วัตถุมงคลทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    รับทราบครับขอบคุณครับ
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788677247172.jpg

    อาจารย์นำเคยกล่าวกับ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคคลว่า
    “หากสิ้นบุญฉันแล้ว มีกิจอันใดที่สำคัญก็จงไปหาพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ร่อนพิบูลย์นครศรีฯเถิด ท่านเก่งและแก่กล้าทางญาณสมาธิมาก”

    ประวัติพ่อท่านคลิ้ง(ข้อมูลแน่นๆครับจากหนังสือที่กำลังจะออกมา)
    พ่อท่านคลิ้ง เดิมชื่อ คลิ้ง นามสกุล ฉิมแป้น เป็นบุตร นายแก้ว และ นางทุ่ม ฉิมแป้น เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำปีจอ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๒๙ ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หมู่บ้านที่พ่อท่านเกิดชื่อหมู่บ้านถลุงทอง เป็นบุตรโทน คนเดียวของพ่อ-แม่ ซึ่งมีอาชีพทำนาทำสวน
    ครั้นเจริญวัยอายุได้พอสมควร บิดาได้สอนหนังสือไทยให้ ปรากฏว่า เรื่องราวใดๆ ก็ตามที่บิดาสอนให้ก็สามารถจดจำได้ ครบถ้วน การเขียน การอ่านเป็นไปอย่างรวดเร็ว เฉลียวฉลาดผิดปกติเด็กธรรมดาบิดาถ่ายทอดความรู้ภาษาไทยให้เพียงปีเดียวก็หมดสิ้นความรู้ที่มีอยู่ ปรากฏว่าพ่อท่านอ่านออกเขียนได้สิ้น บิดาเห็นเช่นนั้นจึงอยากจะให้บุตรคนเดียวของตนมีความรู้มากขึ้น ครั้นจะเอาไปเรียนที่ใดก็ไม่เห็นลู่ทาง จึงได้นำไปปรึกษากับ พระอาจารย์ขำวัดถลุงทอง
    พระอาจารย์ขำ เห็นหน่วยก้านดีมีลักษณะเป็นคนมีบุญ จึงได้รับไว้ให้ศึกษาเล่าเรียนด้วย ขณะศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ขำ ก็ขยันขันแข็งในการเล่าเรียน ครั้นกลับบ้านก็ช่วยบิดามารดาทำงานทางบ้านทุกสิ่งสรรพเป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่ และผู้พบเห็นทั่วไป ไม่ผิดหวังกับพ่อแม่ที่มีลูกโทนเพียงคนเดียว
    อายุได้ ๑๗ ปี พ่อท่านเป็นกำลังแข็งขันช่วยกิจการงานทางบ้านได้คล่องแคล่วพอจะแทนบิดามารดาได้ ก็พอดีมารดาถึงแก่กรรมยังเศร้าโศกเสียใจให้กับบิดาและตัวท่านเองมาก ด้วยความกตเวทิตาคุณมารดาและด้วยการส่งเสริมจากบิดา พ่อท่านจึงบวชเป็นสามเณร ตั้งแต่บัดนั้น คือ ปี พ.ศ.๒๔๔๖ โดยพระอาจารย์ขำนำไปบวชเป็นสามเณรให้ที่วัดป่าตอ (ขณะนั้น วัดถลุงทอง ยังไม่มีวิสุงสีมา) โดยนิมนต์เอา เจ้าคุณศรีธรรมราชมุณี วัดหน้าพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช มาบวชให้ นับเป็นนิมิตอันดีเมื่อท่านเจ้าคุณเห็นสามเณรคลิ้งขณะนั้นเข้า ก็ถึงกับกล่าวชมว่ามี ลักษณะบุคลิกดี เป็นผู้มีบุญวาสนา จะสืบอายุพระศาสนาต่อไป และจะสำเร็จกิจ
    ในทางธรรมสูงสุดในภายภาคหน้า เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วก็กลับมาอยู่ยังวัดถลุงทอง ศึกษาอัขระขอมสูตรเลขยันต์ เวทมนต์คาถา วิชาแพทย์แผนโบราณ และโหราศาสตร์ กับ พระอุปัชฌาย์ขำ (ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ขณะที่บวชสามเณรคลิ้ง) ขณะเป็นสามเณรก็รับใช้พระอาจารย์ทุกสิ่งทุกอย่างจนเป็นที่รักใคร่ของพระอุปัชฌาย์ขำเป็นอย่างยิ่ง มีวิชาอันใดก็สั่งสอนให้ไม่ปิดบังหวงแหน
    เมื่อวัยครบจะอุปสมบทเป็นภิกษุได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ บิดาจึงได้ขอร้องให้พ่อท่านอุปสมบทต่อไป ด้วยความเต็มใจของพ่อท่านอยู่แล้วพระอุปัชฌาย์ขำ จึงได้พาสามเณรคลิ้งเดินทางไปอุปสมบทให้ ณ พัทธสีมา วัดป่าตอโดยมีพระอุปัชฌาย์ขำ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเอียด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า “จนทสิร” เมื่ออุปสมบทแล้วก็กลับมาจำพรรษายังวัดถลุงทอง ขยันหมั่นเพียรท่องบ่นมนต์คาถาเป็นประจำเพียงพรรษาได้ไม่มากก็ท่องสวดปาฎิโมกข์และบทสวดมนต์ได้เจนจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบทใดในคัมภีร์ พ่อท่านค้นเอามาท่องจำได้หมด เป็นที่ชื่นชอบของพระอุปัชฌาย์ขำมาก ต่อมาพระอุปัชฌาย์ขำได้ถ่ายทอดวิชาที่มีอยู่ทั้งหมดให้ก็สามารถศึกษา ได้เจนจบ ต้องถึงกับมอบตำราของ หลวงพ่ออยู่ ซึ่งนำมาจากกรุงศรีอยุธยาจำนวนหลายสิบเล่มให้พ่อท่าน พ่อท่านก็ศึกษาจนทะลุปรุโปร่ง พระอุปัชฌาย์เห็นคล่องแคล่วในวิชาการดีแล้วจึงสอนปฎิบัติปัสสนาธุระให้ พ่อท่านก็ปฎิบัติได้สมปรารถนาของอาจารย์อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุอัศจรรย์ใจยิ่ง
    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ พระอุปัชฌาย์ขำได้มรณภาพลง ก่อนมรณภาพก็ได้สั่งเสีย พ่อท่านคลิ้งขอให้สืบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถลุงทองต่อ และฝึกฝนญาณสมาธิให้แก่กล้าเพื่อความหลุดพ้นในขั้นต่อไป อย่าได้ทิ้งเสีย พ่อท่านก็รับคำพระอาจารย์ทั้งสิ้น
    ความกตเวทิตาคุณในอาจารย์อันยิ่งใหญ่ พ่อท่านจึงได้ตั้งใจว่าจะสร้างศาลาโรงธรรมขนาดใหญ่เพื่อตั้งศพอาจารย์ให้สมเกียรติ จึงได้ประชุมชาวบ้านญาติโยมให้ช่วยกันสร้างกุศล เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าของพ่อท่าน โรงธรรมขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๕ เมตร ก็สำเร็จลุล่วงลง ชาวบ้านเห็นความดีของท่านที่มีความตั้งใจแสดงกตเวทิตาอาจารย์แรงกล้าเช่นนั้นจึงพร้อมใจกันนิมนต์ พ่อท่านให้เป็นเจ้าอาวาสสืบมาเป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้าน เป็นที่พักพิงอาศัยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บขจัดทุกข์โศก และอบรมสั่งสอนให้ลูกศิษย์และชาวบ้านตั้งอยู่ในคุณงามความดี
    พ่อท่านคลิ้ง นับว่าเป็นพระเถระที่น่ากราบไหว้ ท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในศีลาจารวัตร ปฏิบัติแต่วิปัสสนาธุระ บำเพ็ญเพียรทางใจทรงไว้ด้วยญาณสมาธิอย่างแก่กล้า ท่านมักจะพูดน้อย และดำรงตนอยู่อย่างสมถะมักน้อย ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีเมตตาธรรม เป็นที่รักใคร่แก่ทุกคนที่พบเห็น ท่านมีเมตตาอยู่ในตนเองอย่างประหลาด ท่านจะสวดมนต์อยู่เสมอในเวลาว่าง และปฏิบัติวิปัสสนาเป็นประจำในยามราตรีอันวิเวก ฉันอาหารเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวัน แต่ร่างกายท่านสมบูรณ์ ใบหน้าแดงผ่องผุดเต็มไปด้วยบุญญาราศี กล่าวกันว่าท่านปกครองพระในวัดด้วยสายตา เพียงแต่มองเท่านั้น ก็ทราบว่าท่านตำหนิหรือชมเชย และสิ่งสำคัญคือ วาจาของท่าน “ศักดิ์สิทธิ์” และเป็นไปได้ทุกประการตามคำทุกคำของท่านที่ได้กล่าวออกไป พ่อท่านคลิ้งมีความสนิทและชอบพอกันดีกับ พ่อท่านคล้าย และพ่อท่านคล้ายมักจะ
    กล่าวยกย่องท่านอยู่เสมอในบรรดาลูกศิษย์เป็นที่ทราบกันดีในระหว่างลูกศิษย์ใกล้ชิด ระหว่าง พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน กับ พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
    เมื่อพ่อท่านคลิ้งกับพ่อท่านคล้ายพบปะกันท่านมักจะดีใจยิ้มแย้มเข้าหากัน และสนทนากันเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ถึงการปฏิบัติธรรมของกันและกันอย่างสนิทสนม เถราจารย์อันแก่กล้าสององค์นี้มีความเหมือนกันเป็นประจักษ์ใน ความศักดิ์สิทธิ์ของวาจา พ่อท่านคล้ายมีความเชื่อมั่นในตัวพ่อท่านคลิ้งมาก ถึงกับเคยพากฐินไปทอดที่วัดถลุงทองถึงสองครั้งด้วยกัน
    เมื่อครั้งที่อาจารย์นำ วัดดอนศาลา พัทลุง ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยพูดถึง พ่อท่านคลิ้ง เสมอ และให้นิมนต์ไปร่วมปลุกเสกมงคลวัตถุชิ้นสุดท้าย คือรูปเหมือนและกริ่งทักษิณชินวโรด้วย

