คลังเรื่องเด่น
-
ประวัติหมอชีวกโกมารภัจจ์
เรื่อง “ประวัติหมอชีวกโกมารภัจจ์”
หมอชีวกเป็นบุตรนางโสเภณีนามว่า “สาลวดี” นางนครโสเภณีผู้ทรงเกียรติแห่งเมืองราชคฤห์ โดยพระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้ง มีเงินเดือนและค่าตัวสำหรับผู้ร่วมอภิรมย์อีกคนละ ๑๐๐ กหาปณะ (ประมาณ ๔๐๐ บาท) เพราะไม่ได้ตั้งใจให้เกิด เมื่อเกิดมาแล้วแถมเป็นชายเสียด้วย นางจึงไม่เลี้ยง สั่งให้เอาไปทิ้งที่หน้าประตูวัง เช้าตรู่วันนั้น เจ้าฟ้าอภัยพระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปพบเข้า จึงนำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งชื่อให้ว่าชีวกโกมารภัจจ์ แปลว่า ผู้ยังมีชีวิตรอดมาได้ ตอนเป็นเด็ก
ชีวกเป็นคนฉลาดมีปฎิภาณเฉียบคม ถูกเด็กๆ ในวังด่าเสียดสีว่า เป็นลูกไม่มีพ่อ จึงมีมานะจะเอาชนะหาความรู้ใส่ตัวให้ใครดูถูกไม่ได้ จึงหนีไปกับกองคาราวานไปยังเมืองตักกสิลา ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชาแพทย์กับอาจารย์ทิศาปราโมกข์ เรียนอยู่ ๗ ปีก็จบ ลาอาจารย์กลับบ้านเกิดเมืองนอน
อาจารย์ให้เสบียงมานิดหน่อยหมดระหว่างทาง จึงต้องใช้วิชาความรู้ที่เรียนมารักษาโรคปวดหัวของภรรยาเศรษฐีเมืองสาเกต ที่เป็นมา ๗ ปีแล้ว รักษาหมอที่ไหนก็ไม่หายสักที สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปรุงยาขนานเดียว ได้รับรางวัล ๔,๐๐๐ กหาปณะ... -
๘๔ ปี หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป พระอริยสงฆ์ผู้มีปัญญาเปรียบดั่งดวงประทีป
๘๔ ปี หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป พระอริยสงฆ์ผู้มีปัญญาเปรียบดั่งดวงประทีป
…กว่าที่หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ท่านจะได้มาเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านต้องฝ่าฟันอะไรมามากมายนัก ไม่ใช่แค่ตอนบวชศึกษาธรรมกับพ่อแม่ครูอาจารย์หรือตอนเที่ยววิเวกออกธุดงค์เท่านั้น แต่สำหรับท่านยากเย็นตั้งแต่ก่อนจะได้บวชเป็นพระเลยทีเดียว จากประวัติของท่านมีบันทึกไว้ว่า…
…เมื่อวันพฤหัสบดี ปีระกา ตรงกับวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ณ บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร คุณพ่อกิ่ง-คุณแม่อรดี วงษาจันทร์ ซึ่งประกอบอาชีพค้าขาย ได้ให้กำเนิดทารกน้อยเพศชายคนที่ ๓ ชื่อว่า เด็กชายเปลี่ยน วงษาจันทร์ และด้วยความคุณตาและคุณยายรักหลายชายคนนี้มาก เด็กชายเปลี่ยนจึงถูกรับตัวมาเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก
เส้นทางชีวิตของท่านที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องก้าวเข้าสู่พระพุทธศาสนานั้น เริ่มต้นตั้งแต่ในวัยเด็กช่วงอายุประมาณ ๑๑-๑๒ ปี เพราะคราวใดที่ทางบ้านของท่านมีงานบุญ เด็กชายเปลี่ยนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการไปรับพระที่วัด ทำให้เด็กชายเปลี่ยนได้เห็นวิธีการเดินจงกลมของพระอาจารย์ลี วัดป่าบ้านตาล... -
“ปทปรมะ” มืดแปดทิศแปดด้าน (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เรื่อง “ปทปรมะ” มืดแปดทิศแปดด้าน
(คติธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
พวกเรานี่ลากเข้าไปในทางจงกรม ที่จะให้ท้องคือใจอิ่มหนำสำราญด้วยธรรมคือความสงบเย็นใจ ไม่มีนะ มันสู้หมอนไม่ได้ พักสักหน่อยเสียก่อน วิ่งใส่หมอนใส่เสื่อนั่น หมอนเสื่อถ้ามีวิญญาณมันก็โดดลงกลางทุ่งนาแล้ว มันจะตาย เวลาไหนก็ทับแต่หัวมัน ๆ นอนทับนั่งทับอยู่นั้น หมอนมันก็อิดหนาระอาใจ วิ่งออกท้องไร่ท้องนา เวลาออกจากวัดนี่ไปหาดูหมอนดูเสื่อ พวกนักภาวนาในวัดป่าบ้านตาดบ้างนะ มันไปกองอยู่โน้นหมดนะ ไม่ได้อยู่กับคน เสื่อหมอนมันกลัว กลัวพวกขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอ ลากเข้าไปเลี้ยงอรรถเลี้ยงธรรมไม่ยอมกิน มันโดดเข้าหาหมอน หมอนมันก็อิดหนาระอาใจ มันก็โดดวิ่งลงหลุมลงคลองไปละ หลบภัยได้เท่านั้นก็เอา พอหลบภัยได้ชั่วระยะหนึ่งก็เอา เป็นอย่างนั้นนะ นี่ปทปรมะเข้าใจไหม มันหนาขนาดไหน มันไม่ได้เห็นอะไรดียิ่งกว่าหมอนกว่าเสื่อนะ ไม่เห็นอะไรดียิ่งกว่าความขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอ ไม่เห็นอะไรดียิ่งกว่าคำว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก มรรคผลนิพพาน ไม่มี อันนี้ดีเลิศสำหรับกิเลส ปิดจิตใจของสัตว์ได้อย่างหนาแน่นมั่นคง จึงเรียกว่า ปทปรมะ... -
ปล่อยวางได้หมดแล้ว!?
ปล่อยวางได้หมดแล้ว?
หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม แห่งวัดอรัญญวิเวกบ้านข่า ตำบลบ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ท่านเป็นศิษย์องค์สำคัญรูปหนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
หลวงปู่ตื้อเป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงต่อองค์มรรคคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นิสัย จิตใจของท่านเป็นคนจริง คนตรง คิดอย่างไรก็จะพูดเช่นนั้น ไม่นิยมปรุงแต่งถ้อยคำวาจาให้ไพเราะรื่นหู
ดัง นั้นการแสดงธรรมคำสอนของท่าน จึงเผ็ดร้อนไม่มีอ้อมค้อมเยิ่นเย้อ ว่ากันว่าคนหน้าบาง หรือมีกิเลสครอบงำอย่างหนา เจอถ้อยคำวาจาของหลวงปู่ตื้อเข้า ถึงกับหูร้อนฉ่า ผิวหน้าผะผ่าวไปเลยทีเดียว
คำพูดของหลวงปู่ตื้อเป็นที่เลื่องลือว่า ตรงไปตรงมา จี้จุดเข้าเป้าตรงเผ็ง ถ้าจะให้อุปมาก็คงเปรียบได้ดั่งขวานใหญ่คมกริบที่หวดคมกระหน่ำเข้าผ่าท่อน ฟืน เปรี้ยงเดียว ท่อนฟืนถูกผ่าตั้งแต่หัวยันท้าย แยกกระเด็นเป็นสองซีกทันที
ปฏิปทาอันโผงผาง และตรงไปตรงมาของท่านนั้น เป็นจริตนิสัยที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น ผิดหรือถูกชั่วหรือดี ท่านแยกแยะจนกระจ่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องเทศนาสอนคนด้วยแล้ว ท่านสอนชนิดเผ็ดร้อนถึงใจทีเดียว
เช่น... -
"หลงอำนาจ หลงโลกธรรม" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)
"หลงอำนาจ หลงโลกธรรม"
" .. มีอำนาจ มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีสุข มีทุกข์ "มันเป็นโลกธรรม ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ สัตว์โลกจึงเป็นไปตามโลกธรรม" มีนินทาหนึ่ง มีสุขหนึ่ง มีทุกข์หนึ่ง "ท่านเรียกว่า โลกธรรม"
"ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่ชั่ว เป็นธรรมที่นำความทุกข์มาให้ถ้าไม่ภาวนา ถ้าไม่พิจารณารู้เท่ามันก็เป็นทุกข์ ฆ่ากันก็ได้" ทำอะไรกันก็ได้ "เรื่องลาภเรื่องยศเรื่องอำนาจนี่" เพราะอะไร "เพราะถ้าไม่ได้ภาวนา ไม่ได้พิจารณา" มันไม่สม่ำเสมอกัน เดี๋ยวเขาตั้งเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมา "เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนันขึ้น เป็นนั่นเป็นนี่" เป็นขึ้นเลย
แต่ก่อนเคยมีผู้เฒ่าเล่าเรื่องเป็นผู้ใหญ่บ้านชั่วให้ฟัง "พอเขาให้ยศเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านขึ้นมา ก็หลงอำนาจตน" เพื่อนเก่าก็เล่นด้วยไม่ได้เหมือนเก่าล่ะ มาแล้วก็ว่า "อย่ามาใกล้กันนะ มันไม่เหมือนเก่าแล้วนะ" .. "
"๘๔ พระธรรมเทศนา"
หลวงปู่ชา สุภัทโท -
"หลวงปู่ดู่"อธิษฐานจิตถึง"พระอาจารย์ธรรมโชติ"เพื่อขอให้พระอาจารย์ฯมาสอนวิชาอาคมแก่ท่านในนิมิต !!
สาธุบารมี!! เมื่อ "หลวงปู่ดู่" อธิษฐานจิตถึง "พระอาจารย์ธรรมโชติ" แห่งค่ายบางระจัน เพื่อขอให้พระอาจารย์ฯ มาสอนวิชาอาคมแก่ท่านในนิมิต !!
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เป็นภิกษุชาวไทย จำพรรษา ณ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มีวิธีการเมตตาในสอนศิษย์ทั้งหลาย โดยอุบายธรรมสั้นๆ ง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งในตัว โดยเล่าจากเหตุการณ์ที่ท่านพบเห็นมากับตัวของท่านเองหรือได้มาจากการปฏิบัติธรรมอันยาวนานตลอดชีวิตท่านและบางครั้งก็กล่าวถึงพุทธประวัติ ธรรมบทหรือชาดกต่าง ๆ ตามแต่ท่านจะเห็นควร ในเวลาหรือโอกาสต่างๆ ที่จะนำมาสอนศิษย์เพราะลูกศิษย์แต่ละคนนั้นมีภูมิธรรมไม่เท่ากัน คนที่เข้าวัดใหม่ๆ ท่านก็จะสอนแบบเข้าใจง่ายๆ แต่ลึกซึ้งและกินใจจน เสมือนหนึ่งว่าท่านสามารถรู้ถึงก้นบึ้งของความคิดของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าขานกันว่า หลวงปู่ดู่ ได้อธิษฐานจิตถึง หลวงพ่อธรรมโชติแห่งค่ายบางระจัน เพื่อขอคาถากำราบขโมยที่ชอบมาขโมยของที่วัด
กล่าวคือในคืนหนึ่ง ในช่วงก่อน ปี พ.ศ.๒๕๐๐ หลังจากที่ท่านสวดมนต์ทำวัตรเย็น และเข้าจำวัดแล้วนั้น เกิดนิมิตไปว่าได้ฉันดาว... -
ถกสันติภาพกรุงโซลนำวิปัสสนาเป็นฐานสร้างเมตตาธรรม
ถกสันติภาพกรุงโซลนำวิปัสสนาเป็นฐานสร้างเมตตาธรรม
เจ้าคุณสวีเดนผงาดกลางงานสันติภาพกรุงโซล เกาหลีใต้ ฐานะเป็นผู้นำตัวแทนองค์กรสันติภาพทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและจากทวีปยุโรป นำวิปัสสนาเป็นฐานสร้างเมตตาธรรมอภัยให้แก่กันเป็นฐานสร้างสันติภาพ
ระหว่างวันที่ 10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 มีการประชุมผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพ Interreligious Leadership Conference ที่ World cup stadium และLotte Hotel กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีพระวิเทศปุญญาภรณ์ (เจ้าคุณสวีเดน) ทูตสันติภาพ เลขานุการสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ได้เข้าร่วมประชุมด้วยในฐานะเป็นผู้นำตัวแทนองค์กรสันติภาพทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและจากทวีปยุโรป ขณะที่ประเทศไทยนั้นได้มีผู้ตัวแทนทั้งจากศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลามเข้าร่วม
การประชุมเริ่มขึ้นด้วยกาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อนสันติภาพ ตามด้วยการอ่านสารจากผู้นำสำคัญๆ ทุกวงการที่เข้าร่วมประชุมทั้งผู้นำศาสนาและอดีตนักการเมือง และผู้แทนจากรัฐบาล ทั้งนี้พระวิเทศปุญญาภรณ์ ได้นำเสนอบทความต่อที่ประชุมความว่า
"โลกที่มีการแข่งขันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดของทุกมนุษย์... -
เหตุเมื่อโยมบิดา หลวงปู่แหวน สิ้นอายุขัย เลยมาในนิมิต"หลวงปู่"เพื่อบอกลาครั้งสุดท้าย !!
เชื่อสิ...วิญญาณมีจริง !!! เหตุเมื่อ...โยมบิดา หลวงปู่แหวน สิ้นอายุขัย เลยมาในนิมิต "หลวงปู่" เพื่อบอกลาครั้งสุดท้าย !!!
