คลังเรื่องเด่น
-
แห่ขอโชคพระนาคปรกโบราณ ขุดพบหน้าบ้านที่กาบเชิง เจ้าของเผยฝันเห็นหลายครั้ง จึงตัดสินใจขุด
วันที่ 10 พ.ย. ผู้สื่อข่าว จ.สุรินทร์ รับแจ้งว่ามีคนขุดพบวัตถุโบราณ พระเครื่อง หลายชิ้นที่ บ้านเลขที่ 160 บ้านโคกสง่า ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประชาชนหลั่งไหลสักการะขอพร และโชคลาภ เดินทางไปพิสูจน์พบหลุมขนาดใหญ่ บริเวณหน้าบ้านซึ่งมีประชาชนหลายพื้นที่รุมล้อมชมวัตถุโบราณ นายจำรูญ หรือ ช่างเบิ้ม นางบัวลอย หรือ น้อย คำแหง สองสามีภรรยา เจ้าของบ้าน ประกอบอาชีพช่างประจำท้องถิ่น จัดตั้งโต๊ะชุดบ่ายศรีพญานาค เครื่องเซ่นไหว้ พร้อมวางสิ่งที่ขุดพบ เช่น พระบูชานาคปรก 1 องค์ กำไลหัวพญานาค 2 วง กริช 1 เล่น และ พระเครื่องนาคปรก 10 องค์ หลายคนที่เข้าชมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ภูมิใจและดีใจที่ได้สัมผัสวัตถุโบราณใกล้ชิด
ด้าน นางบัวลอย คำแหง กล่าวว่า หลังฝันหลายครั้ง มีวัตถุโบราณ พระเครื่อง ตัดสินใจพาชาวบ้านขุดหน้าบ้านริมถนน ขุดลึก 2 เมตร จึงพบสิ่งที่นอนฝันเป็นจริง โดยจะจัดทำบุญ นิมนต์พระ 5 รูปมาฉันเพลเพื่อความเป็นสิริมงคล
ขอบคุณที่มา
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_629905 -
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ อายุวัฒนมงคล ๗ รอบ ๘๔ ปี ๕๙ พรรษา พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
อาจาริยะบูชาคุณ..
..๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
อายุวัฒนมงคล ๗ รอบ ๘๔ ปี ๕๙ พรรษา
หลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป(วงษาจันทร์)
วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง)
ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่..
..สิบหก พฤศจิกายน มงคลเลิศ
ตะวันเปิดเจิดจ้านภาศรี
พระมหาเถระประพฤติดี
“นพบุรี ศรีเวียงพิงค์” อิงใจชน
วาระนี้ “ปีระกา สองห้าหกศูนย์”
ศิษย์เทิดทูนสมบูรณ์พร้อมน้อมส่งผล
สืบชะตาอายุวัฒนมงคล
เป็นกุศลดลบันดาลนานยาวไกล
“แปดสิบสี่” รอบที่เจ็ดเด็ดอย่างยิ่ง
นับเป็นสิ่งพริ้งเพริศงามคนหลามหล
บูชาครู “หลวงปู่เปลี่ยน” เพียรตั้งใจ
พร้อมกันไป “แม่แตง” แรงศรัทธา
“วัดอรัญญวิเวก” งามเสกสรร
ชื่อสามัญนั้น “บ้านปง” ตรงค้นหา
ที่หลวงปู่อยู่พำนักพักเรื่อยมา
จนถึงคราวาระนี้ซึ่งมีงาน..
..ขอลำนำทำประวัติจัดถวาย
เพื่อขยายกระจายไปให้ลูกหลาน
ได้รับทราบขอกราบเรียนเพียรจัดการ
น้อมดวงมานขานไขตั้งใจฟัง
นามเดิมท่านนั้น เปลี่ยน” ตามเขียนบอก
อยู่บ้านนอกออกไปในความหลัง
ณ ตำบลโคกสีที่เด่นดัง
เขตที่ตั้งยังใหญ่กว้าง “สว่างแดนดิน”
“สกลนคร” ก่อนนั้นสำคัญนัก
เป็นเมืองหลักประจักษ์เห็นเด่นทางศิลป์
พระธาตุงามนามโด่งดังทั้งธานินทร์
เมื่อได้ยินก็ชินหูรู้ทั่วกัน... -
พระอาจารย์มั่นมีนิสัยจิตผาดโผด ทำให้ท่านเป็นพระอริยเจ้าฝ่าย “เจโตวิมุติ”
พระอาจารย์มั่นมีนิสัยจิตผาดโผดมาตั้งแต่ดั้งเดิม นับตั้งแต่เริ่มออกปฏิบัติกรรมฐานใหม่ ๆ แล้ว จิตผาดโผนของท่านที่ว่านี้คือ เป็นจิตอยากรู้อยากเห็นช่างคิดช่างค้นคว้า มีความอาจหาญยอมตายถึงไหนถึงกัน ขอให้ได้แสวงหาเพื่อที่จะรู้ สิ่งที่อยากรู้ให้รู้แจ้งเห็นจริงจนถึงที่สุด จิตผาดโผนอยากรู้อยากเห็นของท่านเป็นนิสัยนี้เอง ทำให้ท่านเป็นพระอริยเจ้าฝ่าย “เจโตวิมุติ” มีฤทธิ์มาก ทรงอภิญญา 6 คือ สำเร็จอรหันต์โดยการปฏิบัติทางสมถะกรรมฐานจนได้ “ฌาน” แล้วใช้อำนาจฌานสมาบัติเป็นบาทฐานปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุอรหันต์ผล
พระอรหันต์ฝ่ายเจโตวิมุตินี้มีฤทธิ์มากกว่าพระอรหันต์ฝ่าย “ปัญญาวิมุติ” ที่หลุดพ้นโลกบรรลุธรรมด้วยดวงปัญญาล้วน ๆ พระอรหันต์ฝ่ายปัญญาวิมุติ ท่านเห็นสังขารเป็นของแห้งแล้ง ประสงค์ “สุขวิปัสโก” คือ ความสุขจากความสงบอย่างเดียว ไม่สนใจอยากรู้อยากเห็นอิทธิฤทธิ์ใด ๆ ไม่ต้องการฤทธิ์ แต่ท่านก็สามารถแสดงฤทธิ์ได้บ้างเป็นบางอย่าง เป็นแต่ว่าแสดงได้ช้ากว่าพระอรหันต์ฝ่ายเจโตวิมุติ
ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า แม้ขณะจิตของท่านจะเข้าถึงจุดอันเป็นวาระสุดท้าย ด้วยการสำเร็จธรรมวิเศษสูงสุดในพระศาสนา... -
จะรู้ได้อย่างไรว่า ใครเคยเป็นอะไรก่อนมาแต่ชาติก่อนๆ
ถาม : จะรู้ได้อย่างไรว่า ใครเคยเป็นอะไรก่อนมาแต่ชาติก่อนๆ
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ : อันนั้นมันวิชชาจารณะสัมปันโน ต้องพร้อมด้วยวิชชาสาม มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เหมือนครูอาจารย์มั่น ท่านศึกษาจนรู้ดีว่า ท่านปรารถนาพุทธภูมิมานี่ได้กี่ภพ กี่ชาติ กี่อสงไชยหรือพระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ไว้แล้ว สาวเข้าๆ ก็ถึงวันที่ตั้งความสัจจ์ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ที่ตายๆ เกิดๆ นี่ก็หลาย ตายก็เพราะกาม เกิดก็เพราะกาม ทุกข์ก็เพราะกาม สุขก็เพราะกาม ท่านมองดูชั้นฟ้าท้องฟ้าจนจรดพุทธภูมิ พุทโธ่เราจะมาตายมาเกิดอย่างไม่มีกำหนดอีกแล้ว