    อาจารย์นำเคยกล่าวกับ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคคลว่า

    “หากสิ้นบุญฉันแล้ว มีกิจอันใดที่สำคัญก็จงไปหาพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ร่อนพิบูลย์นครศรีฯเถิด ท่านเก่งและแก่กล้าทางญาณสมาธิมาก”

    พระผงรูปเหมือน รุ่น ๑๐๐ ปี

    พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง จ.นครศรีธรรมราช
    ปีพ.ศ. ๒๕๒๘

    ผงรูปเหมือน รุ่น ๑๐๐ ปี พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
    จ.นครศรีธรรมราช อนุสรณ์ในวาระครบรอบอายุ 100 ปี สร้างเมื่อปี 2528 เพื่อนำปัจจัยก่อตั้งมูลนิธิช่วยการศึกษา โรงเรียนคีรีราษฎร์พัฒนา โรงเรียนในความอุปการะของพ่อท่านคลิ้ง ได้รับการแผ่เมตตาปลุกเสกโดย 9 พระอาจารย์ดังแห่งเมืองนครศรีฯ คือ

    1. พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง อ. ร่อนพิบูลย์
    2. หลวงพ่อสังข์ วัดเทพมงคล อ. ร่อนพิบูลย์
    3. หลวงพ่อหีต วัดเผือน อ. ร่อนพิบูลย์
    4. หลวงพ่อน่วม วัดหลวงครู อ. เมือง
    5. หลวงพ่อกล่ำ วัดศาลาบางปู อ. เมือง
    6. หลวงพ่อรุ่น วัดมุขธารา อ. เมือง
    7. หลวงพ่อสังข์ วัดดอนตรอ อ. เชียรใหญ่
    8. หลวงพ่อจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ อ. เชียรใหญ่
    9. พระอาจารย์มหาพิษณุ วัดแจ้ง อ. เมือง

    ในการปลุกเสกนั้น พ่อท่านคลิ้งปลุกเสกเดี่ยว 2 ครั้ง และได้นำเข้าพิธีใหญ่ที่วัดถลุงทอง จัดขึ้นเมื่อ 27 ก.ค.ด้วย พ่อท่านจันทร์ปลุกเสกเดี่ยว 3 คืน พ่อท่านน่วมปลุกเสกแล้วบอกว่า เหรียญและพระผงรุ่นนี้ เข้มขลังมาก เพราะการจัดสร้างมีความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง มีเจตนาดี ขอให้การจัดตั้งมูลนิธินี้ จงสำเร็จไปด้วยดี... พระอาจารย์มหาพิษณุ ผู้ปลุกเสกปิดท้ายรายการนั้นบอกว่า ขนาดนั่งปรกปลุกเสก ได้เห็นรัศมีพุ่งออกมาจากตัววัตถุมงคล ท่านว่าวัตถุมงคลรุ่นนี้ มีความเข้มขลังมากจริงๆ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260906_142541.jpg IMG_20260906_142608.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 กันยายน 2026
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788684247383.jpg FB_IMG_1788684243902.jpg FB_IMG_1788684241226.jpg FB_IMG_1788684257958.jpg FB_IMG_1788684260915.jpg FB_IMG_1788684264191.jpg FB_IMG_1788684273979.jpg FB_IMG_1788684276782.jpg FB_IMG_1788684280042.jpg FB_IMG_1788684282574.jpg FB_IMG_1788684285224.jpg FB_IMG_1788684288120.jpg FB_IMG_1788684290686.jpg FB_IMG_1788684293829.jpg

    ประวัติหลวงพ่อเวก

    หลวงพ่อเวกวุฑฒิปัญโญ "วัดลาดศรัทธาราม"เพชรบุรี
    พระครูสุภาณีวิทยาคุณ หรือ หลวงพ่อเวก วุฑฒิปัญโญ อดีตเจ้าอาวาส วัดลาดศรัทธาราม ต.บ้านลาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี และอดีตพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก วัตถุมงคลของท่านเป็นหนึ่งในตำนานพระเครื่องเมืองเพชรบุรี ที่มีประสบการณ์มากมาย

    มีนามเดิมว่า เวก คุ้มจินดา พื้นเพเดิมเป็นคนท่ายาง จ.เพชรบุรี เกิดเมื่อวันพุธ ที่ 13 ต.ค.ศ.2452

    ต่อมาครอบครัวย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพที่คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม

    เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2472 ณ วัดจินดาราม อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยมีพระราชธรรมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อเงิน จันทสุวัณโณ วัดดอนยายหอม เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนนามพระอนุสาวนาจารย์ และพระกรรมวาจาจารย์นั้น ไม่มีการบันทึกไว้