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เกิดในตระกูลของช่างตีเหล็ก พอท่านมีอายุ ได้ประมาณ ๕ ขวบเศษ โยมมารดาของท่านก็ล้มป่วย แม้จะได้รับการดูแลเยียวยารักษาเป็นอย่างดีจากสามี แต่อาการของท่านก็มีแต่ทรงกับทรุด
ในที่สุดเมื่อท่านรู้ตัวว่า คงจะไม่รอดชีวิตไปได้แน่แล้วท่านจึงได้เรียกหลวงปู่แหวน เข้าไปใกล้ แล้วกล่าวความฝากฝังเอาไว้ว่า ลูกเอํย...แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ล้วน กี่โกฎก็ตามแม่ไม่ยินดี แม่จะยินดีมากถ้าลูกจะบวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมา มีลูกมีเมียนะ... หลวงปู่แหวนพยักหน้า รับคำ นับแต่วันนั้นหลวงปู่แหวนก็ไม่เคยผิดสัญญากับโยมมารดาอีกเลย
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่แหวนเล่าว่า ในปีที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่แม่ฮ่องสอนนั้น วันหนึ่ง ขณะที่กำลังทำความเพียรอยู่นั้น นิมิตไปว่า ได้เห็นโยมบิดา สวมเสื้อผ้าใหม่ทั้งชุด เข้ามาหาท่าน
หลวงปู่ จึงถอยจิตออกมาพิจารณาดูว่า จะมีอะไรเกิดขึ้น ก็เกิดความรู้ว่า ถ้าเห็นคนใส่เสื้อผ้า ใหม่ ก็หมายความว่า เขาน่าจะตาย... -
‘พระเทพมงคลนายก’ เจ้าคณะอุดรฯ ละสังขารวัย79ปี
เจ้าพระคุณ “พระเทพมงคลนายก” หรือหลวงปู่สิงห์ เจ้าคณะจังหวัดอุดรฯ ได้ละสังขารวัย79ปี สูญเสีย “พระวัดป่าในเมือง” อีกรูป
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. เวลา 17.49 นาที ที่กุฏิตำหนักตรงข้ามพระนาคปรก วัดโพธิสมภรณ์พระอารามหลวง (ธ) ทน.อุดรธานี พระเทพมงคลนายก (หลวงปู่สิงห์อินทปัญโญ) เจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ที่พักรักษาอาการอาพาธด้วยโรคชรา ได้ละสังขารไปด้วยอาการสงบ ด้วยอายุเต็ม 79 ปี 60 พรรษา ซึ่งถือเป็นการสูญเสีย “พระวัดป่าในเมือง” อีกรูปหลังจากก่อนหน้านี้พระอุดม ญาณโมลี หรือหลวงปู่ใหญ่ เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ได้ละสังขารไปด้วยอายุ 105 ปี โดยมีคณะศิษยานุศิษย์ที่ทราบข่าว เดินทางมารอกราบสรีระจำนวนมาก
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่พระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยนายอำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายสมหวัง พ่วงบางโพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี คณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์ ได้ร่วมแสดงมุทิตาสักการะพระเดชพระคุณ พระเทพมงคลนายก เนื่องในงานทำบุญอายุวัฒนะครบ 79 ปี 60 พรรษา โดยจัดให้มีการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา... -
"หลวงปู่ผาง"ยอมสละร่างให้งูกินอย่างกล้าหาญชาญชัย สุดท้ายงูต้องปล่อยเพราะยอมแพ้ในหัวจิตหัวใจ!!
สบตากับความตาย...จนความตายต้องหลบตา!! "หลวงปู่ผาง" ยอมสละร่างให้งูกินอย่างกล้าหาญชาญชัย ... สุดท้ายงูต้องปล่อยเพราะยอมแพ้ในหัวจิตหัวใจ!!
ครั้งหนึ่ง "หลวงปู่ผาง จิตตคุตโต" ได้เดินทางไปปักกลดภาวนาที่ราวป่าแห่งหนึ่งบริเวณลานหินใต้ต้นไม้
คืนแรกก็ปกติ ไม่มีอะไร ตกคืนที่สอง ขณะที่กำลังเดินจงกรมอยู่ ท่านสังเกตเห็นว่าบรรยากาศมันเงียบผิดปกติจึงเริ่มระวังตัว ทันใดนั้นท่านก็ต้องขนลุกไปทั้งตัวเมื่อได้ยินเสียงดังแกรก ๆ ... มันคืองูใหญ่ตัวเท่าต้นขาที่กำลังเลื้อยเข้าไปในรูหินซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับที่ที่ท่านพักอยู่นั่นเอง ท่านนึกในใจว่า
"เจอเจ้าถิ่นเข้าให้แล้วไหมล่ะ! หรือว่าเราปักกลดขวางทางนี่น่ะ? แต่ตัดสินใจดั้นด้นมาถึงนี่แล้วต้องลองกันสักตั้งให้รู้ดำรู้แดงไปเลย!"
พอตกคืนที่สาม หลวงปู่ผางกำลังเดินจงกรมอยู่ก็ได้ยินเสียงผิดปกติอีกครั้ง และคิดว่าคงจะเป็นเสียงของงูตัวเมื่อวานนี้แน่ ๆ
เสียงสิ่งมีชีวิตลากเลื้อยบนใบไม้ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา หลวงปู่ผางเริ่มรู้ตัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นจึงได้นั่งลงข้างกลด สงบนิ่งจนระงับความตื่นเต้นไว้ได้ แล้วกำหนดจิตถามตัวเองว่า "กลัวงูยักษ์ตัวนี้หรือไม่?" ใจก็ตอบตัวเองว่า... -
อานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญ เรื่องเล่าสมัยพุทธกาล
.........
อานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญ เรื่องเล่าสมัยพุทธกาล
เรื่องอานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญ ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 26 ข้อ 44 ได้กล่าวถึงการอนุโมทนาบุญของเพื่อนนางวิสาขาไว้ว่า เมื่อครั้งที่พระอนุรุทธเถระจาริกไปในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ไปเห็นทิพยวิมานหลังใหญ่ล่องลองอยู่ในอากาศ แวดล้อมไปด้วยอุทยานและสระโบกขรณี เจ้าของวิมานนั้นเป็นเทพธิดาวรรณะงาม มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจดังขึ้น พระอนุรุทธเถระจึงถามเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้นว่า นางทำบุญด้วยอะไรมาทิพยสมบัตินี้จึงเกิดขึ้น
นางเทพธิดาตอบพระเถระว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเป็นเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา เมื่อเพื่อนของดิฉันสละทรัพย์ถึง 27 โกฏิ เพื่อสร้างบุพพารามมหาวิหาร และได้ชวนดิฉันและสหายอีก 500 คน ไปเที่ยวชม เมื่อดิฉันเห็นมิคารมาตาปราสาทที่เธอสร้างถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ดิฉันเคารพแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสในบุญของเธอ จึงอนุโมทนาบุญกับเธอออกไปว่า ‘สาธุ สาธุ’”
