คลังเรื่องเด่น
-
” บุพกรรมที่ทรมาน กักขังกักกันวัวควาย ”
” บุพกรรมที่ทรมาน กักขังกักกันวัวควาย ”
“ หลวงตาเจียง คนเมืองเรณู แต่ก่อนมาบวชเป็นนายฮ้อยพ่อค้าไล่ควายไล่วัวไปขายเมืองไทยเลยสระบุรีเข้าเขตอยุธยา
เริ่มเป็นคนเลี้ยงควายให้พวกนายฮ้อยแต่อายุ ๑๖ ปี จนได้อายุ ๖๐ ปี จึงเลิก
จากคนเลี้ยงควายคนต้อนควาย เก็บเงินค่าจ้างและค้าขายมาจนได้เป็นนายฮ้อยใหญ่ ฆ่าคนก็ตายไปหลายคน
เขามักมาปล้นควาย แต่โคราชลงไปสระบุรีผ่านภูเขา เข้าทุ่งกว้าง เมืองกรุงศรีอยุธยา ไปมาไปมา ปีละหลายรอบ แต่หน้าแล้งไปหาหน้าฝน
จนสุดท้ายค้าขายไม่เหลืออะไร ปืนลูกซอง ปืนสั้น โง(งัว)ควาย เป็นเล้าเป็นแลง ร่อยหรอล่มจมไปหมด สุดท้ายแท้ ๆ มาขายปืนกิน
มานึกเห็นโทษตนเองเคยได้ยินเจ้าคุณจันทร์ เขมิโย เมืองนครพนมวัดศรีเทพ ท่านเทศน์เรื่องการค้าขายสัตว์ ค้าขายมนุษย์ ค้าขายเนื้อ ค้าขายยาพิษ ตลอดจนเลี้ยงดักสัตว์กักขังสัตว์มันเป็นบาป ไม่เจริญ จึงไปขอบวชกับท่านเจ้าคุณจันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพ เมืองนครพนม
บวชแล้วก็หนีจากบ้าน ดั้นด้นขึ้นไปจนถึงเมืองเชียงใหม่ มีพระเขาแนะนำให้ไปอยู่ด้วย ติดตามไปอยู่ที่ช่อแล เชียงใหม่ จำพรรษาอยู่ด้วยก็หลายพรรษา
ไปเห็นหมากลำใย ก็มาพูดกับผู้ข้าฯ ว่า... -
ทุกข์แสนทุกข์ กว่าจะเป็นอรรถเป็นธรรม
“…ทุกข์แสนทุกข์ กว่าจะเป็นอรรถเป็นธรรม…”
“…อยู่บ้านป่าฮิ้นผายองกับท่านอาจารย์ชอบ ฐานสโม เดือน ๓ ฝนตกลูกเห็บล้างดอกมะม่วง ตกแต่หัวค่ำจะหาที่พักที่นอนก็ไม่ได้ พากันได้ก้อนหินคนละก้อนนั่งกางกลดตลอดคืน
ตอนเช้าฝนหยุดตกจะลุกมันลุกไม่ขึ้นต้องนอนเหยียดแข้งเหยียดขาให้เอ็นมันยืดเสียก่อน ฝนตกพายุแรงลูกเห็บก็ตกลงมา หนาวก็สุดจะหนาวนั่งเจ่ากอดบาตร
ท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) ง่าไม้จิกเดาะหักลงมาถูกกลด ผ้ามุ้งกลดขาดไปเอาบาตรของเพิ่นมาถือไว้อีกใบหนึ่ง
ฟ้าแจ้งวันใหม่ฝนก็หยุดตก น้ำเต็มไปหมด
ท่านอาจารย์ชอบ (ฐานสโม) เพิ่นว่า…
“เป็นได๋จาม(มหาปุญโญ) ยังไม่ตายเน๊าะ”
“ยังไม่ถึงคราวครับ”
คิดมาแล้วทุกข์แสนทุกข์ กว่าจะเป็นอรรถเป็นธรรม พวกสูเจ้ามัวเมาแต่มาถามเอา ถามเอา..
วันนี้มันห่างไกลกันนัก (ขณะสอบถามประวัติขององค์ท่านในวันหนึ่ง) ปัจจัย ๔ เครื่องเลี้ยงชีวิตก็มีมาก มีจนล้นจนเหลือ ไม่ทุกข์ไม่ยากอะไรสะดวกสบายไปหมดทุกอย่างทุกอัน มันจึงมีขี้คร้านไม่พากไม่เพียร โลเลบวชแล้วสึก บวชแล้วสึก มาตดใส่ผ้าเหลืองแล้วก็ลาสิกขาไป
อย่าไปเชื่ออะไรกับโลก ตื่นเต้นเป็นกระต่าย (ตื่นตูม) มันจะได้อะไร ทำอะไรทำจริง ทำตามพูด... -
พบพระนักพัฒนาเชียงใหม่ตั้งกลุ่มกู้ภัยช่วยสังคม
พบพระนักพัฒนาเชียงใหม่ตั้งกลุ่มกู้ภัยช่วยสังคม
ระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2560 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีกิจกรรมการขับเคลื่อนโครงการสังฆพัฒนาวิชชาลัย ครั้งที่ 2 โดยความร่วมมือของ มจร วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ภายใต้การนำของพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้การนำของพระมหาบุญเลิศ อินทปัญโญ,รศ. รองคณบดีคณะสังคมศาสตร์ ฝ่ายวิชาการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โดยมีพระสงฆ์และภาคีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง และวัดหนองกวาง บ้านแม่ป๊อกใน ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
หลังจากมีพิธีเปิดโดยพระเทพรัตนนายก ที่ มจร วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และได้เปิดเวทีความคิดเพื่อการยกระดับคุณภาพพระสงฆ์สู่การเป็นพระสงฆ์นักพัฒนา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เรียบร้อยแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการได้ลงพื้นที่พบพระนักพัฒนาต้นแบบ ทั้งนี้พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท... -
จัดสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นราชกุศล
รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีธรรม ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.60-1 ม.ค.61 ชวนชาวพุทธทั่วโลกร่วมด้วย
บ่ายวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือการบูรณาการความร่วมมือจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีธรรม พุทธศักราช 2561 ร่วมกับตัวแทนกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และกรุงเทพมหานคร
ภายหลังการประชุม พล.อ.ธนะศักดิ์แถลงว่า รัฐบาลจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีธรรม ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.60-1 ม.ค.61 โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ พิธีเจริญจิตตภาวนา พิธีเจริญพุทธมนต์ พิธีทำบุญตักบาตร กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เป็นต้น สำหรับกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีจัดขึ้นในเวลา 19.00 น.ของวันที่ 31 ธ.ค.60 ถึงเวลา 00.30 น. วันที่ 1 ม.ค.61 ทั้งวัดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ รวม 23,577 แห่ง... -