จากนั้นท่านก็เร่งความเพียร จนตีสอง ก็ได้วิชชาสอง คือ จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ภพนี้ดับที่นี้ ไปเกิดที่โน้น ภพโน้น ดับที่โน้น ดับที่นี่ไปเกิดที่โน่น ดับที่โน่นไปเกิดที่นั่น อันนี้จุตูปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิชชาชั้นสาม รู้จักกิเลสของตนว่าสิ้นไป หมดไป กิเลสของกายวาจาใจสิ้นไปหมดไป กิเลสของใจเราสิ้นไปหมดไป เรามีกรรมอันเป็นขาด มีกรรมอันไม่งอกแล้ว จิตดวงหลังดับไปอยู่แล้ว อาศัยกำลังทั้งห้า คือ กำลังศรัทธากำลังความเพียร กำลังสติ กำลังสมาธิ กำลังปัญญา ให้รู้แจ้งชัชวาลเพื่อดับขันธปรินิพพาน... -
"ตั้งใจมั่น กับตั้งจิตมั่น" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
"ตั้งใจมั่น กับตั้งจิตมั่น"
" .. พึงตั้งใจให้มั่น คำว่า "ตั้งใจมั่น" กับ "ตั้งจิตมั่น" มันต่างกัน จิตน่ะมันต้องหวั่นไหว เป็นธรรมดา ใจมันต้องมั่นคง "จิตมันหวั่นไหว ใจไม่หวั่นไหว"
ครั้นถ้าเข้าถึงใจไม่หวั่นไหว "อารมณ์ทั้งปวงหมดมันกระทบเข้ามาทุกสิ่งทุกประการสิ่งแวดล้อมน่ะมันทำให้จิตหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา" มันจึงกระเทือนไม่เห็นตัวใจ
"ให้พยายามรักษาใจให้ได้เสียก่อน ตั้งมั่นอยู่ที่ใจเสียก่อน" แล้วค่อยพยายามดูเรื่องของจิต "ที่มันออกไปนิด ๆ หน่อย ๆ ไปสู่อารมณ์ต่าง ๆ เป็นเรื่องของจิต" จิตกับใจเป็นคู่กันอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา
เมื่อเราจะระงับอารมณ์อะไรก็ตาม "อารมณ์มันเกิดขึ้นนั่น มันมาจากของภายนอก" มันเกิดมาจากภายนอกแล้วมากระทบจิต ให้จิตนั้นหวั่นไหว "ถ้าหากเรากำหนดถึงใจแล้ว ไม่มีอะไรหรอก รู้เท่า รู้เรื่อง มันก็สงบอยู่" ความสงบนั้นให้รักษาให้มาก เราพยายามที่สุด .. "
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
http://tesray.com/afterhours-16 -
อานุภาพของความดีเป็นอัศจรรย์จริง (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
ความดีหรือบุญกุศลเปรียบเหมือนแสงไฟ
ผู้ที่ทำบุญกุศลอยู่อย่างสม่ำเสมอเพียงพอ
แม้จะเหมือนไม่ได้รับผลของความดี
และบางครั้งก็เหมือนทำดีไม่ได้ดี
ทำดีได้ชั่วเสียด้วยซ้ำ
เช่นนี้ก็เหมือนจุดไฟในท่ามกลางแสงสว่างยามกลางวัน
ย่อมไม่ได้ประโยชน์จากแสงสว่างนั้น
แต่ถ้าตกค่ำมีความมืดมาบดบังแสงสว่างนั้น
ย่อมปรากฏขจัดความมืดให้สิ้นไป
สามารถแลเห็นอะไร ๆ ได้
เห็นอันตรายที่อาจมีอยู่ได้
จึงย่อมสามารถหลีกพ้นอันตรายเสียได้
ส่วนผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตน
เช่นไม่มีเทียนจุดอยู่
เมื่อถึงยามกลางคืนมีความมืดมิด
ย่อมไม่อาจขจัดความมืดได้ ไม่อาจเห็นอันตรายได้
ไม่อาจหลีกพ้นอันตรายได้
ผู้ทำความดีเหมือนผู้มีแสงสว่างอยู่กับตัว
ไปถึงที่มืดคับขัน ย่อมสามารถดำรงตน
อยู่ได้ด้วยดีพอสมควรกับความดีที่ทำอยู่
ตรงกันข้ามกับผู้ไม่ได้ทำความดี
ซึ่งเหมือนกับผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตัว
ขณะยังอยู่ในที่สว่าง
อยู่ในความสว่างก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน
แต่เมื่อใดตกไปอยู่ในที่มืดคือที่คับขัน
ย่อมไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างสวัสดี
ภัยอันตรายมาถึงก็ไม่รู้ไม่เห็น
ไม่อาจหลีกพ้น คนทำดีไว้เสมอกับคนไม่ทำดี
แตกต่างกันเช่นนี้ประการหนึ่ง... -
วิธีตัดกิเลสโดยอัตโนมัติที่สุด ( พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
วิธีตัดกิเลสโดยอัตโนมัติที่สุด
อย่าลืมว่ามโนมยิทธิสำหรับพวกเราก็คือโลกียอภิญญา ถ้าเรารวบรวมความมั่นใจได้เมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น ก็ได้ตอนนั้น ก็ได้เดี๋ยวนั้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าศีลบกพร่องเมื่อไรก็เสื่อม ก็คลายตัวไป เรามั่นใจใหม่เมื่อไรก็ได้อีกเมื่อนั้น
เรื่องของอภิญญาโลกีย์ก็เป็นอย่างนี้ ถามว่าในเมื่อเป็นอภิญญาโลกีย์ ทำไมถึงไปพระนิพพานได้ เพราะว่าตอนช่วงนั้นครูฝึกจะสอนให้เราตัดกิเลส ให้วางกำลังใจเทียบเคียงพระโสดาบัน พระโสดาบันแปลว่า ผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน เราก็เลยไปพระนิพพานได้ แต่ของเราไปได้แค่ชั่วคราว ถึงเวลาเขาก็ไล่กลับ เขาไม่ให้อยู่หรอก
เพราะฉะนั้น..ทำเอาไว้เถอะ เพราะถ้าหากว่าเราทำมโนมยิทธิได้แล้ว ให้เกาะพระนิพพานโดยตรง ให้เกาะพระพุทธเจ้าบนพระนิพพานโดยตรง อันนั้นเป็นวิธีตัดกิเลสโดยอัตโนมัติที่สุด พระรู้สึกว่าราคะเกิดก็วิ่งไปกราบพระบนนิพพาน ถ้าหากว่าราคะ โลภะ โทสะ โมหะ จะเกิดขึ้น แต่เรานี้ไม่มีจิตไปปรุงแต่ง ก็เจริญงอกงามไม่ได้ จะเฉาตายไปในเวลาอันรวดเร็วไม่เกินนาที สองนาที ถ้าเราทำอย่างนี้บ่อย ๆ จะเป็นการตัดกิเลสอัตโนมัติ ถ้าเคยชินจะเป็นพระอรหันต์ไปเลย... -
ปัตตานุโมทนามัยที่แท้จริง ( พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ )
ปัตตานุโมทนามัยที่แท้จริง
ถาม : เวลาใส่บาตรเราไม่ได้ใส่บาตรเองนะคะ เราให้แม่ใส่เราจะได้บุญไหมคะ ?