    หลังอุปสมบท ตั้งใจใฝ่รู้ขยันหมั่นเพียรศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยวิปัสสนากัมมัฏฐาน และศาสตร์ต่างๆ จากหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ผู้เป็นอาจารย์อย่างเคร่งครัด กระทั่งมีความรอบรู้ชำนาญแตกฉานในศาสตร์ต่างๆ ตามแบบอย่างของผู้เป็นอาจารย์

    นอกจากความแตกฉานด้านพระธรรมวินัย ในช่วงราวปี พ.ศ.2480 หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้จัดสร้างวัตถุมงคลบารมีสิบทัศ เป็นจุดเริ่มต้นที่หลวงพ่อเวกได้ศึกษาวิชาจัดสร้างพระบารมีสิบทัศ จากหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จนแตกฉาน

    ต่อมาพระเวกได้ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดเกาะแก้วสุทธาราม

    เมื่อเจ้าอาวาสวัดลาดศรัทธารามได้ว่างลง ชาวบ้านจึงนิมนต์พระเวกไปเป็นเจ้าอาวาส

    เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูสุภาณีวิทยาคุณ"

    หลวงพ่อเวก ประพฤติตนตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัย ท่านได้สร้างคุณูปการมากมาย ตลอดจนก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์พัฒนาถาวรวัตถุศาสนสถาน เพื่อสืบต่อพระศาสนา เป็นประโยชน์ต่อพระสงฆ์ สามเณรและ พุทธบริษัทต่างๆ มากมาย จนเป็นที่เลื่อมใสได้รับความเคารพ

    พ.ศ.2512 จัดสร้างพระพุทธรูปประจำวัดลาดศรัทธาราม นามว่า พระพุทธหิรัญราช เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธศิลป์งดงาม องค์พระนั่งขัดสมาธิอย่างปางสมาธิ พระหัตถ์เบื้องขวาห้อยพาดบนพระชานุ (เข่า) หันฝ่าพระหัตถ์ไปข้างหน้า พระหัตถ์ซ้ายพาดแบอยู่บนพระเพลา (หน้าตัก) บนพระหัตถ์วางไว้ด้วยโถน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ โดยมีหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เป็นองค์ประธานเททองหล่อ

    ด้านวัตถุมงคลมีมากมาย อาทิ พระผงรุ่นต่างๆ แต่ที่ได้รับความนิยมสูง คือ พระบารมีสิบทัศพระพุทธหิรัญราช

    ได้รับความเมตตาแนะนำจากหลวง พ่อเงิน วัดดอนยายหอม ผู้เป็นอาจารย์ ให้จัดสร้างพระพุทธหิรัญราช พิมพ์บารมีสิบทัศขึ้น หลวงพ่อเวกจึงเสาะหา รวบรวมมวลสารเพื่อจะนำสร้างพระซึ่งท่านสามารถหามวลสารมาได้ครบถ้วนตามตำราโบราณ

    พระพุทธหิรัญราช พิมพ์บารมีสิบทัศ วัดลาดศรัทธาราม หลวงพ่อเวก จัดสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2490-2500 โดยมีหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ผู้เป็นอาจารย์เป็นประธานในพิธีและร่วมปลุกเสก

    มีสัณฐานองค์ขนาดใหญ่เป็นทรงคล้ายห้าเหลี่ยม มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ป้อม และพิมพ์ชะลูด พุทธลักษณะด้านบนมีพระพุทธรูปประทับยืน 5 องค์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

    หลวงพ่อเวก ดำรงตนอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์แห่งพระธรรม เป็นศูนย์กลางแห่งความเคารพศรัทธาให้กับพุทธ ศาสนิกชนนานกว่า 50 ปี

    มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันอังคารที่ 6 พ.ค.2523 สิริอายุ 72 พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญพระหิรัญญาราชปี ๒๕๑๒

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ


    IMG_20260906_161757.jpg IMG_20260906_161825.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กันยายน 2026
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788797338731.jpg
    ครั้งหนึ่งหลวงพ่อมหาวิบูลย์ได้ทำการจารพระอยู่ในห้องส่วนตัวด้านใน ในขณะนั้นก็มีลูกศิษย์เป็นนายทหารมากราบท่าน และนั่งรออยู่ด้านนอกห้องซักพักก็มีเสียง ดัง แก๊ก เหมือนเสียงเหรียหล่น
    ลงมากระทบพื้น คนที่นั่งรอก็หันไปมองตามเสียงปรากฏว่าเป็นเหรียญหันข้างรุ่นแรกของท่านกำลังกลิ้งอยู่ที่พื้นหน้าห้อง โดยที่ห้องนั้นก็ยัง
    ปิดสนิทเหมือนเดิม เมื่อเห็นดังนั้นเค้าจึงคว้าเหรียญดังกล่าว เก็บโดยไว เพราะคิดว่าเทวดาให้ศิษย์ทหารคนดังกล่าวเก็บเรื่องนี้มาเงียบๆจนวันหนึ่งได้กราบหลวงพ่อสุจินต์ที่เป็นศิษย์หลวงพ่อมหาวิบูลย์ศิษย์ทหารจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้หลวงพ่อสุจินต์ฟัง
    เมื่อหลวงพ่อสุจินต์ได้ฟังจึงไปสอบถามกับหลวงพ่อมหาวิบูลย์ หลวงพ่อมหาวิบูลย์จึงบอกว่า ในตอนนั้นกำลัง ลงจารวัตถุมงคลด้วยวิชา นะปัดตลอด ซึ่งท่านได้ร่ำเรียนมาจากหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลีเหรียญที่ทะลุจากผนังห้องออกมาอาจจะเป็นผลพลอยได้จากอานุภาพของวิชาที่ท่านกำลังใช้อยู่
    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฮือฮามากในหมู่ศิษย์ครับ

    เหรียญแลกชีวิตเมื่อหลายปีก่อนมีโอกาศไปกราบหลวงมหาวิบูลย์ได้ไปฟังธรรมะหลายๆอย่างจากท่านท่านเมตตาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังมากมายทั้งที่เป็นธรรมะ
    และเรื่องตื่นเต้นเร้นลับ (หากมีเวลาจะเอามาเล่าให้ฟัง)
    ในวันนั้นผมได้นำเหรียญพระพุทธสิหิงค์ ปี 2537
    ไปให้ท่านเมตตาอธิษฐานจิตเพิ่มให้พร้อมๆกับของเพื่อนๆ
    เมื่อท่านอธิษฐานจิตเสร็จท่านก็หยิบเหรียญนี้ขึ้นมาแล้วบอกว่าเหรียญนี้บางคนก็เรียกว่าเหรียญแลกชีวิตแล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า มีคนในแม่สอดมาเล่าให้ท่านฟังว่ามีชาวกระเหรี่ยงได้รับแจกเหรียญนี้ไปด้วยความศรัทธาท่านจึงนำไปห้อย แล้วเกิดการหักหลังกันในกลุ่มจึงโดนตามล่า หนีไปได้หลายครั้ง สุดท้ายก็ไปไม่รอดถูกจับได้ แล้วเค้าจับเอามือมัดไพล่หลัง เอาจ่อปืนยิงหัวแต่ยิงเท่าไรก็ไม่ได้ สุดท้ายคนยิงก็ล้วงเอาพระออกมาเมื่อเห็นเป็นพระท่านก็ได้สติและบอกกับคนที่ถูกยิงว่าจะให้โอกาศในครั้งนี้แต่จะต้องถอดเหรียญให้เค้า