คน ๑๐ จำพวกที่เทวดารัก
คน ๑๐ จำพวกที่เทวดารัก
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระอมรินทราธิราชเจ้าได้เสด็จออกจากวิมานไปสู่สวนอุทยาน แล้วจึงยกพระหัตถ์ขึ้นนมัสการทิศทั้ง ๑๐ ทิศ ครั้งนี้พระมาตลีเทพบุตรจึงทูลถามว่าพระองค์ทรงนมัสการทิศทั้ง ๑๐ นั้นด้วยเหตุผลอย่างไรเล่า
ครั้งนั้นสมเด็จพระอัมรินทรธิราชจึงตรัสบอกแก่พระมาตลีว่าดูก่อนมาตลี เรานมัสการซึ่งคน ๑๐ จำพวกคือ
๑. คนที่มีศรัทธาทำบุญตักบาตรถวายปัจจัย ๔ แก่ท่านผู้มีศีลมีธรรม
๒. คนที่รัษาความสุจริตทั้ง ๓ คือ กายสุจริต วาจาสุจริต ใจสุจริต
๓. คนที่มีความเคารพแก่มารดา
๔. คนที่มีความเคารพแก่บิดา
๕. คนที่ถึงไตรสรณคมน์คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่เคารพบูชา
๖. คนที่มีการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ อยู่เป็นนิจ
๗. คนที่ได้ทำกุศลแล้วอุทิศแผ่ไปให้เทวดาและเปรต
๘. คนที่มีความเคารพแก่อุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีศีลธรรม
๙. คนที่มีความอนุเคราะห์แก่บุตรภรรยาคณาญาติ ด้วยความเมตตากรุณา
๑๐. หญิงที่มีความเคารพสามีอยู่ทุกทิวาราตรีมิได้ประมาท
คนทั้ง ๑๐ จำพวกนี้มีคุณมาก ทำความสุขความเจริญให้บังเกิดแก่ตนเเละบังเกิดเเก่คนอื่นด้วย... -
ถ้าอารมณ์ยังไม่ถึงโคตรภูญาณเพียงใด อย่าเพิ่งพูดเรื่องนิพพาน
..." เรื่องญาณต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงยืนยัน เป็นของมีจริง แต่ขออย่างเดียว อย่าให้บรรดาท่านพุทธบริษัท เอาแต่ คิดกับตำรา แล้วก็พูด แค่นี้มันใช้ไม่ได้ อย่าลืมว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องใช้อารมณ์เป็นสำคัญ ให้ปรับปรุงอารมณ์ ไม่ใช่ปรับปรุงวัตถุ นี้ต้องเข้าใจไว้ด้วย
.. ถ้าปรับปรุงอารมณ์แล้ว มันจะได้อะไรขึ้นมาบ้าง พิจารณา กายคตานุสสติกรรมฐานตัวเดียว คือ พิจารณา ขันธ์ ๕ ร่างกาย ว่า : มันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เราไม่มีในมัน มันไม่มีในเรา ให้เข้าใจ
.. แล้วก็ถอยหลังไปดูร่างกาย ที่เราทิ้งมาแล้ว เป็นอะไรมาบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เป็นคนบ้าง เท่าไหร่ ดูให้มันช้ำใจ จะได้เกิดความเชื่อในตัวเอง แล้วก็ท่านที่ไม่ต้องเกิดอีก มีบ้างไหม
* อันนี้ไม่ยาก.. สร้างอารมณ์เข้าถึง โคตรภูญาณ อันนี้เราจะใช้ ทิพจักขุญาณ.. เห็นพระนิพพานได้อย่างแจ่มใส แล้วก็ ชัดเจน
.. ถ้าอารมณ์ของท่าน ยังไม่ถึงโคตรภูญาณเพียงใด อย่าเพิ่งพูดไปนะเรื่องนิพพาน แล้วก็ยังไม่ได้ ทิพจักขุญาณด้วย ไม่ได้โคตรภูญาณด้วย ขอเก็บใส่เซฟไว้ก่อนดีกว่า เรื่องนิพพานยังไม่ต้องพูดกัน พูดเท่าไรผิดเท่านั้น ไม่ต้องห่วง ไม่พูด ไม่ผิดดีกว่า..."
(จากหนังสือ... -
ชวนสวดมนต์ถวายรัชกาลที่6และรัชกาลที่9วันที่25พ.ย.นี้ที่ลานพระราชวังดุสิต
สำนักพระราชวัง ขอเชิญประชาชนร่วมสวดมนต์ในพิธีมหามงคลบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และ เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระลานพระราชวังดุสิตใน วันเสาร์ ที่ 25 พ.ย.2560 เวลา 18.00 น.
ชวนประชาชนร่วมสวดมนต์พิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายรัชกาลที่ 6 และ รัชกาลที่ 9วั ในวันที่25พ.ย.นี้ ที่พระลานพระราชวังดุสิต
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพระสงฆ์มาร่วมสวด รวมจำนวน 241 รูป ในพิธีมหามงคลนี้
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพิมพ์หนังสือบทเจริญพระพุทธมนต์พระราชทานแก่ผู้มาร่วมพิธี หนังสือบทเจริญพระพุทธมนต์นี้ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช... -
พุทธธรรมมหายาน ของท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง ตอน ขันติดีที่สุด
พุทธธรรมมหายาน ของท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง ตอน ขันติดีที่สุด