ตอบ : เราได้ ๒ ต่อ อันดับแรกถ้าหากว่าเราทำด้วยตัวเอง เสียเงินเสียทองด้วยตัวเอง อันนี้เป็นทานบารมีของเรา ถ้าหากว่าให้แม่ใส่ แม่จะได้ตัวปัตตานุโมทนามัย พลอยยินดีในบุญของคนอื่นด้วย แล้วก็ได้ตัวเวยยาวัจจมัย คือช่วยงานบุญคนอื่นเขาให้สำเร็จด้วย คือแม่เขาจะทำได้อย่างนั้นเพราะเรา ได้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ดีกว่าใส่เองไหม ?
ถาม : เราไม่ได้ใส่เองนี่คะ ?
ตอบ : ไม่เป็นไร ขอให้สิ่งนั้นเป็นของเราเท่านั้น แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถึงไม่ใช่ของเรา แม่หามาเอง แม่ใส่เองเราก็สาธุพลอยยินดีไปด้วย เป็นปัตตานุโมทนามัยไป ได้บุญเหมือนกัน ปัตตานุโมทนามัยนี่ถ้าหากว่าออกจากจิตของเราจริง ๆ จะได้ ๘๐% ของคนทำเลย เพียงแต่ว่าถ้าหากว่าจะได้รับผลอันนั้นจะรับผลช้ากว่าคนที่เขาทำเองหน่อยหนึ่ง ต้องให้คนที่ทำเองได้รับผลอันนั้นแล้ว
ตัวปัตตานุโมทนามัยนี่เป็นกำลังใจที่ยินดีที่คนอื่นเขาได้บุญที่เราไม่ได้ทำ เป็นมุทิตาจิตที่ออกจากกำลังจิตกำลังใจจริง ๆ ตอนนั้นเห็นว่าทั้งคนทั้งสัตว์ทั่วโลก ล้วนแต่น่ารัก... -
การให้พรมีผลหรือไม่ !?..(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
การให้พรมีผลหรือไม่ ?
ถาม : เรื่องของการให้พร..พระที่ให้พรคนที่มาทำบุญ หรือที่เขาบอกว่าคนทั่วไปให้พรกันว่า ขอให้มีความสุข อันนั้นมีผลจริงหรือเปล่า ?
ตอบ: มีผลจริง ๆ อย่าลืมว่าคนทั่วไป แต่ละท่านได้สร้างบารมีมาไม่ใช่น้อย สิ่งที่ท่านบอกกล่าวออกไปด้วยความหวังดี ปรารถนาดี อย่าลืมว่าท่านไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่ละท่านล้วนแล้วแต่มีเทวดาประจำตัว มีผู้ที่รักษาตัวทั้งนั้น ในเมื่อเราตั้งใจส่งความปรารถนาดีให้คนอื่นเขา เทวดาประจำตัวของเรา ถ้าเห็นว่าไม่เกินวิสัย ก็จะช่วยสงเคราะห์ให้เขาตามนั้น
ส่วนเรื่องของพระ ถ้าหากว่ารู้จักวิธีจริง ๆ ท่านจะให้โดยลักษณะว่าท่านเป็นตัวแทนเท่านั้น หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสอนพระว่า เวลาให้พร ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้พร ตัวเราเป็นผู้ที่รับพรจากพระองค์ท่านส่งไปให้โยม โดยที่เป็นเสียงของเราเท่านั้นเอง
ถ้าหากว่าขนาดพระพุทธเจ้าให้แล้วไม่มีผล ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ที่มา วัดท่าขนุน -
เวลาใกล้ตาย ควรคิดอะไร หลวงปู่หล้าแนะนำไว้
เวลาใกล้ตาย ควรคิดอะไร หลวงปู่หล้าแนะนำไว้
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) จ.มุกดาหาร ได้เทศน์ให้ญาติโยมฟังไว้ว่า ตายคาภาวนายังดีกว่าตายคานึกถึงสิ่งของ เวลาเราจะตาย เรานึกถึงสิ่งของอันใด ใจขาดด้วย ก็ไปเป็นเขียดกะปาดบ้าง อยู่ตามรั้วอยู่ตามไร่ตามนา ถ้าเรานึกถึงหลานคนนั้นคนนี้ แล้วก็ใจขาดคาที่นั่น เราไปเกิดเป็นเป็ดเป็นไก่เขาหรือเป็นหลานเขา เวลาจะตายสำคัญ อสัญกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน
เวลาใกล้จะตายเห็นแสงไฟ ปรากฏเห็นแสงไฟมา ยังไม่คิดไปทางอื่นแล้วก็เลยตายในขณะนั้นก็ไปเกิดในนรก
ถ้าเวลาใกล้จะตายปรากฏเห็นท่าน้ำหรือป่าไม้ แล้วก็สิ้นลมปราณในเวลานั้นยังไม่คิดไปทางอื่น ก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เวลาใกล้จะตายปรากฏว่ามืดมนอนธกาล มองไม่เห็นอะไรเลยคล้ายๆว่ากลางคืน สิ้นลมปราณในขณะนั้นก็ไปเกิดเป็นเปรต
เวลาใกล้จะตาย ได้ปรากฏเห็นวิมานและปรากฏเห็นเทวบุตรเทวดา แล้วก็สิ้นลมปราณในขณะนั้น ก็ไปเป็นเทวบุตรเทวดาเป็นอินทร์เป็นพรหมอยู่ในสรวงสวรรค์หรือพรหมโลก
เวลาใกล้จะตาย ปรากฏเห็นครรภ์มารดา ก็ไปถือปฏิสนธิเกิดอีกในครรภ์
ส่วนพระอรหันต์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เวลาใกล้จะตายก็มาเห็นกายเราส่วนใดส่วนหนึ่ง... -
ต้องตายถึงจะได้ซึ้งกับคำว่า..ผลบุญ
ต้องตายถึงจะได้ซึ้งกับคำว่า..ผลบุญ…ลูกศิษย์เป็นชาวจีน เล่า ประสบการณ์ตายแล้วฟื้น!! หลวงพ่ออินทร์ถวายเลยแจงให้ฟัง อานิสงส์การทำบุญ
ครั้งหนึ่ง หลวงพ่ออินทร์ถวาย ได้เทศนาเรื่องเกี่ยวกับอานิสงส์การทำบุญอุทิศส่วนกุศล ถวายอาหารสิ่งของของแก่พระภิกษุ แล้วเมื่อตายไปเราจะได้รับเหมือนที่ถวายโดยยกตัวอย่างไว้น่าสนใจเป็นเรื่องราวของคนจีนที่อยู่เมืองไทยที่ตายแล้วพื้นมาเล่าให้ฟังอีกที่ดังเรื่องราวต่อไปนี้
โกเดียน ปากน้ำโพ ก่อนตายไม่เคยทำบุญเลย มีแต่จุดกระดาษเงินกระดาษทอง เพราะเขาเป็นจีน พอสลบไปตอนบ่าย ยมทูตหอบรักแร้ไปเลย พยายามหนีเท่าไรก็หนีไม่ออก เหมือนเป็นผู้ใหญ่มาจับเด็ก เขาจับแน่นมาก เรียกให้ช่วย คนที่ผ่านมารู้จักกันก็ไม่ได้ยิน เขาก็เดินเฉยไป พอพ้นคน เขาก็ปล่อย บอก “เอ้า เดิน” บอกให้เดินไป เหมือนนักโทษเดินไป ยังไงตรงนี้ก็หนีไม่พ้นแล้วก็เลยไม่ล็อคแขนแล้ว
พอเดินไปถึงศาลา มีสนามหญ้า แล้วก็มีคนเป็นกลุ่ม ๆ อยู่ โกเดียนก็หิวข้าวหิวน้ำ เขาก็บอกให้อยู่ที่นี่ก่อน ถ้าได้ยินประกาศชื่อค่อยไป ศาลานั้นเป็นศาลายมทูตที่ตัดสินคนทำบาปทำกรรม โกเดียนเดินไปที่สนามหญ้า ก็เห็นโยมปากน้ำโพคนนึงที่ตายไปก่อนหน้านี้... -
"เสือบัว "ฟันแทงไม่เข้า ปล้นคนดียว ไร้อาวุธ ถูกฆ่าด้วยการสวนทวารทิ้งเหว..ที่มาเหวตาบัว
"เสือบัว จอมอาคม"ขุนโจรไม่ใส่เสื้อ..ฟันแทงไม่เข้า ปล้นคนดียว ไร้สมุน ไร้อาวุธ สุดท้ายถูกฆ่าด้วยการสวนทวารทิ้งเหว..ที่มาเหวตาบัว.