    เพื่อแลกกับชิวิตในครั้งนี้และต้องหายไปอย่ามาให้เค้าเห็นหน้าอีกจึงเป็นที่มาของชื่อเหรียญแลกชีวิตท่านพระอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ เป็นพระโพธิสัตว์ที่ลาพุทธภูมิและเข้าพระ นิพพานแล้ว ก่อนท่านจะนิพพาน เกศาท่านปลงภายในวันเดี่ยว แปรสภาพพระธาตุ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก และองค์ท่านอมชมพู มีรัศมี เหมือนพระอรหันต์จะนิพพานแล้ว และนิพพานอย่างสงบ ทรงสติสัมชญะสมบูรณ์มาก

    หลวงพ่อพระมหาวิบูลย์ วัดโพธิคุณ จ.ตาก เป็นเจ้าอาวาส รูปแรกของวัดโพธิคุณ (วัดห้วยเตย) ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๑ หลวงพ่อท่านเป็นนักปฏิบัติธรรมที่เคร่งครัด มีระเบียบวินัยและอีกทั้งเป็นนักพัฒนาอีกด้วย ตลอดที่ท่านอยู่กับวัดโพธิคุณ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด โดยไม่ได้เห็นความเหน็ดเหนื่อยใด ๆทั้งสิ้นและยังมีลูกศิษย์อีกมากมายพร้อมใจกันมาร่วมสร้างวัดให้เจริญให้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ท่านเป็นศิษย์ของพระอาจารย์หลายรูป เช่น - หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต เจ้าอาวาสวัดอริยวงศาราม จังหวัดราชบุรี ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต - พระธรรมโกศาจารย์ (หลวงพ่อพุทธทาสอินทปญฺโญ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับโอวาทจากพระเดชพระคุณท่าน - พระครูพิพัฒน์ธรรมคุณ (หลวงพ่อเตียงเนกขมฺโม) วัดเขารูปช้าง จังหวัดพิจิตร ได้ศึกษาวิทยาคมที่ได้สืบทอดมาจากหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร และศึกษาการทำตะกรุดจากท่าน - หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ศึกษาธรรมะและเข้าถึงสมาธิตลอดทุกอิริยาบถอย่างเคร่งครัด และยังได้ศึกษาจากพระครูสังฆรักษ์ (ชม อนํคโณ) วัดเขานันทาพาสุภาพ จังหวัดปราจีนบุรี) พระครูวิสุทธาจารเณร (เทียม สิริปญฺโญ) วัดกษัตราธิราช จังหวัดอยุธยา และพระโพธิญาณเถร (ชา สภทฺโท) วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี , หลวงพ่อพระวิเชียรมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดอินทาราม หลวงพ่อพระวิเชียรมุนี นี้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อเจ้าคุณทักษิณคณิสร วัดอินทาราม พระผู้สร้างพระเพชรหลีกเพชรกลับอันโด่งดัง พระ อาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ เป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ที่ลาพุทธภูมิและเข้าพระนิพพานแล้ว ในวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ก่อนท่านจะนิพพาน เกศาท่านปลงภายในวันเดี่ยว แปรสภาพพระธาตุ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก มีลูกศิษย์หลายท่าน ขออนุญาตสร้างวัตถุมงคลจากหลวงพ่อพระมหาวิบูลย์ แต่จะให้สร้างเฉพาะพระพุทธเท่านั้น และเหรียญพระพุทธ รุ่นแรกของท่าน (เหรียญรัตนรังสี) ก็เป็นที่นิยมและต้องการ ในเหล่าลูกศิษย์ที่เคารพรักท่าน ลพ.ฯจะไม่อนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลที่เป็นรูปของท่าน จนกระทั้ง ปี๒๕๓๘ ซึ่ง ลพ.ฯมีอายุครบ ๖๐ปี ท่านได้รับการขอร้องจากลูกศิษย์ ขอสร้างวัตถุมงคล ที่มีรูปของท่าน คือเหรียญ รูปเหมือนรุ่นแรกของท่าน จัดทำโดย กองกษาปณ์ กรมธนารักษ์วัตถุมงคลต่างๆหลายรุ่นของหลวงพ่อ มักจะถูกกำหนดให้ สร้างขึ้นเนื่องในงานพิธีต่างๆ เช่น งานทอดกฐินของวัดโพธิคุณ , เนื่องในงานวันเกิดของหลวงพ่อ ๕ มีนาคม ของทุกปี และในงานสำคัญอื่นๆครับ

    ชาติภูมิ
    ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ พุทธญาโณ เกิดที่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง (โพธิ์ทะเลเดิม) จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ บิดามารดาประกอบอาชีพด้วยการทำนาเช่นชาวนาชนบททั้งหลายในสมัยนั้น
    ท่านมีพี่น้องร่วมอุทร ๔ คน เป็นหญิง ๒ ชาย ๒ ท่านเป็นบุตรคนโต

    อยากบวชมาตั้งแต่เด็ก
    ท่านเปิดเผยว่าไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด ท่านอยากจะบวชเป็นสามเณร เป็นพระภิกษุมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ขัดที่เป็นลูกชายคนโตถ้าท่านออกบวชทางครอบครัวก็จะไม่มีคนช่วยทำงาน
    ความอยากที่จะบวชนั้น ท่านได้เดินทางไปยังวัดพระศรีมหาธาตุจังหวัดพิษณุโลก เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทย โดยท่านบอกว่า
    “ อาตมาได้ไปเห็นพระพุทธชินราชในครั้งนั้นแล้ว เกิดความเลื่อมใสศรัทธามนพระศาสนามากจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้หลวงพ่อพระพุทธชินราชช่วยให้อาตมาได้บวชเถิด ถ้าบวชแล้วจะไม่สึกตลอดชีวิต ”
    ...อย่างไม่คาดคิด
    ปีที่ท่านจะได้บวชเป็นสามเณร ทั้ง ๆ ที่มีอายุ ๒๐ แล้ว แต่ยังไม่ครบปีดี เพราะท่านเกิดปลายปี มีเหตุอยู่ว่า
    ในปีนั้นท่านไปทำนาอยู่กับโยมผู้ชายของท่าน และในขณะนั้นฝนตกชุก ปลาพล่านไปมา ก็เลยนึกอยากจะทำลอบดักปลาจึงไปเอาไม้ไผ่มาเหลาเป็นซี่ลอบ
    แต่เมื่อท่านกำลังนั่งเหลาซี่ลอบอยู่ดี ๆ นั้น เกิดเป็นตะคริวขึ้นที่มือ ทำให้ไม่สามารถจะเหลาไม้ไผ่ต่อไปได้ ท่านจึงเรียกน้องชายของท่านให้ช่วยมาบีบนวดมือให้
    “ แล้วอาตมาก็หมดความรู้สึกไปตั้งแต่เช้า มารู้สึกตัวอีกครั้งตอนเที่ยงคืน
    โยมแกก็ถามว่า อาตมาไปบนอะไรไว้บ้าง อาตมาก็บอกไปตามความจริง แกเลยพูดขึ้นว่า ถ้าอยากบวชถึงขนาดนี้ก็บวชไป อาตมาก็เลยได้บวชสมกับที่ปรารถนามาช้านาน ”
    แต่การบวชครั้งนั้นเป็นเพียงบรรพชาเป็นสามเณร โดยท่านได้ไปบรรพชาที่วัดไผ่ท่าโพธิ์มี พระครูธรรมาภิรัตน์ เป็นพระอุปัชฌาย์
    ครั้นบวชเณรได้พรรษาหนึ่งท่านก็เริ่มไปศึกษานักธรรมบาลีที่วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนากจังหวัดพิจิตร จนใกล้จะสอบก็ต้องสึกเพราะโยมผู้ชายของท่านเกิดเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน !

    ฝันประหลาด
    ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ เล่าถึงคืนที่โยมผู้ชายจะเสียชีวิตว่า
    ในคืนนั้นท่านซึ่งกำลังป่วยหนักด้วยไข้รากสาดได้เกิดไข้สูงกว่าทุกวัน ทั้งท้องเดิน ทั้งอาเจียนจนคล้ายจะสลบไป ก็มียมทูตจำนวนสี่นายล้วนนุ่งผ้าแดง ตัวเปล่าเปลือยรูปร่างกำยำสูงใหญ่ จะเข้ามาจับท่าน
    ท่านเห็นท่าไม่สู้จะดีก็ออกวิ่งหนีไปถึงหนองน้ำแห่งหนึ่งจึงกระโดดลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้กองผักตบชวา
    ยมทูตตามท่านมาถึงหนองน้ำก็กระโดดลงไปในหนองน้ำนั้น ๓ นาย เหลืออีกนายหนึ่งให้ยืนเฝ้าปากทางไว้ ซึ่งท่านเล่าถึงตอนนี้ว่า
    “ อาตมาคำนวณดูกำลังเห็นว่ายมทูตในน้ำมีถึง ๓ คน เห็นจะสู้ไม่ไหว ก็ตัดสินใจผละจากกองผักตบชวาขึ้นจากหนองน้ำไปสู้กับยมทูตที่เฝ้าปากทาง
    ยมทูตคว้าอาวุธจะมาทำร้ายอาตมาแย่งมาได้ ก็พอดีรู้สึกตัวแล้วก็หายป่วยแต่นั้นมา ”
    ในคืนเดียวกันนั้นเอง โยมผู้ชายของท่านก็ฝันไปว่า เห็นใครก็ไม่ทราบมีจำนวน ๔ คน ไล่จับสามเณรลูกชายของตน แล้วเอาโซ่เหล็กมามัดตัว พลางถามสามเณรว่า “ รับได้ไหม? รับได้ไหม? ”
    ฝ่ายโยมผู้ชายเมื่อเห็นเขาทรมานลูกชายเช่นนั้นก็เกิดความสงสาร ก็เลยหันมาถามลูกของตนว่า
    “ เณรรับเขาได้หรือไม่ได้ก็บอกเขาเถิด ”
    “ ในฝันของโยมผู้ชายนั้นแกบอกว่า อาตมาว่ารับได้
    พอบอกว่ารับได้เท่านั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่ทราบ มาจับตัวอาตมาพุ่งลงแม่น้ำไป
    โยมผู้ชายก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็ปลุกโยมผู้หญิงแล้วเล่าให้ฟังไว้ พอวันรุ่งขึ้นโยมผู้ชายก็เสียเลย !” ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์เล่า

    อุปสมบท
    เมื่อจัดการฌาปนกิจศพบิดาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ช่วยมารดาของท่านเกี่ยวข้าว เพราะในปีนั้นทางบ้านทำนาไว้มากไม่มีกำลังคนจะเกี่ยวข้าวเพียงพอ ครั้นเกี่ยวข้าวเสร็จอายุท่านก็ครบเป็นพระได้
    ตามปกติธรรมดาของชาวชนบทในสมัยนั้น เมื่อบ้านใดจะบวชลูกชาย ก็จำต้องป่าวประกาศเชิญแขกเหรื่อมาในงานทำขวัญนาค และมารดาของท่านอาจารย์วิบูลย์ก็ต้องการที่จะจัดงานเช่นนั้น โดยเตรียมเครื่องอัฐบริขารไว้แล้วจะไปเชิญหมอทำขวัญนาค
    แต่ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้ชิงบอกแก่มารดาของท่านในตอนนั้นเสียก่อนว่า ท่านต้องการบวชเงียบ ๆ และจะไปบวชเองเพียงแต่ขอให้มารดาอนุญาตเท่านั้นมารดาท่านก็นิ่งอั้น
    ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ ก็หอบเครื่องอัฐบริขารไปที่วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนาก โดยลำฟัง แต่มารดาของท่านได้ตามไปทันในวันรุ่งขึ้น
    ก่อนที่จะบวชในคืนนั้นท่านพักอยู่ที่ศาลา โกนศีรษะเรียบร้อยแล้ว ท่านหลับไปก็ฝันว่า ไปพบบิดาที่หน้าประตูโบสถ์
    ในความฝันนั้นท่านเป็นนาคแล้วโดยนุ่งขาวห่มขาวเป็นอันดี
    ท่านเห็นบิดาของท่านมายืนอยู่เช่นนั้น ก็กล่าวชวนว่า
    “ พ่อเข้าไปในโบสถ์ด้วยกันเถิด ” แต่บิดาไม่ยอมพูดด้วย ท่านก็นึกเสียใจว่าทำไมบิดาไม่ยอมพูดไม่ยอมเข้าไปในโบสถ์ร่วมบวชท่าน
    ในฝันนั้นท่านนึกเสียใจจนร้องไห้ออกมา ครั้นตื่นขึ้นหมอนหนุนศีรษะเปียกน้ำตาไปหมด
    รุ่งขึ้นในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๙๙ ท่านก็อุปสมบท ณ วัดชัยมงคล อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร มี ท่านพระครูวิเศษธัมมวินิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์