สมณะรูปหนึ่งได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “อะไรคือพลังยิ่งใหญ่ และอะไรคือจุดสูงสุดของความโชติช่วง” พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “การที่สามารถอดทนต่อคำดูถูกเยาะเย้ย (โดยปราศจากการตอบโต้) เปรียบได้ดังพลังอันยิ่งใหญ่ บุคคลที่ไม่ยึดติดกับสาเหตุของความขุ่นเคืองใจ แต่ยังคงความสงบเย็นและมั่นคง(ภายใต้ทุกสถานการณ์) และบุคคลผู้ซึ่งอดทนต่อทุกสิ่งโดยปราศจากการปล่อยตัวปล่อยใจไปในทางที่ผิด จะได้รับเกียรติจากมนุษย์ด้วยกัน จุดสูงสุดของความโชติช่วงจะสามารถเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อจิตได้รับการชำระล้างความไม่บริสุทธิ์อย่างเต็มที่แล้ว และไม่มีความไม่จริง หรือคราบสกปรกใดๆคงอยู่ (อันจะทำให้เปื้อน)ในความบริสุทธิ์นั้น เมื่อทุกสรรพสิ่งไม่มี นับตั้งแต่ก่อนการสร้างสวรรค์และโลกมนุษย์ จนมาถึง ณ ปัจจุบัน หรือใน 10 เสี้ยวของจักรวาล ที่คุณไม่สามารถมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจ เมื่อคุณสามารถบรรลุความรู้ในทุกๆสรรพสิ่ง นั่นเองที่อาจจะเรียกได้ว่า “ความโชติช่วง” -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระพุทธเจ้าอภิปรายกรรมในอดีต
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระพุทธเจ้าอภิปรายกรรมในอดีต
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภชน 3 คน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ เป็นต้น
มีภิกษุ 3 กลุ่มมีประสบการณ์ไปพบเห็นที่แตกต่างกัน คือ ภิกษุกลุ่มที่หนึ่ง จะเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดา ในระหว่างทางได้ไปแวะพักอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขณะที่พวกชาวบ้านกำลังตระเตรียมปรุงอาหารบิณฑบาตถวายพระสงฆ์อยู่นั้น มีบ้านหลังหนึ่งเกิดไฟไหม้ และมีเสวียนไฟ(ลักษณะเป็นวงกลม) ปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า และมีอีกาตัวหนึ่งบินสอดคอเข้าไปในวงเสวียนไฟตกลงมาตายที่กลางหมู่บ้าน ภิกษุทั้งหลายเห็นอีกาบินสอดคอเข้าไปในเสวียนตกลงมาตายเช่นนั้น ก็กล่าวว่า จะมีก็แต่พระศาสดาเท่านั้นที่จะทรงทราบกรรมชั่วที่ส่งผลให้อีกาตัวนี้ต้องมาประสบชะตากรรมเสียชีวิตอย่างสยดสยองครั้งนี้
ภิกษุกลุ่มที่สอง โดยสารเรือจะไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อเรือลำนั้นเดินทางมาถึงกลางมหาสมุทร เกิดการหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกผู้โดยสารมากับเรือต่างปรึกษาหารือกันถึงสาเหตุที่ทำให้เรือหยุด เห็นว่าในเรือน่าจะมีคนกาลกัณณี จึงได้ทำสลากแจกให้แต่ละคนจับเพื่อค้นหาคนกัณณีคนนั้น... -
เกิดอะไรขึ้นกับโลก? 8 วัน เกิดแผ่นดินไหว 6 ประเทศ
เกิดอะไรขึ้นกับโลก? 8 วัน เกิดแผ่นดินไหว 6 ประเทศ
ตั้งแต่วันที่ 13 – 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพียงแค่ 8 วัน เกิดแผ่นดินไหวถึง 6 ประเทศ ความรุนแรงตั้งแต่ 5.5 – 7.3 แมกนิจูด
13 พ.ย. – แผ่นดินไหวขนาด 6.5 แมกนิจูด ที่คอสตาริกา และขนาด 7.3 แมกนิจูด ที่บริเวณชายแดนประเทศอิรักและอิหร่าน
15 พ.ย. – แผ่นดินไหวขนาด 5.5 แมกนิจูด ในเมืองโพฮัง เกาหลีใต้
18 พ.ย. – แผ่นดินไหวขนาด 6.3 แมกนิจูด ในทิเบต
20 พ.ย. – แผ่นดินไหวขนาด 7.0 แมกนิจูด ใกล้นิวแคลิโดเนียในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันออกของออสเตรเลีย
ความถี่ของการเกิดแผ่นดินไหว สร้างความคลางแคลงใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับโลก? ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดและมหาวิทยาลัยมอนทานา สหรัฐอเมริกา ระบุว่า ชาวโลกเตรียมรับมือ โลกจะเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงบ่อยครั้งขึ้นในปี 2018 และอีกหลายปีข้างหน้า
ผลงานวิจัยจาก 2 มหาวิทยาลัยระบุว่า การหมุนของโลกและการเกิดแผ่นดินไหวทั่วโลกนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ความยาวของวันวันหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงหน่วยเวลามิลลิวินาทีได้ แม้ความเปลี่ยนแปลงจะเล็กน้อย... -
เวลากรวดน้ำ ทำไมต้องแตะแขนกัน ? หลวงพ่อฤาษีลิงดำมีคำตอบ !
เวลากรวดน้ำ ทำไมต้องแตะแขนกัน ? หลวงพ่อฤาษีลิงดำมีคำตอบ !
เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ คัดลอกมาจากหนังสือ การอุทิศส่วนกุศล โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ ลูกทำสังฆทานให้สัมภเวสี ถ้ากลับไปแล้ว จะกรวดน้ำให้ได้ไหมคะ ?
หลวงพ่อ : การอุทิศส่วนกุศล ในพระพุทธศาสนานี่ไม่มีน้ำ แต่ว่าที่พระเจ้าพิมพิสารทำเป็นองค์แรก เพราะว่าศาสนาพราหมณ์เขาถือว่าถ้าจะให้อะไรกับใคร ต้องให้คนนั้นแบมือแล้วเอาน้ำราดลงไป และตอนที่พระเจ้าพิมพิสารทำ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ห้ามเพราะเป็นพระเพณีนิยม
เวลาที่พระเจ้าพิมพิสารอุทิศส่วนกุศลต้องใช้น้ำ เพราะว่าท่านเพิ่งพบพระพุทธเจ้า ประเพณีของพราหมณ์ยังชินอยู่ แต่ว่าใจท่านตั้งตรง เวลาอุทิศส่วนกุศลจริง ๆ ในพระพุทธศาสนาไม่ต้องใช้น้ำ ผีกับเปรตต้องรีบวิ่งกลับ เพราะไม่ได้กินแน่ เพราะฉันเคยพบมาแล้ว แต่ไม่มีน้ำนะว่า “อิมินา” เพลินไปยังไม่ถึงครึ่งก็มีคน ๒ คน ถือโซ่มาคล้องคอปั๊บลากไปเลยกรวดน้ำ
ผู้ถาม : มีบางคนเขาบอกว่า “กรวดน้ำแบบแห้ง” ตายไปชาติหน้าจะแห้งแล้งเพราะไม่มีน้ำ โบราณพูดอย่างนี้จะจริงหรือเปล่าคะ ?