ตาบัว เป็นชื่อของชาวบ้านเขาผาแดงเรียกกัน บ้านช่องห้องหอของแกอยู่ที่ไหนไม่มีใครทราบแน่ชัด บางคนก็บอกว่าอยู่ห้วยบง บางคนก็บอกว่าอยู่เขาเสมา แต่ที่รู้แน่ ๆ แกเป็นโจรที่ค่อนข้างจะแปลกไปกว่าบรรดาโจรทั้งหลาย คือ แกชอบปล้นคนเดียว ไม่เคยคบหมู่ คบพวก ไม่ว่าจะทำการปล้นที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าคนจะมากจะน้อยก็ไม่เคยเกรง กลางวัน กลางคืน ไม่เคยหวั่น แกจะปล้นได้ตลอดเวลาไม่เลือก
แกสะดวกเมื่อไหร่ก็เอาเมื่อนั้น ใครจะซุ่มยิง ซุ่มแทง แกก็เฉย ไม่สนใจใครทั้งนั้น อยากได้ควายไปฆ่ากินสักตัว แกก็จะเข้าไปในคอก แล้วก็จูงควายออกไปอย่างหน้าตาเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนส่วนมากเห็นแล้วไม่มีใครกล้าต่อสู้กับแกหรอก อำนาจแกมากเหลือคณา หรือเพียงแค่เห็นรอยเท้า ผู้คนก็ขวัญหนีดีฝ่อแล้ว
ถ้าได้ยินเสียงว่า “เสือบัวมาแล้ว ห้ามผู้ใดเอะอะหรือขัดขืน” ผู้คนจะเงียบกริบเหมือนกับถูกมนต์ขลัง และมันก็น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าแกจะปล้น จี้ ลักขโมยที่ไหนก็ตาม แกไม่เคยใช้อาวุธเลย และอาวุธประจำตัวก็ไม่มี... -
รักพระนิพพาน ( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ )
รักพระนิพพาน
ผู้ถาม กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกรักพระนิพพานมาก ก่อนนอนชอบภาวนาว่า “ นิพพานัง ปรมัง สุขัง” แต่ทำสมาธิไม่ดีเลย อย่างนี้ลูกจะไปนิพพานได้ไหมคะ ?
หลวงพ่อ คำว่า “ สมาธิ ” นี่มันจำเป็น แต่คนถามไม่รู้จักตัวสมาธิ ไอ้ตัวสมาธิเขาแปลว่าตามนึกถึง ถ้านึกถึงนิพพานเขาเรียกว่า “ อุปสมานุสสติกรรมฐาน ” ทีนี้ถ้านึกถึงพระนิพพานอย่างเดียว เรารักพระนิพพาน ภาวนาว่า ” นิพานัง ปรมัง สุขัง” บ้าง “นิพพานสุขัง” บ้าง “ นิพพานัง สุขัง ” บ้าง แต่ว่าก็ต้องดูอารมณ์ใจ ฝึกไว้อีกส่วนหนึ่ง คนที่จะไปนิพพานได้ต้องไม่ห่วงร่างกาย อันนี้ต้องฝึกไว้ด้วยนะ ต้องฝึกไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายมันเป็นสภาพของความทุกข์ ที่เรามีความทุกข์เกิดขึ้นทุกอย่าง
๑. ความหิว ถ้าเราไม่มีร่างกายมันก็ไม่หิว มันหิวเพราะมีร่างกาย
๒. หนาวเกินไป ร้อนเกินไป ก็เพราะร่างกาย
๓. ป่วยไข้ไม่สบายก็เพราะร่างกาย
๔. ต้องมีงานหนักก็เพราะร่างกาย
๕. การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ก็เพราะมีร่างกาย
๖. ความตายมาถึงก็เพราะร่างกาย ก็ใช้ปัญญาทบทวนไปว่า คนระดับชั้นไหนบ้างที่มีร่างกายไม่ทุกข์ ถ้าเราจะเกิดอีกกี่ชาติ... -
วัดถาเอ่อร์ วัดโบราณในมณฑลชิงไห่
วัดถาเอ่อร์ วัดโบราณในมณฑลชิงไห่
วัดถาเอ่อร์ตั้งอยู่บนเนินเขาดอกบัว ตำบลหลู่ซาร์ อำเภอหวงจง มณฑลชิงไห่ อยู่ห่างจากเมืองซีหนิง เมืองเอกของมณฑลนี้ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็น 1 ใน 6 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนานิกายวัชรยานหรือตันตรยาน ของนิกายหมวกเหลืองของชาวพุทธ ชาวทิเบตส่วนใหญ่
วัดถาเอ่อร์ เป็นพระอารามขนาดใหญ่ มีห้องโถงใหญ่น้อย 52 ห้อง พระเจดีย์จำนวนมาก ห้องสวดมนต์และห้องพักสงฆ์ 9,300 ห้อง รวมพื้นที่ใช้สอย 450,000 ตารางเมตร ตัวอาคารก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมฮั่นผสมทิเบต วัดนี้เป็นที่ประสูติของชงคาปา หรือ จงขะปะ ผู้ก่อตั้งนิกายหมวกเหลืองของพุทธศาสนานิกายวัชรยานทิเบต และเป็นคลังพุทธศิลป์โดยเฉพาะที่มีการใช้อัญมณีมาประดับองค์พระพุทธรูป
วัดนี้ประกอบด้วย วิหารหลวง หรือ “วิหารหลังคาทองคำ” ที่ภาษาจีนเรียกว่า ต้าจินหว่าซื่อ และมีวิหารบริวารรายล้อมอีกหลายหลัง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแทนองค์พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตลอดจนรูปปั้นพระโพธิสัตว์ซึ่งมีมากมายแตกต่างกันไป
ลักษณะวิหารภายในวัดถาเอ่อร์ จะมีลักษณะวิหารคล้ายคลึงกัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ “ตง” หรือ... -
โปรดสัตว์