    มุ่งมั่นบุกบั่นเรียน
    ครั้นท่านอุปสมบทบทเป็นพระนวกะที่วัดชัยมงคลแล้ว ก็เรียนทั้งบาลีและนักธรรมควบคู่กันไป
    ตามธรรมดานั้นพระนวกะจะต้องเรียนถึง ๓ ปี จึงจะสมัครสอบบาลีได้ แต่ท่านอาจารย์วัดชัยมงคลเห็นท่านเรียนเก่ง พอเรียนได้ ๒ ปี ก็ให้ท่านเข้าสอบนักธรรมตรีกับเปรียญ ๓ ผลปรากฏว่าท่านสอบนักธรรมตรีได้ แต่สอบเปรียญ ๓ ตก ท่านเล่าว่า
    “ พอสอบตกอาตมาอายเขาก็หนีมาจำพรรษาที่วัดค้างคาวจังหวัดลพบุรี มาเรียนบาลีที่วัดบัวเรียนได้พรรษาหนึ่ง ก็เข้าสอบนักธรรมโทคู่กับเปรียญ ๓
    ผลออกมาสอบได้นักธรรมโทแต่ตกเปรียญ ๓ อีก อาตมาก็ลงมากรุงเทพฯ มาพำนักอยู่วัดอินทาราม ตลาดพลูนี้ เมื่อปี ๒๕๐๑ ตั้งใจว่าจะเรียนเปรียญให้จงได้ถ้าเรียนไม่ได้ก็ให้ตายหมดเรื่องไป
    จึงพยายามมุมานะดูหนังสือแต่เกิดป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบเสียอีก ต้องเข้าโรงพยาบาลไปผ่าตัดไส้ติ่ง
    หลังจากผ่าตัดแล้วก็มุมานะเรียนบาลี ก็สอบได้เปรียญ ๓
    จากนั้นก็เรียนต่อจนถึงปี ๒๕๐๔ โดยเรียนนักธรรมเอกกับวิชาครูที่กรมฝึกหัดครู ซึ่งสมัยนั้นเขาเปิดรับพระเณรเข้าเรียนได้ ก็สอบได้นักธรรมเอกและวิชาครู จึงเลิกเรียน แล้วไปเรียนพระอภิธรรมที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ ของท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ อยู่พรรษาหนึ่ง ”
    ไม่เชื่อก็ต้องลอง
    ผู้เขียนได้นมัสการกราบเรียนถามท่านถึงสาเหตุที่มาปฏิบัติธรรมทั้ง ๆ ที่เป็นพระนักศึกษามาก่อน ท่านอาจารย์มหาวิบูลย์ได้เปิดเผยว่า
    “ สาเหตุที่อาตมามาปฏิบัตินั้น เพราะเคยเข้าใจว่าธรรมะอยู่ที่การเรียน คือการศึกษาเล่าเรียนอาจจะทำให้เข้าใจธรรมะดี
    แต่เรียน ๆ ไปจนได้นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก และมหาเปรียญแล้วก็รู้สึกเหมือนเดิมไม่มีความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดสุขก็ยังสุข ทุกข์ก็ยังทุกข์จิตใจไม่ดีขึ้น ก็เลยมาค้นหาธรรมะ ว่าธรรมะที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน ธรรมะนั้นเป็นอย่างไร
    ตอนนั้นอาตมาเกิดอคติต่อธรรมะ คือแทบไม่เชื่อว่าธรรมะนั้นมีจริง ! คิดว่าเป็นเพียงตัวหนังสือที่ชาวบ้านเขาเขียนกันขึ้นมาให้คนเรียนเท่านั้น
    อาตมาเข้าใจอย่างนั้น มีความเห็นผิดขนาดนั้น ! ต่อมาจึงได้ตัดสินใจ หลังจากได้ยินท่านพระครูประกาศพูดบ้าง ครูบาอาจารย์ท่านพูดบ้าง
    ครูบาอาจารย์ที่รู้จักมักคุ้นโดยเฉพาะ “ หลวงพ่อใหญ่ ” (ท่านเจ้าคุณวิเชียรมุนี) เจ้าอาวาสวัดอินทารามสมัยโน้น ท่านเป็นพระภาวนาแต่เป็นพระสันโดษ ท่านไม่ค่อยพูด อยู่เงียบ ๆ ท่านเรียกไปพูดให้ฟังก็เลยลองตัดสินใจภาวนาจากตำรา
    มานั่งภาวนาอยู่ในกุฎิคืนหนึ่ง ผลก็คือรู้จักเหตุรู้จักผลดีขึ้น จิตใจสงบลง
    อาตมาภาวนาโดยใช้เพ่งกสิณเพ่งน้ำอยู่คืนหนึ่ง รู้สึกสบายดี ก็เลยตั้งใจจะลองภาวนาดูสัก ๖ เดือน ถ้า ๖ เดือน ไม่รู้อะไรเลยก็จะเลิกแล้ว ไม่เชื่อแล้วธรรมะนี้ ”

    ปฏิบัติกันขั้นอุกฤษฏ์
    เมื่อท่านอาจารย์มหาวิบูลย์พุทธญาโณ ตัดสินใจเช่นนั้น ท่านก็เริ่มปฏิบัติและปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง โดยใช้คำภาวนา “ พุท-โธ ” บ้างใช้ภาวนา “ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ” บ้าง
    แต่ส่วนมากใช้ อาโปกสิณ หรือไม่ก็ เตโชกสิณ ท่านบอกว่าเป็นวิธีที่ง่ายหน่อย รวมจิตเร็ว
    การปฏิบัติของท่านอาจารย์มหาวิบูลย์นั้น ท่านปฏิบัติอยู่ในสามอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่มีการนอนตลอด ๖ เดือน !
    ยืนก็ภาวนา เดินก็ภาวน นั่งก็ภาวนา เพ่งกสิณบ้าง ถึงกระนั้นท่านยังบอกว่าสองเดือนแรกไม่เห็นผลอะไร พอเข้าเดือนที่สามจึงรู้สึกจะได้ผลดี จิตมีความรู้แปลก ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็เกิดรู้ขึ้น อะไรที่แปลกปลอมเข้ามา จิตก็เริ่มรู้ทันเร็วขึ้น ธรรมะที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ผุดขึ้นมาในใจ
    การปฏิบัติของท่านตอนนั้นทำให้สุขภาพทรุดโทรม ร่างกายผ่ายผอม แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ท่านต้องการเห็นธรรมะ ท่านต้องการรู้ธรรมะ แม้ตัวจะตายท่านก็ยอม
    “ พออาตมาปฏิบัติได้ครบ ๖ เดือนก็เข้าป่า ” ท่านบอก
    การธุดงค์ครั้งแรก
    ครั้งแรกที่ท่านแบกกลดสะพายบาตรออกจากวัดอินทารามตลาดพลูนั้น ท่านธุดงค์ไปอยู่ที่เกาะสีชัง โดยถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด
    เมื่อไปอยู่เกาะสีชังพักหนึ่งเห็นผู้คนชักจะพลุ่กพล่าน ท่านก็หนี ธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ ท่องเที่ยวหาวิเวกไปตั้งแต่พิษณุโลก แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่
    ท่านบอกว่า “ อาตมาไม่ได้ไปแต่แม่ฮ่องสอนเท่านั้น ”
    การธุดงค์ของท่านนั้นปฏิบัติเป็นประจำทุกปี นับแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ ถึงปัจจุบันนี้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระนางพญาหลังธรรมจักรหลวงพ่อมหาวิบูลย์ วัดโพธิคุณ จ.ตาก

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    (ปิดรายการ)

    IMG_20260907_231447.jpg IMG_20260907_231516.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กันยายน 2026
  5. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,922
    ค่าพลัง:
    +8,173
    ขอจองครับ
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788942381349.jpg

    หลวงพ่อสารันต์
    วัดดงน้อย ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี

    พระครูจันทสิริธร (หลวงพ่อสารันต์ จนฺทูปโม)
    ก่อนบวช ชื่อเดิม เด็กชายสารันต์ เนียมสุริยะ เกิดวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๙๐ ณ บ้านเลขที่ ๑๑ หมู่ที่ ๓ บ้านปราสาท ตำบลปราสาท อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อายุ ๑๔ ได้บรรพชาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ อายุได้ ๒๐ ปีบริบูรณ์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๐ ณ พัทธสีมาวัดปราสาท ตำบลปราสาท อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์การศึกษา ตลอดเวลาที่อยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์สมณะเพศนั้นมีความสนใจในการศึกษาทางพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังทั้งทางแผนกปริยัติและปฏิบัติโดยเฉพาะภาคธรรมปฏิบัติสภาพธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิต และวิชาไสยศาสตร์ เวทมนตร์ อาคมคาถาและโหราศาสตร์ ทางโลกสนใจในทางการปกครองและบริหารการปฏิบัติธรรม ท่านสนใจในการค้นคว้าแสวงหาแนวทางปฏิบัติสมาธิภาวนาและวิปัสสนา ภาวนา โดยออกจาริกธุดงค์วัตรรุกมูลตามสถานที่ต่างๆอยู่เสมอ นอกจากประเทศไทยแล้วยังจาริกธุดงค์เข้าไปลาว เขมร พม่า มาเลเซียโดยเฉพาะเขมรนั้นเป็นระยะเวลาหลายปี เพื่อศึกษาแสวงหาสำนักปฏิบัติธรรมอาจารย์ที่สอนกัมมฐานและวิชาไสยศาสตร์จากพระอาจารย์หลายท่านระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๐ ไปพำนักศึกษาปฏิบัติพระกรรมฐานและ บาทตากผ้า จ.ลำพูน,ศึกษาพระกรรมฐานกับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร,ไปขอศึกษาปฏิบัติธรรมพระกรรมฐานจากหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่,ย้ายไปศึกษาวิชาธรรมกายวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร,ศึกษาวิปัสสนาภูมิจากพระเดชพระคุณพระราชสุทธิเทพมุนีอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระทั้งในและนอกประเทศ วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร และสำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม ชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๐ ย้ายมาจำพรรษาที่วัดดงน้อย ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ตลอดมา พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดดงน้อยพ.ศ. ๒๕๒๖ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดงน้อย ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี จนถึงปัจจุบันนี้ ในระยะเวลาเดียวกันได้มีการพัฒนาปรับปรุงวัดเรื่อยมาด้านวัตถุ ปรับปรุงบริเวณวัดให้เป็นสัดส่วนซ่อมแซมพระอุโบสถ ศาลาหอฉัน ซื้อที่ดินขยายเขตวัดออกไปอีกจำนวน ๑๔ ไร่สร้างกุฏิสงฆ์ หอระฆัง หอสมุดอเนกประสงค์ ฌาปนะสถาน ศาลาการเปรียญธรรมสภา ปรับปรุงโรงเรียนวัดดงน้อยชั้นประถมศึกษา แบ่งเขตเป็นเขต พุทธาวาส เขตสังฆาวาสเป็นต้น
    ด้านเผยแพร่ มีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้มีการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรพุทธศาสนิก
    ชนมีการจัดงานบรรพชาสามเณรหมู่ภาคฤดูร้อน อุปสมบทหมู่ บวชชีปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกปีทั้งในและนอกวัด และสอนพระกรรมฐานทั้งในและนอกวัดจนเป็นที่รู้จักชื่อเสียงในนามของท่านพระอาจารย์สารันต์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนทั้งหลายและได้รับความนิยมทั้งในส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนทั่วไปและได้รับพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์สัญญาบัตรชั้นพิเศษเทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงที่ “พระครูจันทสิริธร” ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ปัจจุบันหลวงพ่อสารันต์ เจ้าอาวาสวัดดงน้อยเป็นพระเกจิรูปหนึ่งในจังหวัดลพบุรีและในประเทศไทย เป็นที่รู้จักเคารพนับถือทั้งในและต่างประเทศเป็นพระเกจิมีวิทยาคม อันแรงกล้า พ.ศ.๒๕๕๖ หลวงพ่อสารันต์มีสิริอายุได้ ๖๖ ปี พรรษา ๔๖ พรรษา

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระพรหมรุ่นแรกหลวงพ่อสารันต์ วัดดงน้อย ลพบุรี จารอักขระยันต์ด้าน หน้า ๔ ตัว ด้านหลัง ๓ ตัว ในองค์พระ สวยเดิม องค์กลม ขนาดใหญ่

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260909_151932.jpg IMG_20260909_152015.jpg IMG_20260909_152049.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1788938423216.jpg FB_IMG_1788938432221.jpg FB_IMG_1788938435425.jpg

    หลวงพ่อสืบปื..n เสีย

    สมเด็จรุ่น ๒ เนื้อผงพุทธคุณผสมผงตะเคียน อาถรรพ์สู่มหาทานบารมีสมเด็จรุ่นนี้หนึ่งในเนื้อจัดสร้างสมเด็จรุ่น๒หลวงพ่อสืบตั้งใจที่จะลบล้างอาถรรพ์ด้วยการ
    นำผงจากต้นโพธิ์ปราชิกในส่วนของเนื้อไม้ตะเคียนทอง
    ที่ยืนต้นตายและโค่นลงนำมาบดผสมรวมกับผงพุทธคุณแล้วกดพิมพ์เป็นพระสมเด็จรุ่น๒เข้าพิธีเมื่อปี ๒๕๕๑ เหมือนบวชให้แม่ตะเคียนเพื่อสร้างทานบารมีให้หลุดพ้นดีอย่างไรแอดคงไม่เหมาะที่จะเล่าคงต้องหามาลองใช้กันเอง

    สมเด็จรุ่น ๒ เนื้อผงพุทธคุณผสมผงไม้ตะเคียนจำนวนจัดสร้าง 5,000 องค์มีทั้งแบบมีฝังตะกรุดและไม่ฝังตะกรุดองค์ที่ฝังตะกรุดที่ดอกตะกรุดจะมีการ
    ตอกโค๊ตกำกับทุกดอก
    หมายเหตุผงตะเคียนที่นำมาผสมคือกิ่งต้นตะเคียนอาถรรพ์ภายในวัดที่เป็นตำนาน ต้นโพธิ์ปราชิก อันโด่งดังกิ่งที่หักเกิดจากการผุ
    ของต้นตะเคียนนั้นแล้วล่วงลงมาหลวงพ่อจึงนำมาบดผสมกับผงพุทธคุณด้วยว่า ไม้ตะเคียนนั้นมีพุทธานุภาพในด้านเมตตา ค้าขาย เพื่อให้ผู้นำไปใช้จะได้มีกำลังใจในการทำมาหากิน

    หลวงพ่อสืบ ปืนเสีย

    ภาพโดยเรื่อง..ลายทอง คงคาพยนต์

    หลวงพ่อสืบ ปริมุตโต หรือพระครูพิทักษ์วีรธรรม วัดสิงห์ เจ้าคณะตำบลบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมมาจาก หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้ ทางสายของหลวงพ่อห่วง วัดท่าใน และหลวงพ่อม้วน วัดไทร เป็นเกจิอาจารย์ที่เรียกว่า “สิงห์ซ่อนเล็บ” ไม่ค่อยได้สร้างมงคลวัตถุเหมือนเกจิอาจารย์องค์อื่นๆ ซุ่มสร้างแต่ตะกรุดไว้สองชนิด คือ ตะกรุด “นวหรคุณ เกื้อหนุนชีวิต” และ “ตะกรุดพุทธโสฬสสะกดไพรี” นับเป็นตะกรุดที่ผู้นำไปใช้และมีพุทธานุภาพปรากฏเป็นที่น่าอัศจรรย์ทำให้เห็นได้ว่าพุทธานุภาพของพระพุทธองค์นั้นมีคุณค่าสูงส่งสามารถเอามาเป็นเครื่องโน้มนำยึดเหนี่ยว เป็นที่พึ่งพาอาศัยได้กับผู้ที่ประพฤติธรรมเป็นที่มั่นของชีวิต

    หลังจากที่ลานโพธิ์ ฉบับที่ 986 ได้เสนอประวัติของหลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ จ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ไปแล้วปรากฏว่ามีผู้ศรัทธาเลื่อมใสเดินทางไปบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อสืบกันหลายท่าน โดยเฉพาะ “ตะกรุดนวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” ซึ่งหลวงพ่อสืบได้จารด้วยมือตัวเองทุกดอก นอกจาก “ตะกรุดนวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” แล้วตะกรุดอีกชนิดหนึ่งซึ่งท่านสร้างขึ้นคือ “ตะกรุดพุทธโสฬสสะกดไพรี” ก็เป็นตะกรุดที่มีคุณค่าสูงส่งอีกชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นตามตำรับที่ตกทอดมาจากอดีตที่ท่านได้ศึกษาและได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์หลายท่านระหว่างที่มีผู้ได้รับตะกรุดและวัตถุมงคลจากท่านไปบูชาแล้วก็เกิดประสบการณ์ต่างๆ มากมาย เป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วไป

    เช้าวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมาไม่นานนี้ นายสมควร รุ่งมา อายุ 25 ปี อยู่บ้านหมู่ 4 ต.ท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ออกจากบ้านไปชวนเพื่อนชื่อ นายอรรถพล หลิ่มย่านกรวย ไปร่วมงานยกขันหมากงานแต่งงานเพื่อนที่หลังวัดน้อย โดยเจ้าบ่าวเป็นเพื่อนกับนายสมควร ขอให้นายสมควรช่วยนำปืนไปยิงตอนยกขันหมากขึ้นบ้าน ซึ่งเป็นประเพณีนิยมในชนบท จะต้องมีการยิงปืนสลุต เอาฤกษ์เอาชัย