หลวงพ่อ :... -
ภูติพระเจ้า – พุทธนิมิต โดยหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
ภูติพระเจ้า – พุทธนิมิต โดยหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
“….หลวงปู่ท่านศึกษาเรื่องพลังงานของ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพานไปนานแล้ว ก็ยังมีพลังงานเหล่านี้อยู่ ส่วนในเรื่องข้อขัดแย้งระหว่างหลวงปู่กับอาจารย์ เฮง ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นอาจารย์หลวงปู่สี วัดสะแก อาจารย์เฮงจะทำในด้านเกี่ยวกับพรหม คือจะเชื่อว่าพรหมยังมี แต่ในขณะเดียวกันจะถือว่า พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์พอเข้านิพพานแล้ว ก็สูญ ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีพลังเหลือ หลวงปู่จึงถามท่านว่า อาจารย์เคยไปพระปฐมเจดีย์แล้วเห็นพระธาตุเสด็จหรือเปล่า ท่านก็บอกว่าอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย คือสมัยที่เป็นเสือป่าตามเสด็จรัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งยังเป็นพระบรมโอรสาธิราช ในคืนนั้นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าเสด็จ ออกจากพระปฐมเจดีย์ ระยะหนึ่งแล้วกลับมาโดยมีรัศมีสีเขียวเป็นลูกกลมเท่าผลส้มเกลี้ยง ซึ้งในครั้งนั้นรัชกาลที่ ๖ พร้อมทั้งข้าราชบริพารที่ตามเสด็จก็เห็นทั่วกัน พระองค์จึงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระราชบิดา หรือพระพุทธเจ้าหลวง โดยทรงอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า “อาจเกิดจากสารเรืองแสง แต่ทรงมีข้อสงสัยว่า น่าจะเกิดขึ้นหลังฝนตก... -
“ชีวิตวิบัติ เพราะยินดีพอใจอบายมุขอบายภูมิ” (หลวงตามหาบัว)
เรื่อง “ชีวิตวิบัติ เพราะยินดีพอใจอบายมุขอบายภูมิ”
“คนเราลงได้พอใจเสียอย่างเดียวเป็นถึงไหนถึงกัน ดังเขาซื้อเลขท้ายลอตเตอรี่เงินทองหมด ไร่นาสาโทหมด ถ้าเป็นเรื่องอบายมุขอบายภูมิมันพอใจ เพราะจิตเป็นอบายมุขอบายภูมิเต็มตัวอยู่แล้ว”
(เทศนาธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
วันที่ ๓๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕
“ซื้อทีไรก็ผิดเลขตัวเดียวเท่านั้น เงินมันหมดแล้วไม่มีค้างในกระเป๋า เอ๊า ควายไอ้ตู้เรานั่นยังตัวหนึ่ง ขายเสียได้เงินมาแล้วเอามาซื้อเลขอีกนะเฒ่านะ เลขผิดตัวเดียวอีก หมดไปทั้งสมบัติเงินทองในบ้าน ผิดเลขตัวเดียวอยู่นั้นแหละ สุดท้าย นาเราว่าไงเฒ่านะ เอ๊า เอานาไปขาย ฟาดใส่เลขอีก เป็นยังไงเฒ่าวันนี้ โอ๊ย ผิดเลขตัวเดียวอีกเฒ่า นาไปทั้งทุ่งทั้งแปลงผิดเลขตัวเดียวๆ
นี่คือความพอใจทำ เข้าใจไหม คนเราลงได้พอใจเสียอย่างเดียวเป็นถึงไหนถึงกัน ดังเขาซื้อเลขท้ายลอตเตอรี่นั่นแล เงินทองหมด ไร่นาสาโทหมด วัวควายในคอกหมดยังไม่ถอย ถ้าเป็นเรื่องอบายมุขอบายภูมิมันพอใจ เพราะจิตเป็นอบายมุขอบายภูมิเต็มตัวอยู่แล้ว
นี่กิเลสมันมีอำนาจเรืองอำนาจบน “หัวใจมนุษย์”
ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น -
ท่านอาจารย์ตื้อเคยได้บำรุงพระอานนท์
ท่านอาจารย์ตื้อเคยได้บำรุงพระอานนท์
“ท่านอาจารย์ตื้ออยู่วัดดาราภิรมย์เป็นวัดของเจ้าแม่ดารารัศมี วันปีใหม่เมืองเหนือ ขณะทำวัตรเย็นอยู่นั้น จิตระลึกถึงคุณของพระอานนท์เถระเจ้าเป็นคลังธรรมะว่า…
ธรรมอันเป็นของดีวิเศษนี้ ทรงไว้ได้สืบต่อมาแต่พระพุทธเจ้า เหล่าพระเถระทั้งหลาย แล้วจิตสงบลง นิ่งนานหลายชั่วโมง สมาธิถอนมารู้สึกตัวว่านั่งพนมมืออยู่ แล้วสวดมนต์ต่อ
สักพักหนึ่งมีวัตถุแบนเรียบเหมือนใบผักหนอกใหญ่ขนาดเล็บมือสีดอกพิกุล ๓ ก้อน หล่นตกมาถูกมือ พร้อมได้ยินเสียงบอกลอยมาตามลมว่า… “พระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก”
ท่านอาจารย์ตื้อ จึงเก็บรักษาไว้กราบไหว้บูชา ต่อมาภายหลังได้สร้างเจดีย์บรรจุไว้ในวัดป่าช้าปากทางแม่แตง ใสงามแต่หม่น แบนรูปร่างเหมือนใบผักหนอก
ท่านอาจารย์ตื้อ เคยได้บำรุงพระอานนท์ภายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านอาจารย์ตื้อยังทิ้งปริศนาเอาไว้อีกว่า…
“ผู้ข้าฯ ได้แต่ของลูกศิษย์ แต่ท่านจามจะได้ของอาจารย์ ท่านอาจารย์ลีก็ได้ของอาจารย์”
(หมายความว่า หลวงปู่ตื้อได้แต่พระธาตุพระอานนท์ ท่านพ่อลีได้พระบรมสารีริกธาตุ แม้หลวงปู่จามก็จะได้พระบรมสารีริกธาตุ)
“ตอนนั้นผู้ข้าฯ... -
"อยู่ด้วยกัน อย่าเอาทิฏฐิมานะมาอวดกัน" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
"อยู่ด้วยกัน อย่าเอาทิฏฐิมานะมาอวดกัน"
" .. การปรึกษาหารือกัน "อย่าเอาทิฏฐิมานะไปพูดกัน" หวังความสงบเยือกเย็น หวังความดีความงาม ตั้งจิตเมตตาปรารถนาหวังดีแล้วจึงเข้าหากัน จึงค่อยพูดกันได้ ผู้น้อยผู้ใหญ่ก็พูดกันได้ "อย่าเป็นการเอาฐานะข่มขี่และเหยียดหยามกัน" ผู้ใหญ่พูดกับผู้น้อยก็อย่าเป็นการเหยียดหยามดูถูก
"คนต้องมีทิฏฐิด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ" เรามาปฏิบัติมาละทิฏฐิ แต่ว่ามันไม่ละหรอก ทิฏฐิมันก็มีอยู่ทุกคน ๆ นั่นแหละ ล้วนแต่มากมาย "การเอาทิฏฐิใส่กันแล้วมันไม่มีที่สิ้นสุด" มันต้องละด้วยกัน
"ครั้นหากเรามีทิฏฐิแข็งกระด้าง คนอื่นเขาก็แข็งกระด้างเท่ากัน" แข็งต่อแข็งใส่กันก็แตกหักน่ะซี "ครั้นยอมลดยอมละทิฏฐิมานะคนหนึ่งเสีย ยอมด้านหนึ่งเสีย อีกด้านหนึ่งมันก็อาจจะลดละลงไปได้"