ตามปกติฉันนอน ๒๒ น. และตื่น ๑.๓๐ น. เป็นปกติ ทำวัตรสวดมนต์แบบย่อๆ พอเวลาใกล้ ๒ น. ฉันก็เริ่มทำสมาธิ พอถึง ๔ น. ฉันก็ดูตำรา ๕ น. ฉันก็กลับทำสมาธิใหม่ เพื่อรักษาอารมณ์เวลาออกบิณฑบาตตามแบบฉบับของพระโบราณ ปฏิปทาของพระสมัยใหม่ ท่านทำกันอย่างไรฉันไม่รู้ ด้วยฉันแก่แล้ว และมานั่งเป็นฤาษีหัวล้านอยู่ในป่าห่างเมืองหลวงตั้ง ๓๐๐ กิโลเมตรเศษ จะรู้เรื่องของพระในเมืองหลวงได้อย่างไร “วิธีเข้าฌานก่อนแล้วคลายอารมณ์มาสู่อุปจารฌานหรือปฐมฌานแล้วออกบิณฑบาต แบบนี้ท่านเรียกว่าพระโปรดสัตว์” เพราะท่านที่ใส่บาตรมีผลมาก ได้บุญแรง มีลาภง่าย “ยิ่งได้พระอริยเจ้าท่านเข้าผลสมาบัติ” คือพิจารณาวิปัสสนาญานก่อน เมื่อจิตสะอาดดีแล้วฌานเต็มกำลังแล้วคลายออก ทรงอยู่พียงอุปจารฌานหรือปฐมฌานอย่างนี้ อานิสงส์ยิ่งมาก บุญมาก ลาภสูง
ที่ท่านพอพอตื่นก็ร้องเพลงหรือนึกถึงคนรัก นึกถึงสถานที่หรือวิธีหากิน ซักซ้อมความคล่องเพื่อลาภสักการะ อย่างนี้ท่านไม่เรียกพระโปรดสัตว์ ท่านเรียกว่าไปให้สัตว์โปรด... ด้วยท่านไม่มีอะไรดีที่จะให้บรรดาท่านที่สงเคราะห์เลย นี่ว่ากันตามแบบพระโบราณไม่ทันสมัยนะ สำหรับท่านที่ทันสมัย มีลาภ มียศ มีคนสรรเสริญ... -
‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จร.ร.วัดราชบพิธ ประทานพระโอวาทนักเรียน
ทรงเปิดการสอบธรรมศึกษา “สมเด็จพระสังฆราช” เสด็จร.ร.วัดราชบพิธ ประทานพระโอวาทนักเรียน “พระนาม ชส. ประดับอกเสื้อ เตือนใจกันอยู่ทุกคนแล้ว”
เพจเฟซบุ๊ค “สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” ได้โพสต์ข้อความและภาพ ระบุว่า เช้าวันพฤหัสบดี ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังโรงเรียนวัดราชบพิธ ถนนสนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทรงเปิดการสอบธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดราชบพิธ ประจำปี ๒๕๖๐ เมื่อเสด็จถึง ทรงสักการะพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช องค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธพระองค์ที่ ๔ แล้วเสด็จขึ้นสู่หอประชุมวาสนมหาเถระ
โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า “เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประทานกำเนิดการเรียนการสอนและการสอบธรรมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาธรรมะสำหรับฆราวาสไว้ ด้วยมีพระประสงค์ให้บุคคลทั่วไป ที่มิใช่พระภิกษุสามเณรซึ่งมีหลักสูตรนักธรรมรับรองอยู่ก่อนแล้ว ได้มีโอกาสเล่าเรียนธรรมะตามหลักสูตรที่ถูกต้องบ้าง... -
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำบอกไว้...สวดมนต์ในใจกับออกเสียง...แบบไหนได้อานิสงส์มากกว่า?
มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งได้ถามหลวงพ่อฤๅษีลิงดำว่า “หลวงพ่อคะสวดมนต์แบบในใจกับแบบออก
เสียง...อานิสงส์เท่ากันไหมคะ?”
หลวงพ่อท่านเมตตาบอกไว้ว่า
“ไม่เท่าหรอกเพราะมันเหนื่อยไม่เท่ากัน ... อานิสงส์ถ้าแปลตามความหมายแปลว่าผลที่จะพึงได้รับลีลาการสวดมนต์ในใจก็ไม่แน่สุดแท้แต่คนบางคนนึกในใจจิตเขาฟุ้งซ่านใช่ไหมบางคนออกเสียงเหนื่อยเกินไปในใจดีกว่าก็รวมความว่าสุดแล้วแต่ทำอย่างไหนจิตจะมีสมาธิดีกว่ากันบางคนนึกในใจไม่ได้หรอกจิตฟุ้งซ่านต้องว่าออกเสียงดังๆถ้าอย่างหลวงพ่อออกเสียงดังไม่ดีนึกในใจดีกว่าก็สุดแล้วแต่คนนี่ผลก็ต้องอยู่ที่ว่าคนใดจิตมีสมาธิดีกว่าและสวดมนต์ได้ดีกว่ากันต้องถือตามนั้นนะ”
“การสวดมนต์มีอานิสงส์ใหญ่สวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่อานิสงส์ใหญ่จริงๆอยู่ที่เจตนาจิตมีความเคารพในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระอริยสงฆ์จริงและเวลาสวดสวดด้วยความเคารพจริงถึงสวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ถ้าสวดว่าเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ตั้งใจว่าส่งเดชอย่างนี้ว่ามากก็มีอานิสงส์น้อย”
จากหนังสือ “หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม” ฉบับพิเศษเล่ม๔หน้า๕๘-๖๑โดยหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี -
บุญเดย์!! เคล็ดลับ "อยู่กับบุญ" ของหลวงปู่ดู่ ... รู้แล้วทำเลย! ได้บุญ 24 ชั่วโมง!!