จะเห็นได้ว่า เพียงแค่เปล่งวาจาสาธุเท่านั้นก็มีอานิสงส์ผลบุญมากถึงขั้นทำให้คนเราไปเกิดในสวรรค์ได้เลยทีเดียว... -
"ความอยากของจิต" (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
"ความอยากของจิต"
" .. "ตามธรรมดาของจิตจะไม่มีคำว่าอิ่มอารมณ์" หิวโหยตลอดเวลา "อยากคิดอยากปรุง อยากรู้อยากเห็นอยากทุกสิ่งทุกอย่าง ออกจากสังขาร คืออวิชชาดันออกมาเป็นสังขารกิเลสสมุทัยล้วน ๆ" อยากคิดอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา "นี่เรียกว่าความอยากของจิต" ทะเยอะทะยานดันอยู่ตลอด
"ทีนี้เวลาจิตสงบแล้วนั้น มันระงับความอยากนี้ทั้งหมด" สงบแน่วไม่อยากคิดอยากปรุง สุดท้ายเป็นถึงขั้นสมาธิแล้วนี้ ความอยากคิดอยากปรุงอะไรมันรำคาญ ไม่อยากคิดอยากปรุงเลย อยู่แน่ว "นี่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิเต็มภูมิ" มีแต่ความรู้แน่วเท่านั้น สบายทั้งวัน คือไม่มีอะไรกวนเลย "ความคิดตัวเองที่จะปรุงขึ้นกวนนี้ก็รำคาญ เลยไม่อยากคิด" นี่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิแน่วแน่ "นี่เรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์" .. "
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3319&CatID=2 -
ตั้งพระพุทธรูปภาพสังเวชนียสถานสนามบินพุทธคยา
ตั้งพระพุทธรูปภาพสังเวชนียสถานสนามบินพุทธคยา
งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยระดับอินเตอร์
การก้าวไปของงานไปเผยแพร่พุทธศาสนาในแดนกำเนิดแห่งพระรัตนตรัยที่พระธรรมทูตไทยการปฎิบัติงานด้วยการนำศาสนามาเป็นเครื่องเชื่อมต่อศรัทธาต่อศรัทธา มีวัดวาเกิดขึ้นตามสังเวชนียสถาน มีที่อำนวยความสะดวกห้องน้ำที่พักของผู้แสวงบุญระหว่างเดินทางและการเข้าดูแลด้านการบรรยายและประกอบพิธีเรียกว่าพระธัมมวิทยากร สายประเทศอินเดียกำลังขับเคลื่อนไปสู่สถานที่ต่างๆซึ่งมีพุทธภูมิคือสังเวชนียสถานเป็นหลังจากที่ชาวพุทธหลั่งไหลกันไปสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คือ ที่ประสูติตรัสรู้ ที่แสดงปฐมเทศนาและสถานที่นิพพานของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอกของโลก
การยกระดับงานของพระธรรมทูตไทยยังเข้าใกล้ชิดในศูนย์กลางการขึ้นลงของผู้แสวงบุญนานาชาตินั่นก็คือสนามบินเมืองพุทธคยา โดยการยกระดับงานเผยแผ่ให้ขยายวงกว้างและปรับระดับจากพื้นล่างซึ่งเป็นฐานเดิมให้สูงขึ้นเป็นงานอินเตอร์โดยการจัดตั้งพระพุทธรูปในสนามบินและการติดภาพสังเวชนียสถานอันสำคัญในสนามบินตรง... -
ฟ้าสางเผยภาพเมืองพัง ยอดตายแผ่นดินไหวอิหร่าน-อิรัก ทะลุ 300 ศพ!!
ภาพจากสำนักข่าว ISNA,เผยความเสียหายในพื้นที่ฝั่งอิหร่าน (Pouria Pakizeh/ISNA via AP)
บีบีซีรายงานว่า เมื่อช่วง 21.20 น. วันที่ 12 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศอิหร่านและอิรัก เกิดแผ่นดินไหวระดับรุนแรง 7.3 แม็กนิจูด บริเวณพรมแดนอิหร่านกับอิรัก ทางภาคเหนือ ฝั่งอิหร่านแจ้งว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 328ราย บาดเจ็บ 1,700 คนที่จังหวัดเคอร์มานชาห์
ส่วนฝั่งอิรัก แจ้งว่าได้รับรายงานเบื้องต้นพบร่างผู้เคราะห์ร้ายแล้ว 6 ราย บาดเจ็บ 150 คน คาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก ในเมืองฮาลับจา ในเขตเคอร์ดิสถาน
ช่วงแผ่นดินไหวทำให้ประชาชนตื่นตกใจวิ่งหนีออกจากบ้านเรือนมาอยู่บนถนน ส่วนตามมัสยิดในกรุงแบกแดดของอิรัก ได้ยินเสียงสวดมนต์ผ่านลำโพง
ผู้คนตื่นตระหนกในเมืองฮาลับจา อิรัก(AP Photo/Hadi Mizban)
เจ้าหน้าที่อิหร่านแจ้งว่า ผู้ประสบภัยจำนวนมากเป็นชาวบ้านในเมืองซาร์โปอล-อี-ซาฮับ ห่างจากพรมแดนกั้นสองประเทศ 15 ก.ม. แรงสั่นสะเทือนทำลายบ้านเรือนใน 8 หมู่บ้าน กระแสไฟฟ้าถูกตัดและระบบการสื่อสารติดขัดเป็นระยะ หน่วยกู้ภัยยังเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยได้ยากเนื่องจากดินถล่มขวางทางไว้
มีคลิปเผยแพร่ในยูทูบ... -
การปฏิบัติอย่าหวังพึ่งอาจารย์ ได้หลักมาแล้วต้องทำเอง
“การปฏิบัติอย่าหวังแต่พึ่งอาจารย์ ได้หลักมาแล้วต้องทำเอง โดยเฉพาะถ้าหวังความก้าวหน้าแล้วต้องทำให้ต่อเนื่อง ส่วนใหญ่พวกเราจะทำเฉพาะตอนนั่งอยู่ พอเลิกแล้วก็ทิ้งเลย
กำลังใจที่เราปฏิบัติคือกำลังใจที่ทวนกระแสโลก เมื่อว่ายทวนน้ำพอเราทิ้ง เราก็ไหลตามน้ำ เราก็ทวนน้ำใหม่แล้วเราก็ทิ้ง ไหลตามน้ำอีก กลายเป็นว่าเราขยันเท่าไร แต่ผลงานก็ไม่มีเพิ่ม ก็เลยหาความก้าวหน้าไม่ได้ ทำอย่างไรที่เราเลิกปฏิบัติแล้วจะรักษาอารมณ์ให้ได้เท่ากับตอนที่นั่ง นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องไปประคับประคองรักษาเอาไว้
แรก ๆ แค่พักเดียวก็หายหมดแล้ว แต่พอเราตั้งสติจดจ่อ ก็จะได้นานขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเราสามารถทรงกำลังใจในสภาพเหมือนกับนั่งสมาธิต่อกันเป็นวันเป็นเดือนได้ ความผ่องใสของจิตจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติจะมีมากตาม ต้องทำด้วยตนเอง ไม่ต้องหวังพึ่งอาจารย์ อาจารย์ท่านบอกแค่หลักการเท่านั้น หรือไม่ก็แนะนำตอนติดขัด แต่ทำแทนเราไม่ได้แน่นอน”
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ ณ บ้านอนุสาวรีย์
ที่มา วัดท่าขนุน -
มาดู! 9 วิธีสวดมนต์ ให้เกิดกุศล..รับพุทธคุณสูงสุด !!