จึงว่า "ศาสนานี้สอนเพื่อความปรองดองสามัคคีเป็นพื้น" เรามาอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้า แล้วไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามันก็ใช้ไม่ได้ ท่านสอน "ให้มีความอดความทน อยู่ด้วยกันแล้ว จงหาความดีต่อกัน ไม่โกรธเกลียดกัน ไม่มีทิฏฐิมานะ" การมุ่งหน้าเข้าหากันได้ เป็นการดีมาก .. "
"การละทิฏฐิมานะ"
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี... -
ทรงฌานสี่ตลอดเวลา..(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ทรงฌานสี่ตลอดเวลา
ถาม : ฌานสี่ได้ตลอดเวลา กับทรงฌานสี่ได้ตามที่เรานึกอยากจะทำ อย่างไหนดีกว่ากัน
ตอบ : ถ้าหากว่าไม่ทรงตลอดเวลา อารมณ์มันก็ยังขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ แต่ว่าถ้าทรงได้ในเวลาที่เราต้องการนี่ ถือว่าสุดยอดแล้ว อยากได้เมื่อไหร่ก็ทำได้ แสดงว่าเก่ง ใช้ได้ ถ้ากิเลสมันกิน ทรงฌานไม่ได้หรอก
ถาม : หลวงพ่อคะ เขาทรงฌานสี่ตลอดเวลาได้อย่างไร มันต้องมีบ้างที่แบบว่าอารมณ์มันถอยลงมา
ตอบ : ต้องบอกว่า กำลังสมาธิ….ถ้าหากว่าเราทำถึงที่สุดของมันแล้ว ซักซ้อมจนคล่องตัว มันจะสามารถทรงกำลังอัตโนมัติของมันเอง แล้วลักษณะของอัตโนมัตินี้ มันสามารถที่จะแบ่งกำลังใจทำอย่างอื่น ขณะนั้นความนิ่งความสงบภายในมันเท่ากับฌานสี่ แต่การเคลื่อนไหว การพูด การทำต่าง ๆ มันเท่ากับอุปจารสมาธิ เขาถึงได้เรียกว่า ฌานใช้งาน
คราวนี้เรื่องของสมาธิมันก็ขึ้นอยู่กับทุกขัง อนิจจัง อนัตตา สามารถเสื่อมไปได้ตามสภาพ แต่ถ้าทำไปถึงระดับหนึ่งแล้วกำลังใจจะทรงตัวอยู่ บางทีกำลังสมาธิลดแต่กำลังใจไม่ได้ลดตามเลย โดยเฉพาะถ้าเป็นพระอริยเจ้าแล้ว กำลังใจในการกดกิเลสมันไม่ได้ลดตาม
แบบเดียวกับที่พระอัสสชิท่านป่วย แล้วอาการเวทนามันเกิดมาก... -
วิธีตัดกามฉันทะ ..(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
วันนี้วันพระตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะเส็ง
ขอให้ทุกท่านมีความสุขในธรรม
วิธีตัดกามฉันทะ
ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย เวลานี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ก็เป็นวาระที่ท่านทั้งหลายจะเริ่มใช้อารมณ์จิตของท่านให้เป็นประโยชน์ เพื่อตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน
สำหรับเมื่อวันวานนี้กระผมได้พูดถึงเรื่องของ “นิพพิทาญาณ” ในหมวดของอานาปานุสสติกรรมฐาน ความจริงก็ยังไม่จบ แต่ทว่าจะขอย้อนรอยถอยหลังสักนิดหนึ่ง ว่าการเจริญกรรมฐานที่จะให้ได้ดี ไม่ใช่ว่าเราจะตั้งหน้าตั้งตาทำแต่สมาธิอย่างเดียว หรือว่าจะทำแต่วิปัสสนาญาณอย่างเดียว ถ้าทำแบบนี้ไม่มีผล การที่จะปฏิบัติให้มีผลจริงๆ นั่นก็คือต้องมีอารมณ์สำรวม
คำว่า “สำรวม” ก็ได้แก่ การระมัดระวัง คือ:-
๑. ระวังศีลอย่าให้บกพร่อง
๒. ระวังสมาธิอย่าให้เคลื่อน
๓. ระวังปัญญาอย่าให้ใช้ไปในด้านของอกุศล
ถ้าท่านทั้งหลายระวังอยู่อย่างนี้เป็นปกติ ผลแห่งการปฏิบัติไม่เป็นของยาก
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิทธิบาท ๔ คือ
ฉันทะ มีความพอใจในอารมณ์กรรมฐานที่เราจะพึงปฏิบัติ
วิริยะ มีความขยันหมั่นเพียร รุกไล่กิเลสให้พินาศไป
จิตตะ... -
ปลูกต้นมะม่วงล้อมวิหาร ตายจากคนไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์
ปลูกต้นมะม่วงล้อมวิหาร ตายจากคนไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์
“..วันที่ 2 ตุลาคม 2531 เวลา 3.00 น. หลังจากเดินจงกรมแล้ว จึงหยิบหนังสือพระไตรปิฎกมาอ่าน พอเปิดก็พบวิมานวัตถุพอดี อ่านดูแล้วคิดว่าดี ท่านอ้างว่าเป็นปฏิปทาของ พระโมคคัลลาน์ เรื่องการเที่ยวสวรรค์ นรกนี้เป็นปกติธรรมดาของทุกท่านที่ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ถ้ามุ่งเอาจริงตาม อิทธิบาท 4 แล้วไม่พ้นความสามารถ ท่านเขียนไว้อย่างนี้
ท่านพระโมคคัลลาน์ท่านไปสวรรค์ ท่านไปพบเทพธิดาองค์หนึ่ง ร่างกายเธอมีแสงสว่างไปทั่วจักรวาล มีสวนมะม่วงรื่นรมย์ เป็นสวนที่มีต้นมะม่วงแพรวพราวสว่างไสวมากเหมือนเอาเพชรมาประดับไว้ ภายในสวนมีวิมานใหญ่ มีโคมดวงใหญ่สว่างไสวมาก มีเสียงดนตรีและนางเทพอัปสรมาก ท่านโมคคัลลาน์ถามนางฟ้าองค์นี้ว่า “อยากทราบว่าเมื่อเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้จึงมีทิพยสมบัติประเสริฐอย่างนี้” เธอตอบว่า “สมัยเป็นมนุษย์ฉันมีจิตเลื่อมใสได้สร้างวิหารถวายสงฆ์แล้วปลูกต้นมะม่วงล้อมวิหารนั้น (วิหารคือ กุฏิใหญ่) เมื่อสร้างเสร็จจึงฉลอง ล้อมต้นมะม่วงด้วยผ้า เอาผ้าทำเป็นผลมะม่วงแล้วประดับด้วยโคมไฟไว้ที่ต้นมะม่วง... -
ตายจากสุนัขชื่อ “ปุย” ไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่ 7
ตายจากสุนัขชื่อ “ปุย” ไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่ 7
“..มีลูกสุนัขตัวหนึ่งมันป่วย เจ้าตัวนี้เกิดมาใหม่ ๆ ตัวเบาเหมือนนุ่น ตัวเล็กที่สุด ต่อมาก็แข็งแรงแล้วก็ป่วย รุ่งขึ้นก็ตายตอนเช้า มันอยู่ข้างล่าง อาตมานอนอยู่ชั้นบนก็เห็นผู้ชาย 4-5 คน นุ่งขาวหุ่มขาวเป็นแบบคนธรรมดา รูปร่างใหญ่เดินเข้ามา อาตมามีความรู้สึกว่าเป็นพรหม จึงถามว่า “มาทำไม” เขาก็บอกว่า “ผมมารับปุยครับ” เจ้าหมาตัวนี้หมายเลข 34 อาตมาเรียกมันว่า “ปุย” เพราะขนปุยเหมือนหมาจู ถามว่า “ปุยคนไหน” ตอบว่า “คนนี้ครับ” ก็เลยถามว่า “ตายแล้วไปอยู่ไหนล่ะ” เขาตอบว่า “อยู่พรหมชั้นที่ 7 เขาเป็นท้าวมหาพรหม เขาลงมาประเดี๋ยวเดียว เขาก็กลับ” แสดงว่าพรหมมารับพรหม..”