เทคนิคอยู่กับบุญของหลวงปู่ดู่
ตื่นเช้ามา ขณะล้างหน้าหรือดื่มน้ำให้ว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ"
ก่อนจะกินข้าวก็ให้นึกถวายข้าวพระพุทธ (นับเป็นอนุสติอย่างหนึ่ง)
ออกจากบ้านเห็นคนอื่นเขาทำความดี เช่นว่า ใส่บาตรพระ จูงคนแก่ข้ามถนน
บอกข่าวงานบุญต่าง ๆ ก็ให้นึกอนุโมทนากับเขา
เดินผ่านไปเห็นดอกไม้ที่ใส่กระจาดวางขายอยู่หรือดอกบัวในสระข้างทางก็ให้นึกอธิฐานถวายเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า "พุทธัสสะ ธัมมัสสะ สังฆัสสะ ปูเชมิ" และต้องไม่ลืมอุทิศบุญให้แม่ค้าขายดอกไม้หรือรุกขเทวดาที่ดูแลสระบัวนั้นด้วย
ตอนเย็นนั่งรถกลับบ้านเห็นไฟข้างทางก็ให้นึกน้อมบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า "โอม อัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา" (เป็นการบูชาระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ก่อเกิดอานิสงส์แห่งบุญในดวงจิต)
เวลาไปที่ไหนเห็นข่าวคนตาย คนเจ็บ คนป่วย คนที่กำลังมีความทุกข์ก็ดี ผ่านจุดที่คนตายบ่อย ๆ เห็นศาลเจ้า ศาลพระภูมิก็ดี ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า บารมีรวมของครูบาอาจารย์ แล้วแผ่บุญไป (เป็นการเจริญเมตตา ฝึกให้จิตมีพรหมวิหาร เป็นการบำเพ็ญบุญ)
ก่อนนอนก็นั่งสมาธิ... -
เซเว่นฯ จัดสอบ “ธรรมศึกษา”
เซเว่นฯ จัดสอบ “ธรรมศึกษา”เสริมสร้างคุณธรรม พัฒนาคนอย่างยั่งยืน
การเรียน การสอนธรรมะตามหลักของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีมาอย่างยาวนานและนิยมศึกษาเป็นภาษาบาลีที่ เรียกขานกันว่า พระปริยัติธรรม เพื่อให้สามเณรและพระภิกษุสงฆ์ได้เรียนรู้ เข้าใจคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและนำมาประพฤติ ปฏิบัติ และเผยแผ่สู่ประชาชน จนกระทั่งเมื่อเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา สำนักแม่กองธรรมสนามหลวง ได้ริเริ่มให้มีการสอบ “ธรรมศึกษา” เพื่อเปิดกว้างให้ฆราวาสได้มีโอกาสศึกษาธรรมอย่างถูกต้องและทั่วถึงเช่นกัน
ที่ผ่านมา หลายภาคส่วนได้ร่วมกันปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมสู่สังคม เช่นเดียวกับ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับฉันทานุมัติจากสำนักแม่กองธรรมสนามหลวง สังกัดสำนักเรียน วัดบวรนิเวศวิหาร ให้เป็นพื้นที่จัดสอบ “ธรรมศึกษา” เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมากว่า 16 ปี
นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานพุทธปัญญาชมรม และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ. ซีพี ออลล์ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม – จริยธรรม... -
อานิสงส์ของการเดินจงกรมมีมาก เทวดาชื่นชม แถมอายุยืน! : หลวงปู่ขาว
หลวงปู่ขาว อนาลโย เคยเทศน์สอนศิษย์เกี่ยวกับการเดินจงกรม ว่า มีอานิสงค์มาก หลวงปู่บอกว่า ที่ว่ามีอานิสงค์มากนั้น เราเห็นด้วยตนเอง คือ เมื่อครั้งหนึ่งกำลังเดินจงกรมอยู่ ก็แลเห็น รุกขเทวดา หรือภูมิเจ้าที่อันสิงสถิตอยู่ในบริเวณนั้น มายืนประนมมือถือธูปหอมกำใหญ่ส่งกลิ่นฟุ้ง กระจายไปทั่วบริเวณนั้นเลยทีเดียว แต่กลิ่นธูปนั้น หอมไม่เหมือนธูปของเมืองมนุษย์เลย มันหอมเย็นๆ อย่างไม่เคยได้กลิ่นนี้มาก่อน ทำให้เกิดความสดชื่น เบิกบานใจยิ่งนักผู้ถือธูปกำลังยืนประนมมือนมัสการพระธุดงคกรรม ฐานผู้มีความเพียรอยู่ อย่างนอบน้อมยิ่งนัก
บรรดาลูกศิษย์ได้เรียนถามหลวงปู่ว่า “เขามายืนประนมมืออยู่อย่างนั้นเพื่อจุดประสงค์อันใด?”
หลวงปู่ตอบว่า “เขามารอคอยอนุโมทนาส่วนบุญกับเรา ในบางแห่งนั้น เมื่อเรานอนมากๆ เขาก็จะมาเรียกให้ลุกขึ้นนั่งภาวนาสมาธิหรือบางรายร้ายกว่านั้น เขาจะมาจับขาพระที่นอนมากให้ลุกขึ้นเดินจงกรม แล้วเขาก็รอคอยอนุโมทนาสาธุการในส่วนบุญส่วนกุศลนั้น”
สำหรับอานิสงค์ของการภาวนาเดินจงกรมนี้ ได้แก่
ช่วยการเดินทางไกล ไฟธาตุย่อยอาหารดี มีพลานามัย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ถอนได้ยาก... -
ดวงจิตแห่งพระพรหมเอราวัณ คือดวงพระวิญญาณสมเด็จพระปิ่นกล้า บารมีพระพรหมดับอาถรรพ์พื้นที่ต้องสาป
ดวงจิตแห่งพระพรหมเอราวัณ คือดวงพระวิญญาณสมเด็จพระปิ่นกล้า บารมีพระพรหมดับอาถรรพ์พื้นที่ต้องสาป
เปิดประวัติ ที่มาพระพรหมเอราวัณ
ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ เป็นศาลศาสนาฮินดูตั้งอยู่หน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพนับถือจากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยมีการจัดคณะทัวร์จากต่างประเทศเพื่อเข้ามาสักการะท้าวมหาพรหมโดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2549 เกิดเหตุชายคนหนึ่งใช้ค้อนทุบทำลายศาลดังกล่าวและถูกทุบตีจนเสียชีวิตโดยผู้เห็นเหตุการณ์
เมื่อ พ.ศ. 2494 พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ กำหนดให้มีการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณ ขึ้นบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เพื่อรองรับแขกต่างประเทศ ว่ากันว่าในช่วงแรกของการก่อสร้างเกิดอุบัติเหตุขึ้นมากมาย เมื่อการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ ปลายปี พ.ศ. 2499 ทาง บริษัท สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด ผู้บริหารโรงแรมได้ติดต่อ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ร.น. นายแพทย์ใหญ่ กองทัพเรือ ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องการนั่งทางใน เข้าดำเนินการหาฤกษ์วันเปิดโรงแรม... -
บุคคลต่างๆที่ธรณีสูบลงนรกทั้งเป็น โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
............