9 วิธีสวดมนต์ ที่ทำแล้วชีวิตจึงดี มีสุข
1. ก่อนสวดให้เลือกเวลาและสถานที่ที่จะมีสิ่งรบกวนน้อยที่สุด เช่น ห้องนอนของตัวเองในเวลาก่อนนอน, ห้องนอนของตัวเองในเวลาตื่นนอน ไม่จำเป็นต้องไปถึงวัดก็ได้ “เพราะการทำดี ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเลือก ไม่ต้องรอ”
2. ขจัดความคิดและจิตใจให้ปลอดโปร่งที่สุด อะไรที่ทำให้คิดมาก จิตตก รู้สึกแย่ โกรธเคือง โยนทิ้งออกไปก่อน เพราะ “การสวดมนต์เพื่อหวังจะลบความรู้สึกแย่ในใจ ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น” มันจะเหมือนกับเศษตะกอนที่อยู่ในน้ำ ต่อให้เติมน้ำที่กลั่นมาใสสะอาดเท่าไหร่มันก็ยังขุ่นอยู่อย่างนั้น ถ้าไม่พร้อมจะสวดจริง ๆ อย่าเพิ่งสวด
3. ความยาวของคาถาไม่ได้การันตีว่าชีวิตจะดีขึ้นจริง ๆ สำคัญคือคาถาที่เชื่อมสมาธิให้กับตัวของเราได้ 3-5 นาทีเป็นอย่างต่ำ เช่น สวดอะระหังสัมมาฯ+คาถาชินบัญชร, สวดอะระหังสัมมาฯ+อิติปิโสฯ+พาหุงฯ+ชินบัญชร สุดแท้แต่ที่จะเลือกมาสวดเพราะคาถาทุกบทล้วนมีความหมายที่ดี
4. ระหว่างสวด“ห้ามคิดว่าจะต้องได้ลาภยศ หรืออะไรก็ตาม” ต่อให้คาถานั้นมีความหมายถึงลาภยศสรรเสริญอยู่จริง เพราะนั่นทำให้เราหมกมุ่นยึดติดกับกิเลส สิ่งที่ทำต้องทำเพื่อสมาธิและจิต ให้ว่างเปล่า... -
‘พระสังฆราช’ ประทานพระโอวาท เรื่อง’สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ.’
เจ้าพระคุณ “สมเด็จพระสังฆราช” ประทานพระโอวาท แก่บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ว่าด้วย “สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ.” คนได้รับเกียรติ ได้รับชื่อเสียง ก็เพราะความสัตย์
วันอาทิตย์ ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังห้องประชุมอาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ในพิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ส่วนกลาง, วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย และมหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย ประจำปี ๒๕๖๐
โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า “การดำเนินชีวิตไม่ว่าในฐานะใดๆ และการทำงานทุกอย่างไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ‘ความจริง’ เป็นคุณสมบัติอันสำคัญยิ่งที่จะทำให้ชีวิตและการงานสามารถบรรลุผลที่ปรารถนา ความจริงนี้ในทางพระพุทธศาสนาใช้คำว่า ‘สัจจะ’ หรือ ‘สัตยะ’ บางครั้งอาจเรียกว่าความซื่อตรงก็ได้
ความมีสัจจะ คือ การแสดงออกด้วยการประพฤติตนในทางเที่ยงตรง เป็นคนจริงตามสภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นของแท้ ไม่เป็นอย่างอื่นทางใจ ประกอบด้วย จริงใจ... -
ธรรมะคือลมหายใจ!! "ถ้ามีเวลาหายใจก็ต้องมีเวลาภาวนา" ข้อคิด หลวงปู่ดูลย์ มอบให้ แม่บ้านงานรัดตัว
กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ คณะแม่บ้านมหาดไทยโดยมีคุณหญิงจวบ จิรโรจน์ เป็นหัวหน้าคณะ ได้นำคณะแม่บ้านไปบำเพ็ญสังคมสงเคราะห์ทางภาคอีสาน และได้ถือโอกาสแวะนมัสการ "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล"
หลังจากกราบนมัสการถามถึงความสุขสบายของหลวงปู่และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกแล้วก็พากันรีบออกมาเพราะเห็นว่าท่านไม่ค่อยสบาย
แต่ยังเหลือสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่ใช้โอกาสนี้เรียนหลวงปู่ว่า
"ดิฉันขอของดีจากหลวงปู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ"
หลวงปู่จึงเจริญพรว่า
"ของดีก็ต้องภาวนาเอาจึงจะได้ ... เมื่อภาวนาแล้ว ใจก็สงบ กาย-วาจาก็สงบ แล้วกายก็ดี วาจา-ใจก็ดี เราก็อยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง"
"ดิฉันมีภาระมาก... ไม่มีเวลาจะนั่งภาวนาได้ งานราชการเดี๋ยวนี้รัดตัวมากเหลือเกิน... จะมีเวลาที่ไหนมาภาวนาได้คะ!"
หลวงปู่จึงตอบอธิบายให้ฟังว่า
"การภาวนาต้องกำหนดดูที่ลมหายใจ ... ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา!!"
ที่มา : หนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้ - บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา" ของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) -
บุญชายผ้าเหลืองลูกชาย (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
.....
บุญชายผ้าเหลืองลูกชาย ..หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ตัวอย่างในพระสูตรที่มีมาในเรื่องของ เณรสุบิน
ท่านกล่าวว่า เณรสุบินคนนี้ปรากฏว่า บิดามารดาเป็นพราน
แต่ว่าลูกชายมีจิตเลื่อมใสในศาสนา
ขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคติไม่ตรงกัน
พ่อชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม่ก็มีอารมณ์จิตเหมือนกันพ่อ
แต่ว่าสำหรับลูกชายกลับเป็นคนที่มีจิตน้อมไปในกุศล ในพระพุทธศาสนา
หนีพ่อหนีแม่ไปบรรพชาเป็นสามเณร
เป็นอันว่าพ่อแม่สามเณรไม่มีโอกาสจะพบกัน
ต่อมาเมื่อกาลเวลาเข้ามาถึง
พ่อและแม่ก็ตายจากความเป็นคน
ด้วยอำนาจกรรมที่เป็นอกุศล พระยายมก็สั่งคนมาเชิญไปเป็นแขกรับเชิญ
คือ เชิญไปในขุมนรก เชิญไปในสำนักพระยายม
ก็สอบสวนตามความเป็นจริงว่า ทำกรรมที่เป็นอกุศลอะไรบ้าง
แกก็รับทุกอย่างว่า ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่สัตว์เล็กถึงสัตว์ใหญ่
อาศัยกฏของกรรมอันนี้ ก็ปรากฏว่า
ท่านทั้งสองต้องลงนรก เขาจึงนำไป
เมื่อนำไปแล้ว ตามธรรมดาสัตว์นรกที่มีกรรมที่เป็นอกุศลทั้งหมด
เมื่อเข้าเขตของนรกแล้วก็ต้องลงขุมได้ทันที
แต่ว่าบิดาและมารดาของสามเณรนี้ลงไม่ได้
นายนิรยบาลจึงจับโยนลงไปเข้าขุมนรก
ก็ปรากฏว่า มีหวายใหญ่มารองรับ... -
แม่นยำตามคำทำนาย!! เผยบันทึกที่ หลวงพ่อพุธ พยากรณ์ว่า "78 ชีวิตต้องสิ้นสุด" ก่อนจะมรณภาพอายุ 78
ปกติแล้ว "หลวงพ่อพุธ ฐานิโย" ท่านเป็นพระที่สนใจใฝ่รู้ในศาสตร์ต่างๆ หลายศาสตร์ ซึ่งท่านจะย้ำอยู่เสมอว่า ท่านศึกษาเพื่อพิสูจน์ความจริงให้หายข้องใจ เมื่อรู้แล้ว...หายสงสัยแล้วก็เลิก เช่น วิชาหนังเหนียว หรือศึกษาเรื่องการสะกดจิต (เพราะใกล้เคียงกับเรื่องสมาธิ) แล้วนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค
วิชาโหราศาสตร์ก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่หลวงพ่อพุธได้ศึกษาอยู่บ้าง ดังที่เคยมีผู้กราบเรียนถามท่านว่า
"โหราศาสตร์หรือหมอดูนี่เชื่อได้หรือไม่?"
