดอกไม้ที่มีสีแดง พวงมาลัยดาวเรือง ข้าวสวย อาหารคาว ๒-๓อย่าง นม เนย ขนมหวาน ผลไม้ ๓อย่าง หรือ ๕อย่างก็ได้ แต่ผลไม้ที่ควรจะมีได้แก่ กล้วยสุก อ้อย และมะพร้าวอ่อน ธงสีแดง ๗ ผืน ผ้าแพรสีแดง ๓ ผืน ตุ๊กตารูปปั้นนกแสกหรือควาย
คาถาบูชาองค์พญายม
โอม พะยามะราชะ อุปาทะวะตายะ มะหิสสะ พาหะนายะ ทักขิณะทิสะ ฐิตายะ อาคัจฉัญภุญชะตุ ขิปปะยะตุ วิปปะยะตุ สะวาหะ... -
ประชุมสุดยอดพุทธศาสนาโลกที่ศรีลังกา
วันพฤหัสบดี ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.39 น.
ประชุมสุดยอดพุทธศาสนาโลกที่ศรีลังกา
ศรีลังกาเจ้าภาพประชุมสุดยอดพุทธศาสนาโลกครั้งที่ 7 มีพระมหาเถระผู้นำสูงสุดทั่วโลกเข้าร่วม ประธานาธิบดีเป็นประธาน ก่อนหน้านี้จัดประชุมองค์กรยุวสงฆ์โลกครั้งที่ 14 หลวงพ่อเศรษฐีเตรียมรับกฐินทอดที่วัดนิวซีแลนด์
วันที่ 2 พ.ย.2560 นายไมตรีปาละ ศิริเสนา ประธานาธิบดีประเทศศรีลังกา เป็นประธานเปิดการประชุมสุดยอดพุทธศาสนาโลกครั้งที่ 7 กรุงโคลัมโบ ได้มีพระมหาเถระผู้นำสูงสุดทั่วโลกเข้าร่วมอย่างเช่นสมเด็จพระอัครมหาสังฆราชาธิบดี (เทพ วงศ์) สมเด็จพระสังฆราชกัมพูชา
อย่างไรก็ตามประเทศศรีลังกาได้จัดการประชุมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่สำคัญๆ อย่างเช่นเป็นเจ้าภาพการประชุมงานวันวิสาขบูชาโลกในระดับนานาชาติที่มีประเทศศรีลังกาเป็นเจ้าภาพ ระหว่าง 11-15 พฤษภาคม 2560 ล่าสุดเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่องค์กรยุวสงฆ์โลกครั้งที่ 14 พิธีเปิดการประชุมใหญ่ยุวสงฆ์โลกครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. 2560 โดยหัวข้อการประชุมใหญ่ คือ “ผู้นำพุทธ เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน” ณ หอประชุมใหญ่สำนักงานรัฐมนตรีภาคกลาง เมืองแคนดี้ ศรีลังกา โดยมีพระมหานายก... -
วันเพ็ญเดือนสิบสอง..อาบน้ำเพ็ญอาบน้ำทิพย์ อำนาจลี้ลับจากพระจันทร์ ตามตำรับ "สมเด็จพระสังฆราชแพ"
วันเพ็ญเดือนสิบสอง..อาบน้ำเพ็ญอาบน้ำทิพย์ อำนาจลี้ลับจากพระจันทร์ ตามตำรับ "สมเด็จพระสังฆราชแพ" หนึ่งปีมีครั้งเดียว..
พิธีอาบน้ำเพ็ญน้ำทิพย์ อำนาจลี้ลับจากพระจันทร์
ครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณมีความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจพลังจากธรรมชาติเป็นอย่างดี มีความเชี่ยวชาญในการดึงหรือเหนี่ยวนำอำนาจจากธรรมชาติลงมาสู่ชีวิตเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม หรือเพื่อปกป้องจากภัยอันตรายต่างๆ หนึ่งในขุมพลังงานตามธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์เรามีความเชื่อถือกันมานานไม่ต่ำกว่า ๑ หมื่นปีที่ผ่านมาหรือจะเรียกว่าตั้งแต่บังเกิดมนุษย์ขึ้นมาก็มีความเชื่อในสิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัวก็ว่าได้ อำนาจที่ว่านั้นคือพระจันทร์ พระอาทิตย์และพระจันทร์เป็นสิ่งที่คู่กันมาแต่นมนาน เป็นสองพลังงานที่แผ่พลังอำนาจอันมหาศาลให้แก่โลกมานานนับแต่ดึกดำบรรพ์ กล่าวว่าพลังอำนาจแห่งพระจันทร์หรือดวงจันทรานั้นเป็นพลังงานเพียงสิ่งเดียวที่คานอำนาจแห่งพระอาทิตย์หรืออำนาจแห่งสุริยันต์ได้ แม้ว่าในทางกายภาพแล้วดวงจันทร์จะมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ก็ตาม... -
ตัดกรรม (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
ตัดกรรม
ผู้ถาม – หลวงพ่อ ตัดกรรมได้ไหมคะ
หลวงพ่อ – ตัดกรรมนี่มันตัดไม่ได้หรอก กรรมที่เป็นกุศลก็ตัดไม่ได้ กรรมที่เป็นอกุศลก็ตัดไม่ได้ นี่พูดตามพระพุทธเจ้านะแต่ว่าที่เราทำดีนี่ คือ สร้างกรรมดีที่เป็นกุศลมากขึ้น หนีกรรมที่เป็นอกุศล คือ กรรมที่เป็นอกุศลมันมีอยู่ แต่เราสร้างกรรมดีที่เป็นกุศล กรรมที่เป็นอกุศลก็ตามช้าลง เราฝึกวิ่งหนีให้มันเร็วเข้า ใช่ไหม…
ผู้ถาม – อย่างนี้ก็ไม่มีทางหมดบาปนะซิคะ
หลวงพ่อ – การจะทำให้หมดบาปนะไม่มีทางหรอก ในทางพระพุทธศาสนามีอยู่ทางเดียวคือ ทำบุญหนีบาป ใช้กำลังบุญให้สูงขึ้น ความชั่วที่มันเป็นบาปกรรมอยู่มันก็ตามทันยากหน่อย ใช่ไหม
แต่ถ้าเป็นพระโสดาบันก็สบาย ตัดกรรมจริงๆ แต่ว่าเศษของกรรมยังมีอยู่บ้าง แต่กรรมไม่สามารถจะดึงให้เราลงนรก เป็นเปรตเป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานได้
แต่ถ้ามาเป็นมนุษย์ ถ้าเรามีโทษปาณาติบาต มันก็ทำให้เราป่วยบ้าง… ถ้ามีโทษอทินนาทานอยู่ ก็ทำให้ของหาย ไฟไหม้ ขโมยลัก น้ำท่วม ลมพัด … ถ้าเราเคยมีโทษกาเมสุมิจฉาจาร คนใต้บังคับบัญชาเราก็หัวดื้อไม่เชื่อฟัง … ถ้าเราเคยมีโทษมุสาวาทพูดโกหกเขาเราพูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อ … ถ้ากินเหล้าเมายามาก่อน...
หน้า 347 ของ 440