มหานรก【๗】อเวจีมหานรก¸ตัวอย่างคนที่ถูกธรณีสูบ@๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๐ ธรรมะหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
กุญแจธรรม
Published on Apr 5, 2012 -
"ปัญญา ความแยบคายของจิต" (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
"ปัญญา ความแยบคายของจิต"
" .. "ปัญญา คือความแยบคายของจิต" ความคิดความปรุง ความไตร่ตรองในเหตุผล แง่อรรถแง่ธรรมต่าง ๆ "ท่านเรียกว่าปัญญา การสอดส่อง การไตร่ตรองเรียกปัญญา" เช่น "พิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ความแปรสภาพทั้งภายนอกภายในเป็นไปอยู่ทั้งวันทั้งคืน" เป็นไปอยู่ทุกแห่งทุกหน
"ถ้าผู้มีสติปัญญากำหนด ไปที่ไหนจะเห็นธรรมเหล่านั้น จะเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหินลับปัญญาอยู่โดยสม่ำเสมอ" ไม่ว่ากลางวันกลางคืน ยืน เดิน นั่ง นอน "จะเห็นสภาพทั้งหลายเหล่านั้น แสดงอาการให้เราทราบทางปัญญาอยู่ทุกระยะ ๆ" เหมือนกับว่าเป็นหินลับของปัญญาอยู่ตลอดเวลา .. "
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน -
ชำแหละผีปอบ! มีจริงหรือแค่ความเชื่อที่งมงาย
คนไทยเกิดและเติบโตมากับความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา เพราะเป็นสิ่งลี้ลับที่ยากจะพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องผีปอบที่เข้าสิงคนเพื่อกินตับไตไส้พุงจนทำให้คนเสียชีวิตนั้นกลายเป็นความเชื่อที่ต้องมีพิธีกรรมไล่จับผีปอบ ที่บางครั้งคนที่ไม่เข้าใจกลับมองว่างมงาย
ดังเช่นกรณีที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วเมืองไทยเมื่อชาวบ้านหมู่แห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ เกิดความหวาดกลัวอย่างหนักหลังชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านทยอยตายสัปดาห์เดียว 4 ศพ ลักษณะคล้ายกันมีเลือดออกทาง ปาก จมูก ทวารหนัก สุดท้ายอาเจียนเป็นเลือดก่อนตาย ซึ่งต่างเชื่อกันว่าเป็นฝีมือผีปอบหญิงที่มีวิชาแก่กล้า ตกทอดทางกรรมพันธุ์ พร้อมปิดหมู่บ้านไล่ผีปอบ
โดยการจ้างพระ-ฤาษี เข้าทำพิธีเพื่อล้างอาถรรพ์ “ผีปอบนาบง” ซึ่งหลังทำพิธีกรรมเสร็จสิ้นชาวบ้านต่างรู้สึกสบายใจและมีขวัญกำลังใจมากขึ้น แต่ทั้งนี้จากการตรวจสอบโดยแพทย์พบว่าผู้เสียชีวิต 2 คนนั้นมีสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคไข้ฉี่หนู และอีกรายเสียชีวิตด้วยปัญหาโรคความดัน
ทำให้สังคมต่างสงสัยว่าแท้จริงแล้วผีปอบมีจริง หรือ แค่ความเชื่อที่งมงาย
ทาง Sanook! News จึงได้ติดต่อสอบถามไปยัง อาจารย์ฤาษีคัมภีร์... -
เสียงเพลงเสียงธรรม ( หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท )
เสียงเพลงเสียงธรรม
อยู่มาวันหนึ่ง เราปลีกออกมาเดินจงกรมอยู่ในป่าที่ป่าเปอะ ในขณะที่เดินจงกรม มีผู้หญิงคนหนึ่งเขาเดินไปทำไร่ เดินร้องเพลงไป เพลงที่เขาขับร้องนั้น เป็นสำเนียงทางอีสาน ผ่านมาใกล้ๆ ทางจงกรมที่เราเดินอยู่ คาดคะเนว่าน่าจะเป็นคนทางภาคอีสานมาอยู่ทางเหนือ เนื้อเพลงนี้มาสะดุดจิตในขณะที่ภาวนา โอปนยิโก คือน้อมมาใส่ตัวเรา มันร้องเสียงเพราะน่าฟังนะ ร้องเพลงขับอันประกอบด้วยอรรถรสแห่งธรรม ประสานกลมกลืนกับธรรมที่กำลังสัมผัสเพ่งพิศพินิจพิจารณาอยู่ ภาษาธรรมที่เขาร้องเอื้อนด้วยความไม่มีสตินั้น กลับย้อนเข้ามาสู่ดวงใจที่กำลังเพ่งพิศธรรมนั้นอยู่ จิตนั้นก็รวมลงสู่ฐานของจิตโดยฉับพลัน เพลงขับนั้นเขาร้องเป็นทำนองอีสานว่า
“ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้า โฮมลงมาขันธ์สี่ ทุกข์อยู่ในผ้าอ้อมป้อมผ้าฮ้าย โฮม อ้ายอยู่ผู้เดียว ทุกข์อยู่ในโลกนี้มีแต่สิทน ทุกข์อยู่ในเมืองคน มีแต่ตนเดียวอ้าย… ทุกข์ในขันธ์ห้า โฮมลงมาขันธ์สี่ทุกข์ในโลกนี้ลงข้อยผู้เดียว”
เขาร้องเป็นทำนองไพเราะมาก
พอได้ฟังเท่านั้นแหละจิตนี้รวมลงทันที เป็นการรวมที่อัศจรรย์ นี้แหละธรรมะเป็นสมบัติกลางที่ผู้ประพฤติปฏิบัติน้อมมาพินิจพิจารณา... -
“อรหันต์กลางกรุง ท่านเจ้าคุณนรรัตฯ”หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เรื่อง “อรหันต์กลางกรุง ท่านเจ้าคุณนรรัตฯ”
(ปกิณกธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
ครั้งหนึ่งที่วัดนรนารถสุนทริการาม ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๘ ลูกศิษย์ได้มากราบฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งได้กล่าวกับท่านอาจารย์พระมหาบัวว่า “เขาไม่เชื่อว่าท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ (หรือท่านเจ้าพระคุณธัมมวิตักโกภิกขุ) จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์เพราะท่านไม่ได้อยู่ป่าไม่ได้เที่ยวธุดงค์ไม่ได้วิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร และท่านเจ้าคุณนรรัตนฯไม่เคยออกจากวัดไปไหนเลย”
ท่านอาจารย์พระมหาบัวก็ตอบว่า
“คนที่มีความรู้แค่ป.๓ จะไปมีความรู้เทียบชั้นป.๗ ไม่ได้ คนมีความรู้ป.๗ จะไปมีความรู้เทียบเท่าคนที่จบปริญญาตรีไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะไปด่วนสรุปอย่างนั้นไม่ได้”
(เพราะจิตปุถุชน ย่อมไม่สามารถหยั่งรู้ภูมิจิตภูมิธรรมของพระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่งได้เลย แม้แต่ภูมิพระโสดาบัน จะกล่าวไปใยถึงภูมิพระอรหันต์)
แล้วท่านจึงเล่าให้ฟังว่าขณะที่ท่านลงมากรุงเทพฯท่านไปพักที่วัดเทพศิรินทราวาสเมื่อท่านมาอยู่วัดเทพฯเป็นพระอาคันตุกะพระทุกรูปของวัดเทพฯจะต้องลงโบสถ์ทำวัตรเช้า-เย็น... -
หลวงปู่แว่น ธนปาโล เทศนาโปรดเทพยดา
๏ หลวงปู่แว่น ธนปาโล เทศนาโปรดเทพยดา ๏