ท่านตอบว่า
"หมอดูก็คู่หมอเดา แต่วิชาโหราศาสตร์ก็เป็นวิชาที่มีความจริงของเขาอยู่ ... อย่างไรก็ตาม คนที่ภาวนา หมอดูดูไม่แม่นหรอก"
ถึงแม้ว่าหลวงพ่อพุธพอจะมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นท่านพยากรณ์หรือดูหมอให้ใครเลยสักครั้ง ... จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเมื่อในวันหนึ่ง ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พระในวัดได้จัดตู้หนังสือในกุฏิของหลวงพ่อพุธและได้พบกับเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่ง ซึ่งท่านได้เขียนกราฟชีวิตของท่านเองไว้ โดยขีดวงกลมล้อมรอบที่ตัวเลขอายุ "๗๘" และเขียนพยากรณ์ไว้ว่า "เตรียมตัวได้...ชีวิตต้องสิ้นสุด"
ต่อมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑... -
พิจารณาขันธ์ ๕ แล้วจิตเศร้าหมอง
พิจารณาขันธ์ ๕ แล้วจิตเศร้าหมอง
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม:- ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ เวลาพิจารณาขันธ์ ๕ ว่าสกปรกรู้สึกว่าจิตมันเศร้า ๆ ค่ะ อย่างนี้เวลาตาย แล้วก็ตกนรกซิคะ…?”
หลวงพ่อ :- “สาธุ…เขาไม่ได้ให้ทำอย่างนั้น ให้เห็นว่าร่างกายสกปรก มันเป็นของไม่ดี ร่างกายนอกจากสกปรก มันก็ไม่เที่ยง ไม่ทรงตัว ในเมื่อไม่ทรงตัว มันก็มีอาการเป็นทุกข์ ถ้าเราเข้าไปยึดถือมันแล้ว ในที่สุดมันก็เป็นอนัตตามันสลายตัว เราห้ามปรามไม่ได้
เมื่อพิจารณาแบบนี้แล้ว ท่านให้พิจารณาต่อไป ขึ้นชื่อว่าร่างกายประเภทเลว ๆ อย่างนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก สิ่งที่เราต้องการก็คือพระนิพพาน
ถ้าใจมันเศร้า มันก็ไม่ควรจะเศร้า เพราะว่าเราเกิดมาเป็นทาสของตัณหา เราจึงมีร่างกายอย่างนี้ ตั้งแต่นี้ไปเราจะไม่ยอมเป็นทาสของตัณหาอีก เขาใช้แบบนี้นะ ให้พิจารณาร่างกายว่าสกปรก พิจารณาร่างกายว่ามันเป็นทุกข์ มันจะเกิด นิพพิทาญาณ คือ ตัวเบื่อหน่ายร่างกายประเภทนี้ที่มันสกปรกด้วย มันไม่ทรงตัวด้วย มันเป็นทุกข์ด้วย แล้วก็พังในที่สุด
พร้อมกันนั้น ท่านให้ใช้ สังขารุเปกขาญาณ ควบคู่กันไป สังขารุเปกขาญาณคือวางเฉย... -
สิ้นแล้ว..ครูบาพรหม พระนักพัฒนาสองฝั่งลำน้ำเมยชายแดนไทย-พม่า
ศิษยานุศิษย์ ทั้งฝั่งไทยและพม่า แห่เดินทางมาร่วมพิธีขอขมา กราบสักการะ สรีระสังขารพระครูพิบูลธรรมนุวัตร หรือครูบาพรหม เจ้าอาวาสวัดแม่ต้านเหนือ หมู่ 2 ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
หลัง ครูบาพรหม ได้มรณภาพเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลท่าสอง สิริอายุ 83 ปี 8 เดือน 63 พรรษา อดีตเจ้าคณะอำเภอแม่ระมาด-ท่าสองยาง และเป็นพระธรรมทูตงานเผยแผ่ในปี พ.ศ.2524
นอกจากนั้นแล้ว ครูบาพรหมท่านยังมีความชำนาญพิเศษ ด้านงานช่างก่อสร้าง ช่างไม้-ช่างปูน
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ครูบาพรหม ถือเป็นพระที่เคารพศรัทธาของ ญาติโยม ชาวอำเภอแม่ระมาด-ท่าสองยาง รวมถึงพี่น้องชาวกะเหรี่ยงสองฝั่งชายแดนตามลำน้ำเมยอีกด้วย
ท่านเป็นพระสายมหานิกายที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาโดยตลอด ทำให้พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธา
อีกทั้งยังเป็นพระนักพัฒนาและธรรมาทูตเผยแผ่ศาสนา สร้างวัดวาอารามในถิ่นทุรกันดาร
ขอขอบคุณที่มา
http://www.nationtv.tv/main/content/378581622/ -
เทพของพุทธ ของไทย โดย พุฒิวงศ์ บุษบวรรษ
ไปเจอบทความดี ๆ เลยมาแบ่งปันปัญญาบารมีกัน
เทพของพุทธ ของไทย
เรื่องและภาพ โดย พุฒิวงศ์ บุษบวรรษ
ความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับเทพเทวดา มีอยู่ทุกมุมโลก แม้คนยุคใหม่บางกลุ่มจะปฏิเสธว่าไม่มีทางมีอยู่จริง แต่ก็ปฏิเสทไม่ได้ว่า ยังมีคนที่เชื่อเรื่องนี้อยู่มาก สำหรับคนไทยเรา รับความเชื่อเรื่องเทวดามาจากหลายลัทธิ หลายศาสนา จนผสมปนเป ชักจะแบ่งแยกไม่ถูกว่า เทพองค์ใด มาจากความเชื่อดั้งเดิมของใคร
ภาพจากผ้ายันต์ วัดลาดระโหง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผมเลยจัดหมวดหมู่ให้อ่านกันเพลินๆ หากกล่าวถึงเทพเจ้าคนไทยเราส่วนใหญ่มักจะนึกถึงมหาเทพทางศาสนาฮินดู คือ พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ พระพิฆเนศวร พระขันธกุมาร รวมถึงมหาเทวี อย่าง พระแม่อุมา (มเหสีพระศิวะ) พระสุรัสวดี (ชายาพระพรหม) และพระลักษมี (ชายาพระนารายณ์) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพิธีกรรมแบบพราหมณ์ ซึ่งกลมกลืนกับวิถีชีวิตแบบไทยมาช้านาน
แต่สำหรับชาวพุทธแบบเถรวาท ก็ไม่ได้ปฏิเสทการมีอยู่จริงของเทพเทวดาทั้งหลาย เพียงแต่ความเชื่อเกี่ยวกับเทพนั้นแตกต่างไปจากศาสนาฮินดู ค่อนข้างชัดเจนคือ ทางศาสนาฮินดูเชื่อว่าเทพเจ้าจะคอยควบคุมความเป็นไปของชีวิตสรรพสิ่งต่างๆ และโลก... -
หมอแนะถวายอาหารสุขภาพให้พระสงฆ์
หมอแนะถวายอาหารสุขภาพให้พระสงฆ์
กรมการแพทย์ เผยพบพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคไขมันในเลือดสูง ปัจจัยเสี่ยงจากการฉันภัตตาหาร แนะถวายอาหารสุขภาพ พืชผัก เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่าพระสงฆ์ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพพระสงฆ์ของโรงพยาบาลสงฆ์ ในปี 2549 และปี 2559 เปรียบเทียบกัน พบว่า พระสงฆ์กลุ่มสุขภาพดีร้อยละ 60.3 ลดลงเหลือ ร้อยละ 52.3 และกลุ่มพระสงฆ์อาพาธกลับเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 17.5 เป็นร้อยละ 28.5 สาเหตุเกิดจากภัตตาหารที่ได้รับมาจากการบิณฑบาตที่ไม่สามารถเลือกฉันได้ ประกอบกับชาวพุทธที่มีความเร่งรีบทำให้คนเมืองส่วนใหญ่หลงลืมไปว่าในอาหารชุดสำเร็จรูปที่ขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่หรือที่แม่ค้าจัดไว้ให้ เป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ ในขณะที่มีปริมาณน้ำตาล น้ำมัน เกลือ กะทิ หรือโซเดียมมากเกินกว่าความต้องการ เมื่อพระสงฆ์ฉันอาหารลักษณะนี้ไปติดต่อกันไปนานๆ จะทำให้อาพาธด้วยโรคต่างๆ
อาหารที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายพระสงฆ์สามเณร ถือว่ามีความสำคัญต่อหลักโภชนาการของพระสงฆ์เป็นอย่างมาก... -
โลกันตมหานรก คืออะไร ? ทำบาปกรรมอะไร จึงต้องไปตกนรกในภพภูมิพิเศษที่ยิ่งกว่าอเวจีนรกขุมนี้ ?