*คัดลอกจากหนังสือ ตายไม่สูญ…แล้วไปไหน เรื่องที่ 141 หน้า 306 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน -
ธาตุ ๔ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
ธาตุ ๔
โอกาสนี้ บรรดาท่านทั้งหลายได้สมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อนี้ไปก็โปรดฟังปกิณกะคำสอน คำว่า ปกิณกะ แปลว่า เล็กๆ น้อยๆ
ทั้งนี้ก็เพราะว่า คำสอนหลักใหญ่ๆ เราสอนกันมาแล้ว เมื่อสักครู่นี้ท่านได้ฟังธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงกับพระโมคคัลลาน์ฟังว่า
“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าตรัสเหตุของธรรมนั้น และความดับเหตุของธรรมนั้น สมเด็จพระมหาสมณะตรัสอย่างนี้”
ท่านฟังเพียงเท่านี้ ท่านก็ได้สำเร็จพระโสดาบัน และต่อมาพระโมคคัลลาน์ฟังธาตุกรรมฐาน ๔ จบ ท่านเป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรฟังเวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐานจบ ท่านก็เป็นพระอรหันต์
เป็นอันว่า ความรู้ที่บรรดาท่านทั้งหลายได้ศึกษามาทุกอย่างทุกข้อ ผมเคยได้บอกไว้แล้วว่า กรรมฐานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน ใน กรรมฐาน ๔๐ ก็ดี ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ก็ดี ถ้าท่านจับบทใดบทหนึ่งโดยเฉพาะ กรรมฐานไม่ต้องทั้ง ๔๐ เฉพาะข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม หรือมหาสติปัฏฐานสูตรไม่จำเป็นต้องทั้งหมด ข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม เพราะในนั้นมีทั้งสมถะและวิปัสสนาควบอยู่แล้ว ถ้าท่านทำเข้าถึงจริงๆ ท่านก็เป็นอรหันต์ทุกองค์
วันนี้เมื่อฟังธรรมของท่านทั้ง ๒... -
เป็นคนใจบุญ แต่กลับตายไปเป็นเปรต?? หลวงปู่ชาเตือนให้พึงระวัง!! อย่าหวง อย่าห่วงให้มากนัก…
เป็นคนใจบุญ แต่กลับตายไปเป็นเปรต?? หลวงปู่ชาเตือนให้พึงระวัง!! อย่าหวง อย่าห่วงให้มากนัก…
ความบางตอนจากพระธรรมเทศนาของพระโพธิญาณเถร หรือ “หลวงพ่อชา สุภัทโท” บรรยายธรรมให้กับคณะครู ณ วัดหนองป่าพง
” …ท่านบอกว่า มีคน ๆ หนึ่งเป็นคนที่ใจบุญสุนทาน ตั้งแต่เป็นฆราวาสอยู่ อะไรจะเป็นบุญ อะไรจะเป็นกุศล แกพยายามไปทำ แกก็ทำให้มันดี ทำให้มันละเอียด ทุกอย่างแหละ วางของที่นี่ วางไว้ตรงนี้ ตรงนั้น วางไว้ตรงนั้น ถ้าลูกหลานจับมาเคลื่อน ก็บ่นเสียแล้ว ไม่สบายใจนะ ไม้กวาดต้องวางตรงนี้ กาน้ำวางตรงนั้น เมื่อใครมาทำให้ผิดหวัง ทุกข์เสียแล้ว
แต่แกเป็นคนละเอียดดี ใจบุญ เป็นระเบียบ วันหนึ่งก็คิดได้ เห็นศาลาในป่า ที่คนไปพักอยู่ใต้ร่มไม้ ก็คิดว่า เราจะมาสร้างศาลานี่ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้บุญ พ่อค้าพ่อขายไปมาจะได้พักผ่อนหย่อนใจ จะได้มีความสุขสบาย คิดแล้วแกก็ไปทำ ๆ อย่างดีอยู่ในป่า เพื่อให้คนพัก เมื่อทำเสร็จแล้ว ต่อไปแกก็ตาย วิญญาณไปเกาะอยู่ที่ตรงนั้น คือ มันเกาะแต่เมื่อมีชีวิตอยู่น่ะ เมื่อสร้างศาลาแล้ว แกก็พยายามไปดู มันสกปรกที่ไหน คนมาพักนี่มันเป็นอะไร ยังไง ถ้าคนทำไม่ดีแล้ว แกก็ใจไม่ค่อยดี ถ้าคนทำดี แกก็ใจสบาย... -
แนะนำพระพุทธเจ้าและครูบาศรีวิชัยต้นแบบพระนักพัฒนา
แนะนำพระพุทธเจ้าและครูบาศรีวิชัยต้นแบบพระนักพัฒนา
“มจร”ร่วมกับวิทยาลัยสงฆ์ลำพูนและพศ.ขับโครงการพระสงฆ์กับการพัฒนาภาคเหนือ เจ้าคณะจังหวัดลำพูนแนะจะพัฒนาคนอื่นต้องพัฒนาตัวเองก่อน มีพระพุทธเจ้าและครูบาศรีวิชัยต้นแบบอย่างพอเพียง
ระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2560 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีกิจกรรมการขับเคลื่อนโครงการสังฆพัฒนาวิชชาลัย ครั้งที่ 2 โดยความร่วมมือของ มจร วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน ภายใต้การนำของพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้การนำของพระมหาบุญเลิศ อินทปัญโญ,รศ. รองคณบดีคณะสังคมศาสตร์ ฝ่ายวิชาการ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โดยมีพระสงฆ์และภาคีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง และวัดหนองกวาง บ้านแม่ป๊อกใน ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
กิจกรรมเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 โดยพระเทพรัตนนายก... -
ความกตัญญูกตเวที (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
เรื่อง..ความกตัญญูกตเวที
(วันพุธที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๒)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตาตีติ
ณ โอกาสบัดนี้ อาตมภาพจะแสดงพระสัทธรรมเทศนาใน กตัญญูกถา เพื่อเป็นเครื่องโสรจสรงองคศรัทธาบารมี ที่บรรดาท่านนริศราทานบดีทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลประจำปักษ์ในวันนี้ การที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพากันมาบำเพ็ญกุศลวันนี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเหตุ
ตามที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสแนะนำว่า บุญทั้งหลายย่อมเกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทก็คือ:-
(๑) ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
(๒) สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
(๓) ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
การบำเพ็ญ บุญกิริยา ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นปัจจัยให้บรรดาท่านพุทธบริษัทมีความสุขทั้งชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ และในที่สุดก็จะถึงพระนิพพานเป็นที่สุดต่อไป
แต่ว่าวันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ทุกคนตั้งใจมาบำเพ็ญกุศลทั้ง ๓ ประการครบถ้วนแล้ว คือ:-
(๑) ทานมีแล้ว
(๒) ศีลสมาทานแล้ว
(๓) เวลานี้กำลังสดับรับรสพุทธพจน์เทศนา... -
“หัวหิน”อ่วม! น้ำท่วมมิดถนนเพชรเกษมสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่ง
“หัวหิน”อ่วม! น้ำท่วมมิดถนนเพชรเกษมสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่ง
วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 11.56 น.