คราวหนึ่ง หลวงปู่หลวง กตปุญโญ วัดป่าสำราญนิวาส อ.เกาะคา จ.ลำปาง ได้กลับจากการเดินธุดงค์ทางภาคเหนือ โดยได้แยกทางจาก หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ซึ่งหลวงปู่ตื้อได้แยกไปพักจำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าสามัคคีธรรม (ปัจจุบันคือวัดป่าอาจารย์ตื้อ) ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ หลวงปู่หลวงจึงกลับมาพร้อมกับพระอาจารย์น้อย สุภโร เพื่อมาช่วยหลวงปู่แว่น ธนปาโล สร้างวัดป่าสำราญนิวาส โดยได้ไปพักปักกลดอยู่ในป่าช้าห่างกันพอประมาณ พอตกค่ำเมื่อได้ทำวัตรสวดมนต์กันแล้ว ต่างคนก็ต่างเข้าที่ภาวนาอยู่แต่ในกลดของตน ครั้นตกดึกก็ได้ออกจากกลดเพื่อมาเดินจงกรมเปลี่ยนอิริยาบถ
คืนนั้น เมื่องหลวงปู่หลวง กตปุญโญ เดินจงกรมเสร็จแล้ว ก็จะเดินกลับเข้าพักในกลด ได้เหลือบมองไปยังกลดของหลวงปู่แว่น ธนปาโล ซึ่งปักกลดอยู่ในป่าช้าเช่นกัน ก็ได้เห็นแสงสว่างเรืองรองเรียงรายอยู่โดยรอบกลดของหลวงปู่แว่น มองดูคล้ายกับว่ามีคนจำนวนมากมาจุดตะเกียงคนละดวง นั่งรายล้อมเพื่อฟังธรรมอยู่ในขณะนั้น แต่พอมองดูดีๆ ก็ไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างคน ก็คิดจะเดินไปดูใกล้ๆ ด้วยสงสัยว่าชาวบ้านพากันมาทำอะไรกันดึกๆ... -
หูทิพย์ ตาทิพย์ และการเทศน์ที่เผ็ดร้อนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
“…หูทิพย์ ตาทิพย์ และการเทศน์ที่เผ็ดร้อนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต…”
“…ลูกศิษย์ที่เคยติดตามปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ต่างก็ตระหนักดีถึงเรื่องหูทิพย์ตาทิพย์และปรจิตวิชาของท่านว่า น่าอัศจรรย์และน่ากลัวมาก เฉพาะปรจิตวิชารู้สึกว่าท่านจะรวดเร็วมาก ใครคิดไม่ดีขึ้นที่ใด ขณะใดเป็นต้องได้การทันทีแทบทุกครั้ง ฉะนั้น เวลาอยู่กับท่าน ต่างองค์ต่างระวังสำรวมอินทรีย์อย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นต้องโดนแน่ ไม่มีทางปิดบังหรือหลีกเลี่ยงได้
ตัวอย่างในเรื่องนี้ เกิดในช่วงที่หลวงปู่(มั่น)อยู่เชียงใหม่ ท่านเทศน์อบรมพระและยกตัวอย่างการปฏิบัติของท่านว่าเต็มไปด้วยความลำบากลำบนต้องสลบไปถึง ๓ หน กว่าจะได้ธรรมมาสอนผู้อื่นได้
พอหลวงปู่เทศน์จบ มีพระองค์หนึ่งคิดอยู่ในใจว่า “โอ้โฮ! ทำความเพียรถึงขั้นสลบไปเช่นนี้มันเกินไป เราไม่เอาด้วยแน่ๆ ใครจะไปนิพพานก็เชิญไปเถิด เราไม่อยากไปแน่ เพราะไม่อยากสลบ เพียงเห็นเขาสลบก็กลัวจะตายอยู่แล้ว” หลังจากนั้นพักหนึ่ง พระธรรมเทศนากัณฑ์ใหม่ก็เป็นไปอย่างเผ็ดร้อนมาก ราวกับจะฉีกดิบๆ สดๆ เอาที่เดียวว่า
“ท่าน…(ระบุชื่อ)… ไม่เชื่อผมหรือ? ท่านเข้าใจว่าผมโกหกเล่นๆอย่างนั้นหรือ?... -
หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญมรณภาพแล้วท่านไปพระนิพพาน
หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญมรณภาพแล้วท่านไปพระนิพพาน
“..ขึ้นไปพระจุฬามณีเจดียสถาน บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก พอจะเข้าประตูก็พบพระอรหันต์องค์หนึ่งออกมา ท่านคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ถามท่านว่า “หลวงพ่ออยู่ที่ไหนครับ” ท่านบอกว่า “แกเสือกบอกเขาไปแล้วว่า ข้าไปอยู่นิพพาน แกมาถามข้าทำไม” ถามต่อว่า “หลวงพ่อไปหรือเปล่า ถ้าไม่ไปผมโกหกเขานะ”
ท่านตอบว่า “ไม่โกหกหรอก ข้าไปนิพพานแน่” เรื่องที่เขาพูดหาว่าข้าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ที่ตั้งฐานกำหนดลมไว้ 7 ฐาน เกินพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้ากำหนดไว้ 3 ฐาน เขาเลยหาว่าข้าแข่งบารมีกับพระพุทธเจ้า แต่ความเป็นจริงเจตนาของข้ามันเป็นอย่างนี้ ไอ้คนจิตฟุ้งซ่าน ถ้าจะมีอารมณ์จิตเป็นสมาธิจะต้องจับหลาย ๆ แห่ง เพราะต้องระวังมากอารมณ์จึงจะทรงอยู่ นี่เขาไม่สนใจกัน มีแกคนเดียวที่เข้าใจดี และกายเทพ กายพรหม กายธรรม กายนิพพานก็เหมือนกัน ก็มีแกคนเดียวที่เข้าใจข้า นอกนั้นเขาหาว่าข้าบ้า เอาเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนมาสอน”
กายทิพย์ หมายความว่า ได้อุปจารฌานเล็กน้อย จัดเป็นกายทิพย์
กายเทพ ก็เข้าถึงอุปจารฌาน จะเกิดเป็นเทวดาชั้นยามาได้เหมือนกัน... -
“กรรมที่ไม่เจตนา”โดย หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ
เรื่อง “กรรมที่ไม่เจตนา”
(โดย หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ)
มีเหตุการณ์ชวนสะเทือนใจในวัยหนุ่ม ซึ่งแม้ท่านไม่ได้กระทำโดยตรง แต่ผลกรรมได้สะท้อนมาในระหว่างการภาวนาของท่านในพรรษานี้ หลวงปู่สรวงได้เล่าไว้เป็นคติตัวอย่างว่า
“ตั้งแต่เราเป็นโยมทำงานทางหลวง คืนหนึ่งไปเที่ยวเล่นกลับมา หมู่เพื่อนเอาวัวออกไป มีลูกติดมาตัวหนึ่ง พอดีเรามาเห็นเพื่อน เพื่อนก็เลยชวนว่าได้ของใหญ่มาแต่เราไม่รู้ว่าของใหญ่คืออะไร นึกว่าเขาได้ผู้สาวไป ก็เลยตามเขาไป เห็นแสงไฟฉายจึงวิ่งตามเขาไป พอไปถึงห้วยลำโพง ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร เห็นเขาผูกวัวไว้ที่เสาสะพานไม้จึงตกใจเพราะไม่เคยเห็นเคยทำแบบนี้มาก่อน จึงพูดกับหมู่เพื่อนว่า “เราไม่เอาแล้วเรื่องแบบนี้ แต่เนื้อเราก็ไม่เคยกิน ไม่เคยเอาเข้าปากเลยที่ผ่านมา”
สุดท้ายหมู่เพื่อนก็ขู่เข็ญว่าไม่ได้ มาแล้วมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเขาจะฆ่าเราให้ตาย กลัวเขามากจึงตามเขาไปด้วยความไม่พอใจ เขาบอกให้เราไปหาค้อนมาทุบตีประหารชีวิตวัว ไม่รู้จะหาที่ไหน อาวุธเราก็ไม่มี มีดพร้าหรือกิ่งไม้แห้งๆ ก็ไม่มี เพราะกลางคืนมองไม่ค่อยเห็นอะไร พอดีไปหาค้อนมาได้ เขาก็ลงมือทำเสร็จเรียบร้อนก่อนแล้ว...
หน้า 345 ของ 440