โลกกันตนรก
นิรยภูมิ หรือโลกนรกนี้ นอกจากจะมีมหานรก อุสสุทนรก และยมโลกดังกล่าวมาแล้ว ยังมีนรกขุมพิเศษอีกขุมหนึ่งซึ่งมีนามว่า โลกันตนรก อันว่าโลกันตนรกนี้เป็นขุมยิ่งใหญ่ แปละประหลาดกว่าบรรดาขุมนรกทั้งหลายเพราะอยู่ภายนอกจักรวาล สถานที่ตั้งของโลกันตนรกนี้อยู่ในจักรวาล ๓ โลก ถ้าจะเปรียบให้เห็นเป็นมโนภาพก็เหมือนกับเอาดอกปทุมชาติ ๓ ดอกมาตั้งชิดติดกัน ก็จะเกิดมีช่องว่างขึ้นในตอนกลางจักรวาล ต่าง ๆ ก็ตั้งชิดติดกันเช่นกับดอกปทุมชาติ ๓ ดอกนั้น
ตรงช่องว่างเว้นอยู่ในระหว่าง ๓ โลกจักรวาลนั้นเอง เป็นสถานที่ตั้งแห่งนรกขุมพิเศษนี้ เพราะฉะนั้น นรกขุมพิเศษนี้จึงมีชื่อว่า โลกันตนรก = นรกขุมนี้พิเศษอันอยู่สุดโลกจักรวาล
ก็ในโลกันตนรกนี้ มีสถาพมืดสนิท แสงดาวแสงเดือนและแสงตะวันส่องไปไม่ถึง เป็นสถานที่อันมืดมนนอนธการ เปรียบปานเช่นกับคนหลับตาในคราวเดือนดับข้างแรมฉะนั้น
สัตว์ที่ไปอุบัติเกิดในโลกันนรกนี้ ย่อมมีสภาพแปลกประหลาดพิลึก คือ มีสรีระร่างกายโตใหญ่เป็นยิ่งนักปานภูเขาใหญ่ ประกอบไปด้วยเล็บมือและเล็บเท้ายาวเหลือประมาณ... -
กว่า 2 ล้านดวงใจแห่สอบธรรมศึกษา ปี 60 “พระพรหมมุนี” ตั้งเป้าอีก 3 ปีเพิ่มผู้เข้าเรียนได้ 5 ล้านคน
กว่า 2 ล้านดวงใจแห่สอบธรรมศึกษา ปี 60 “พระพรหมมุนี” ตั้งเป้าอีก 3 ปีเพิ่มผู้เข้าเรียนได้ 5 ล้านคน สร้างบุคคลพึงประสงค์ของแผ่นดิน
วันนี้ (2 พ.ย.) ที่อาคารหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังที่ 2 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ร่วมกับพศ. และคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมแถลงข่าว “โครงการสอบธรรมศึกษา พัฒนาคน พัฒนาชาติ ปีการศึกษา 2560” โดยมีพระพรหมเมธี (สุชิน อคฺคชิโน) กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) แม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานการแถลงข่าว โดยกล่าวว่า การเรียนและการสอบธรรมศึกษาจำเป็นที่ผู้นับถือพระพุทธศาสนาต้องเรียนรู้ เมื่อรู้แล้วจะได้นำหลักธรรมคำสอนไปประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง สังคมและประเทศชาติ เมื่อสังคมมีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมมากขึ้น ก็จะเป็นสังคมที่สงบสุข ประชาชนก็จะเป็นบุคคลที่พึงประสงค์ของประเทศชาติ ผู้บริหารรัฐบาลก็จะเป็นผู้บริหารที่ดีของประเทศ ผู้ที่เข้ามาเรียนธรรมศึกษา ก็เพื่อต้องการเป็นคนดีของสังคม เมื่อคนดีมีมากขึ้นประเทศของเราก็จะเป็นประเทศที่มีความสุข เป็นสังคมที่มีมิตรไมตรี เอื้ออารีต่อกัน... -
เบญจพิธจักษุของพระพุทธเจ้า (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
เบญจพิธจักษุของพระพุทธเจ้า
ถาม : การพิจารณากสิณ คือการพิจารณาโดยเห็นภาพ เห็นสี ในกรณีที่จิตของเราไปสัมผัสตัวเปลวไฟ กระแสลม ที่ใช้ความรู้สึกไปจับ จะเรียกว่าเป็นกสิณ หรือเรียกเป็นมหาสติ ?
ตอบ : อย่างหนึ่งเป็น มังสะจักษุ ตาเนื้อเห็น อีกอย่างหนึ่งเป็น ปัญญาจักษุ เห็นด้วยปัญญา ถ้าจิตเราจดจ่อเพ่งอยู่ตรงนั้นก็เป็นกสิณ แต่ถ้าหากว่าเราเอาสติสมาธิทั้งหมดไว้ตรงนั้นจะเป็นมหาสติ คือถ้าเราเพ่งอยู่ที่ภาพจะเป็นกสิณ ส่วนช่วงที่เราประคับประคองอยู่จะเป็นมหาสติ แต่ถ้าทำอย่างที่ว่ามาจัดเป็น "กสิณโทษ" เพราะไปสนใจสิ่งอื่นนอกเหลือดวงกสิณ จะทำให้สำเร็จกสิณกองนั้นๆ ยาก
ถาม : ถ้าตามหลักการกสิณ สีจะเปลี่ยน แล้วถ้าเป็นในกรณีปัญญาจักษุ แตกต่างกันไหมครับ ?