วันที่ 21 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าว จ.ประจวบฯ รายงานว่าจากอิทธิพลพายุดีเปรสชัน “คีโรกี” ทำให้เกิดฝนตกหนักในเขต อ.หัวหิน อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน น้ำได้ท่วมมิดถนนหลายสาย เช่นถนนเพชรเกษมสายหลัก บริเวณหน้าตลาดฉัตร์ไชย ซอยหัวหิน 97 ทางยกระดับหนองแกไปจนถึงซอยหัวหิน 112 บริเวณสวนน้ำวานา นาวาหัวหิน มีปริมาณน้ำสูงกว่า 50 ซม.รถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ถนนเลียบคลองชลประทาน โค้งพระจันทร์น้ำท่วมมิดถนนจนไม่เห็นทางโดยมี ตำรวจ สภ.หัวหิน และ มูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน คอยอำนวยความสะดวกด้านจราจรแนะนำให้ใช้เส้นทางถนนบายพาสชะอำ-ปราณบุรีแทน ขณะที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 4 และเจ้าหน้าที่ชลประทานที่ 14 ได้ระดมเจ้าหน้าที่เร่งสูบน้ำบริเวณชุมชนหัวนาและบริเวณด้านหลังวัดเขาไกรลาศลงทะเลให้เร็วที่สุด
สำหรับซอยหัวหิน 102 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ลุ่มน้ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี... -
เจ้าคุณสวีเดนธุดงค์สู่แดนหิมะพระอาทิตย์เที่ยงคืน สอนวิปัสสนาเด็กลูกครึ่งไทยถวายพระราชกุศล"ในหลวงร.9"
เจ้าคุณสวีเดนธุดงค์สู่แดนหิมะพระอาทิตย์เที่ยงคืน สอนวิปัสสนาเด็กลูกครึ่งไทยถวายพระราชกุศล"ในหลวงร.9"
ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย.2560 ที่ผ่านมา พระวิเทศปุญญาภรณ์ (เจ้าคุณสวีเดน) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม ประเทศสวีเดน ทูตสันติภาพ เลขานุการสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ได้เดินทางขึ้นเหนือด้วยรถไฟจากกรุงสตอกโฮล์มสู่เมืองคิรุน่า อันเปนเมืองที่อยู่เหนือสุดของประเทศสวีเดนจากเมืองหลวงไปประมาณ1,500 กิโลเมตร ซึ่งเดินทางด้วยรถยนต่อไปที่เมือง Gällevare เพื่อไปร่วมงานการทำบุญถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และเทศนาเรื่องพระราชายอดกตัญญู
หลังจากนั้นได้นำเด็กๆลูกครึ่งไทยที่เกิดและเติมโตในประเทศสวีเดนได้ฝึกกราบพระและฝึกนั่งสมาธิ ทั้งนี้เพราะเห็นว่าเด็กไทยที่อยู่ห่างไกลเมืองไทยจะเริ่มพูดไทยมิได้ ลืมวัฒนธรรมรวมทั้งความเป็นไทย จึงได้นำธรรมสัญจรด้วยวิปัสสนากรรมฐานนำทางให้เด็กไทยในต่างเดนได้เข้าถึงและรักสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์
ต่อมาได้มาเยี่ยมธรรมะสัจจรเทศนาให้คนไทยฟังที่เมืองคิรุน่า เมืองสุดท้ายของสวีเดนที่มีหิมะปกคลุมและหนาวเย็นที่สุด... -
พระเปิดโรงเรียนตอกเส้น รักษาอาการปวดตามร่างกาย แพทย์ชี้คล้ายทำกายภาพ แนะรักษาแผนปัจจุบันร่วมด้วย
ในโลกออนไลน์ มีการแชร์คลิปจากผู้ใช้ facebook ชื่อ “สีไพร วันอยู่” เปิดภาพพระภิกษุ กำลังใช้ค้อน ตอกหมุดที่ทำจากไม้ ลงไปตามขาของหญิงคนหนึ่ง ลักษณะเหมือนการนวดอย่างหนึ่ง โดยระบุข้อความกำกับคลิปว่า “(ผู้หญิงในคลิป)เป็นโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท 7ปี หมอสั่งผ่า ถูกไล่ออกจากงาน อาตมาจัดให้จบม้วนเดียว ได้ชีวิตใหม่ นี่แหละคนหมดกรรม”
ผู้สื่อข่าว จ.นนทบุรี ไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวที่ ศูนย์ตอกเส้นสีไพร สาขาปากเกร็ด พบว่ามีผู้มารอเข้ารับการรักษาหลายราย ส่วนใหญ่ มีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ ปวดแขนขา และหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่า จะมีผู้มารอรับการตอกเส้นเป็นประจำทุกวัน วันละประมาณ 40 คนไปจนถึง ร้อยกว่าคน โดยหลังรับการรักษาทุกคนจะบอกว่ารู้สึกดีขึ้น และจะกลับมารักษาซ้ำอีก
สอบถามจาก พระมหาสีไพร อาภาธโร พระวัดเกษมสุริยันนาจ อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นอาจารย์สอนตอกเส้น โรงเรียนนวดตอกเส้นสีไพร ที่ทำการใหญ่อยู่ที่ จ.อุทัยธานี และมีการเปิดสาขาหลายจังหวัด พระมหาสีไพร เปิดเผยว่า คนเราทุกวันนี้ทำอะไรซ้ำท่าเดิมนานๆ เช่นนั่งนาน ยืนนาน จนมีปัญหาเรื่องกระดูก มือเท้าชา... -
โลกันตนรก ( พระอาจารย์เล็ก วัดท่าขนุน )
#พระอาจารย์กล่าวถึงโลกันตนรกให้ฟังว่า "โลกันต์เขาลงโทษด้วยความเย็น เป็นนรกขุมเดียวที่อาตมาสนใจไปดู ขุมอื่น ๆ ไม่ไปหรอก เพราะเคยลงมาหมดแล้ว ขาดโลกันต์ขุมเดียวยังไม่ได้ลง จึงต้องไปดู อยากจะรู้ว่าการลงโทษด้วยความเย็นนั้นเย็นขนาดไหน ? ก็เย็นขนาดที่สัตว์นรกตกกระทบผิวน้ำแล้วป่นเป็นผงไปเลย กรอบขนาดนั้นเลย แต่ป่นเป็นผงเฉพาะส่วนของเลือดเนื้อ แต่กระดูกยังอยู่ ลองนึกถึงว่า ลำพังตัวคนก็หนาวจะแย่อยู่แล้ว ถ้าเหลือแต่กระดูกจะหนาวขนาดไหน ? เป็นรสชาติที่อธิบายไม่ได้หรอก นอกจากไปลงเสียเอง สักพักหนึ่งเลือดเนื้อก็กลับมาใหม่ รีบว่ายตะเกียกตะกายเพื่อจะหนีขึ้นฝั่ง บางคนก็ตกอยู่ชิดฝั่งนี้ แต่มองอะไรไม่เห็น ก็ตะกายว่ายไปอีกฝั่ง กว่าจะไปถึงก็อีกไกล ร่างก็แตกกรอบไปอีกรอบหนึ่ง"
☘ถาม : ทำผิดอะไรนักหนาถึงโดนขนาดนี้ ?
ตอบ : ทำผิดประมาณสี่เท่าของอเวจี อย่าคิดว่าไม่มีใครทำได้นะ ตัวอย่างมี ในคัมภีร์เภทธรรมติจักรศาสตร์ของมหายาน เขากล่าวถึงการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่สองว่า ไม่ใช่เกิดจากความวิบัติของสีลสามัญตาแบบของเถรวาท
ของเถรวาทกล่าวว่า... -
ทรงฌานสี่ตลอดเวลา
ทรงฌานสี่ตลอดเวลา
ถาม : ฌานสี่ได้ตลอดเวลา กับทรงฌานสี่ได้ตามที่เรานึกอยากจะทำ อย่างไหนดีกว่ากัน
ตอบ : ถ้าหากว่าไม่ทรงตลอดเวลา อารมณ์ก็ยังขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ แต่ว่าถ้าทรงได้ในเวลาที่เราต้องการนี่ ถือว่าสุดยอดแล้ว อยากได้เมื่อไรก็ทำได้ แสดงว่าเก่ง..ใช้ได้ ถ้ากิเลสกินอยู่ ทรงฌานไม่ได้หรอก
ถาม : หลวงพ่อคะ เขาทรงฌานสี่ตลอดเวลาได้อย่างไร คงต้องมีบ้างที่แบบว่าอารมณ์ถอยลงมา
ตอบ : ต้องบอกว่า ด้วยกำลังของสมาธิ….ถ้าหากว่าเราทำถึงที่สุดแล้ว ซักซ้อมจนคล่องตัว จะสามารถทรงกำลังอัตโนมัติเอง แล้วลักษณะของอัตโนมัตินี้ สามารถที่จะแบ่งกำลังใจไปทำอย่างอื่นได้ด้วย ขณะนั้นความนิ่งความสงบภายในเท่ากับฌานสี่ แต่การเคลื่อนไหว การพูด การทำต่าง ๆ เท่ากับอุปจารสมาธิหรือปฐมฌาน เขาถึงได้เรียกว่า ฌานใช้งาน
คราวนี้เรื่องของสมาธิก็ขึ้นอยู่กับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สามารถเสื่อมไปได้ตามสภาพ แต่ถ้าทำไปถึงระดับหนึ่งแล้วกำลังใจจะทรงตัวอยู่ บางทีกำลังสมาธิลดลงแต่กำลังใจไม่ได้ลดตามไปด้วย โดยเฉพาะถ้าเป็นพระอริยเจ้าแล้ว กำลังใจในการตัดกิเลสไม่ได้ลดตาม
แบบเดียวกับที่พระอัสสชิท่านป่วย แล้วอาการเวทนาเกิดมาก ขนาดร้องครวญครางเลย... -
“พระยายมฝากมาบอก ของดีในการทำบุญ ” (หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
“พระยายมฝากมาบอก ของดีในการทำบุญ ” โดย หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ (หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
(เรื่องการอุทิศส่วนกุศล ท่านพระยายม (ลุงพุฒิ) ท่านมาสั่งให้หลวงพ่อบอกลูกหลาน เมื่อวันปวารณาออกพรรษาปี ๒๕๓๑ ซึ่งหลวงพ่อได้เล่าให้ฟังดังนี้)
พระยายมกับท่านลุง (นายบัญชี) มาเที่ยววันออกพรรษา บอกว่า คนที่ผมจะช่วยได้ต้องเฉพาะคนที่ผ่านสำนักผมเท่านั้นนะ
ถามท่านว่า “ลุงมีข่าวอะไรส่งข่าวบ้างล่ะ?” ท่านบอกว่า “ไม่มี ผมหยุดนรกการ ๓ วัน” รู้จักไหม…ชาวบ้านเขาหยุดราชการ ใช่ไหม ท่านหยุดนรกการ ๓ วัน เมื่อวานนี้ (ออกพรรษา) วันนี้ (ปวารณา) และพรุ่งนี้
ถาม “ทำไม..?” ท่านบอก “วันสำคัญนี่วันมหาปวารณาผมไม่สอบสวน” เลยถามว่า “ถ้าเวลาที่ลุงไม่สอบสวน พวกที่คอยการสอบสวนเขามีอิสระ ใช่ไหม?” ท่านบอกว่า “ตามปกติเขาก็มีอิสระอยู่แล้ว ไอ้ที่ไปยืนที่นั่น เขายืนรอคนไม่ให้ลงนรกเท่านั้นเอง” คือว่า ท่านมีหน้าที่ไม่ให้ลงนรก แต่ก็ต้องไปตามกฎแห่งกรรม ถ้ารู้กฎของบุญนิดหนึ่ง ท่านให้ไปสวรรค์ก่อนเลย ท่านจัดอย่างนั้น
เลยถามท่านว่า “ถ้าเขามีอิสระอย่างนี้ เขาไปได้ไหม?” ท่านบอกว่า “เขาไปไหนก็ได้ ถึงเวลาสอบสวนเขาก็มาเอง กฏของกรรมมันบังคับ” หมายความว่า...
หน้า 342 ของ 440