ตอบ : ปัญญาจักษุสามารถเห็นได้ในทุกที่ แต่ถ้ามังสะจักษุการเห็นจะจำกัด เสียดายเราไม่มีสมันตจักษุเหมือน พระพุทธเจ้า สมันตจักษุเป็นการเห็นรอบ รู้รอบ ไม่มีอะไรปิดบังพระองค์ท่านได้ เราเองถ้าหากว่าใช้ปัญญาพิจารณาไม่ละเอียดจริง ก็จะมองข้ามจุดที่ละเอียดไป
พระพุทธเจ้าท่านเห็นครบหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรปิดบังท่านได้เลย อย่างเวลาเราสวดทำนองสรภัญญะ พร้อมเบญจพิธจัก-... -
อุเบกขาของโพธิสัตว์ (คำสอนจากพระฤาษีวาสุเทพ )
.......
.......
.......
.......
เหตุเกิดเมื่อวันก่อนที่ผมชวนพี่โด่งไปถ่ายรายการ GHOSTGURU เรื่อง "เหล็กไหล" ซึ่งพี่โด่งได้ตัดเหล็กไหลด้วยตนเอง และนำมาเล่าให้ฟังในรายการอย่างสนุกสนานน่าสนใจมาก หลังอัดรายการเสร็จ พี่โด่งก็มอบเหล็กไหลให้ผมองค์หนึ่งเป็นที่ระลึก
คืนนั้นผมจึงเอาเหล็กไหลมากำภาวนาจนเคลิ้มๆไป ก็เห็นภาพของฤาษีท่านหนึ่ง ผมขาวยาวมุ่นไว้บนศรีษะ เคราขาวยาวเดินมาหา ท่านบอกว่า "เราชื่อ วาสุเทพ ในอดีตหลายหมื่นปีมาแล้ว บริเวณนี้ (ถ้ำที่พี่โด่งไปเชิญเหล็กไหล) เป็นทะเลมาก่อน ที่นี่เป็นถ้ำใต้ทะเล เราเป็นพญานาคดูแลอยู่ เหล็กและธาตุกายสิทธิ์ทั้งหลายที่นี่ เราเป็นผู้ดูแล ตอนนี้เราบำเพ็ญสำเร็จเป็นพรหมแล้ว ที่ถ้ำนี้มีธาตุกายสิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง (แล้วก็เกิดเป็นภาพขึ้นมาเป็นเหล็กไหลผิวแดงเหลือบเขียว สวยงามมาก) ชื่อว่า เหล็กไหลหัวใจพยัคฆ์ มีคาถาในการเรียกคือ... (ขออนุญาตไม่บอกคาถานะครับ) ในสมัยอดีต โด่งเค้าเคยเกิดมาเจอเรา และได้มาช่วยเหลือเรา เราจึงให้เหล็กเขา..."
พอผมตื่นขึ้นมา ก็รีบจดคาถาไว้ แล้วโทรไปเล่าให้พี่โด่งฟัง ซึ่งก็บังเอิญว่า พี่โด่งมีกิจต้องไปเชิญเหล็กที่ถ้ำนี้อีกในคืนนั้นพอดี... -
ไหว้พระนั่งดิน อันซีน “พะเยา”
“สายอรุณ ปินะดวง”
หมู่บ้าน “พระนั่งดิน” แห่ง อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นหมู่บ้านต้นแบบในการพึ่งพาตนเองอย่างเข้มแข็ง ปลอดภัยจาก ยาเสพติด ชาวบ้านดำรงชีวิตกันอย่างมีความสุข
ตามตำนานเล่าว่า พระยาผู้ครองเมือง พุทธสะ ค้นพบพระเจ้านั่งดิน เมื่อจุลศักราช 1213 ปีระกา วันจันทร์ เมื่อสมัยที่การปกครองแบบหัวเมือง พ่อขุนคนสุดท้ายได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านพระนั่งดิน มีนามว่าพ่อขุนวุฒิเวียงชัย มีลูกหลานอยู่ในหมู่บ้านพระนั่งดินเป็นจำนวนมาก เป็นต้นตระกูลเวียงคำมาจนถึงปัจจุบัน
เอกลักษณ์ของหมู่บ้านคือ “วัดพระนั่งดิน” ในวัดมีพระพุทธรูปประดิษฐานในวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยเชียงแสน
ความโดดเด่นของวัดพระนั่งดินที่ไม่เหมือน วัดใด คือประดิษฐานบนพื้นดินไม่มีฐานชุกชี ขนานนามกันว่า “อันซีนไทยแลนด์” แห่งที่ 2 ของ จ.พะเยา รองจากพระเจ้าตนหลวง ที่วัดศรีโคมคำ อ.เมืองพะเยา
ตลอดทั้งปีมีนักท่องเที่ยว และประชาชนชาวพะเยามากราบไหว้ขอพรอันเป็นมงคลต่อชีวิตอย่างเนืองแน่นทุกวัน
พระครูอภิวัฒนกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดพระนั่งดิน กล่าวว่าวัดพระนั่งดินเป็นวัดเก่าแก่ มีนักท่องเที่ยวและประชาชนนิยมมาทำบุญถวายสังฆทาน... -
ชมวัดป่ามหาวัน! 60 ปี พระไพศาล วิสาโล ณ ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
กิจวัตรหนึ่งที่พระไพศาลยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเสมอมาคือการออกบิณฑบาตพร้อมกับพระลูกวัด นอกจากเป็นพระธรรมวินัยและเป็นเครื่องฝึกให้เป็นคนอยู่ง่ายแล้ว การบิณฑบาตยังทำให้พระสงฆ์และญาติโยมมีความสัมพันธ์และตระหนักว่าต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน
อากาศเช้าตรู่เดือนกันยายนบนภูหลง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ชื้นเย็น บางวันฝนกระหน่ำ น้ำไหลหลากถนนกลายเป็นโคลนสีแดง
โดยทั่วไป ถ้าไม่ได้รับกิจนิมนต์เพื่อไปบรรยายหรืออบรมใดที่กรุงเทพฯ หรือที่อื่น เช้าวันธรรมดา พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่ามหาวันหรือเรียกอย่างสั้นว่า “ภูหลง” จะออกเดินนำพระลูกวัดออกบิณฑบาต และพรรษานี้ พระไพศาล เจ้าอาวาสผู้ดูแลรับผิดชอบวัดสองแห่ง แบ่งเวลาจำพรรษาที่ภูหลงในวันธรรมดา พอถึงสุดสัปดาห์ท่านจะลงมาวัดป่าสุคะโตที่บ้านใหม่ไทยเจริญ และหากมีกิจนิมนต์ การขึ้นลงจากภูแลนคาเข้ากรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ชนิดไปเช้ากลับดึกดื่นวันเดียวกันก็ยังเป็นสิ่งที่พระอาจารย์วัย 60 ปี บวชมา 34 พรรษากระทำอยู่ เช่นเดียวกับการเทศน์เช้าค่ำ ประชุมสมาชิกในวัด เขียนหนังสือ ออกบรรยายและฝึกอบรมการเผชิญความตายอย่างสงบ 14 คอร์สต่อปี...
หน้า 344 ของ 440