    ในระหว่างโห่ร้องก่อนนำขบวนขันหมากเข้าบ้านเจ้าสาว โดยเฉพาะในภาคกลางจะนิยมกันเป็นส่วนใหญ่ นายสมควรจึงได้นำปืn โคลรีวอลเวอร์ ลูกโม่ขนาด ...38 ปากกระบอก 4 นิ้ว ติดตัวไปด้วย เพื่อนำไปยิjในพิธีกรรมดังกล่าว

    ระหว่างเดินทางไปได้พูดคุยกับนายอรรถพลถึงเรื่องตะกรุดของหลวงพ่อสืบ วัดสิงห์ ที่พกติดตัวไปด้วย เพื่อนฟังแล้วก็พูดทำนองว่าจะขลังจริงหรือเปล่า เกิดท้าทายชวนกันทดลองตะกรุดระหว่างก่อนถึงบ้านงาน นายสมควรเห็นเพื่อนไม่เชื่อ ตัวเองก็ไม่มั่นใจเช่นเดียวกัน จึงหยิบตะกรุดของหลวงพ่อสืบ คือตะกรุด “นวหรคุณเกื้อหนุนชีวิต” ขึ้นมาให้เพื่อนดู จึงเกิดชวนกันทดลองยิง โดยเอาตะกรุดไปวางไว้ที่โคนต้นไม้ แล้วเอา ปืnโคลรีวอลเวอร์ ลูกโม่ .38 จ่อยิjตะกรุดห่างเพียงไม่ถึง 1 เมตร

    ก่อนยิjนายสมควรเล่าว่าตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เพื่อไม่ให้เสียหน้ากับเพื่อนที่มาด้วยกัน จึงตัดสินใจเหนี่ยวไกปืnยิjทันที นกปืnสับลูกปืnในรังเพลิง ทันใดก็เกิดเสียงระเบิdสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางความตกใจของหนุ่มทั้งสอง

    นายสมควรวางปืbลงแล้ว สะบัดแขนสะบัดมือซึ่งรู้สึกชาไปหมด สงบสติอารมณ์และจิตใจอยู่นานกับเพื่อนคือ นายอรรถพลที่ยืนมองตาค้างอยู่กับที่ เมื่อได้สติกลับคืนมา นายสมควรรู้สึกบาดเจ็บที่ฝ่ามือเล็กน้อย หยิบปืนที่วางไว้ขึ้นมาพิจารณาดู ปรากฏว่าสันปืnเหนือลูกโม่นัdที่ยิj โค้งโก่งขึ้นมา ลูกโม่นัdที่บรรจุลูกปืนที่ยิjระเบิdฉีกขาด จึงพยายามงัดออกมาจนลูกโม่หลุด แล้วเอาลูกปืnออกมาดู

    ปรากฏว่าปลอกลูกปืnฉีกขาดจากแรงระเบิd ลูกปืnตกอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง “ปืnกระบอกนั้นเสียใช้การไม่ได้อีกต่อไป”
    นายสมควรเล่าด้วยความระทึกขวัญกับผู้เขียนว่า เป็นเหตุการณ์ที่เขาจะต้องจดจำเอาไว้ตลอดชีวิตทีเดียว และนี่คือคำเล่าลือปากต่อปากจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ

    “หลวงพ่อสืบ ปืนเสีย”

    ที่มา เพจลานโพธิ์

    ประวัติ

    หลวงพ่อสืบ ปริมุตโต วัดสิงห์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

    พระครูพิทักษ์วีรธรรมเจ้าคณะตำบลท่าพระยาและเจ้าอาวาสวัดสิงห์ ต.บางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม อายุ 80 ปี 41 พรรษา เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2475

    โยมบิดา ชื่อ นายชาญ โยมมารดาชื่อ นางเพียร ยอดยง ครอบครัวมีอาชีพ เกษตรกรรม หลวงพ่อสืบท่านเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเพิ่มวิทยา (วัดกลางบางแก้ว) จ.นครปฐม ต่อมา

    พ.ศ.2492 หลวงพ่อสืบฯ ท่านได้สอบเข้าโรงเรียน พลตำรวจบางเขน กทม. สำเร็จและท่านได้ฝึกวิชาทหารท่าบุคคลมือเปล่า ฝึกการใช้อาวุธและเรียนวิชากฏหมายท่องจำได้อย่างแม่นยำ จนสอบสำเร็จได้อันดับต้นๆและเลือกมาประจำยังสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี เมื่อหลวงพ่อสืบฯบรรจุรับราชการอยู่ สน.ลุมพินีนั้นท่านปฎิบัติหน้าที่ด้วยความเคร่งครัดเข้าเวรยามไม่เคยขาดออกปราบปรามร่วมกับตำรวจรุ่นพี่สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จับพวกนักเลงอันตพาลอย่างไม่เกรงกลัว หลวงพ่อสืบฯท่านเป็นคนตรง ปฎิบัติราชการมาได้ 3 ปี พบเห็นอะไรมากมายรู้สึกเบื่อ เลยลาออกจากราชการตำรวจ เมื่อหลวงพ่อสืบฯท่านอายุ 22 ปี พ.ศ.2497 จึงได้อุปสมบทที่ วัดท่าใน ต.ท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โดยมีพระครูสิริวุฒาจารย์ (หลวงพ่อห่วง สุวรรณโณ) วัดท่าใน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปิ่น วัดศรีษะทองเป็นพระกรรมวาจารย์ พระธิการม้วน วัดไทร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายา ทานรโต จำพรรษาอยู่ที่วัดท่าใน จ.นครปฐม หลวงพ่อสืบฯ ท่านศึกษาธรรมและวิชาไสยเวทย์ จากหลวงพ่อห่วงฯ ซึ่งเป็นสหายธรรมกับหลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม และหลวงพ่อน้อยวัดธรรมศาลา ตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม จึงได้ลาสิกขาบท หลวงพ่อสืบฯ ท่านอยากเป็นรั้วของชาติเพราะช่วงนั้นประเทศไทยมีสงครามอยู่เนืองๆ หลวงพ่อสืบฯท่านจึงเดินทางไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนนายสิบทหารม้ายานเกราะรุ่นที่ 5 จนประสบความสำเร็จ หลวงพ่อสืบฯ ท่านฝึกวิชาทหารด้านการรบและยุทธวิธีอาวุธปืนนานาชนิด ด้วยความมุ่งมั่นและอดทนจนได้รับแต่งตั้งยศ สิบโท สมัยนั้นทหารมีภาระใหญ่มาก เช่น ป้องกันการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน หลวงพ่อสืบฯท่านยังอยู่ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศด้วย หลวงพ่อสืบฯท่านรับใช้ชาติมานานพอสมควร จึงตัดสินใจลาออกจากราชการทหารโดยไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ ซึ่งท่านอาจจะได้เลื่อนยศเป็นถึงพันโทหรือพันเอกก็ได้ ต่อมาปี2514 หลวงพ่อสืบฯได้อุปสมบทที่วัดไทร จ.นครปฐมโดยมี พระครูอินทสิริชัย (หลวงพ่อม้วน อินทสวัณฺโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการง้อปัญญาธโส เป็นพระกรรมวาจารย์ ได้รับฉายาปริมฺตโต หลวงพ่อสืบฯท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดไทร ปฏิบัติธรรมด้วยความเคร่งครัดศึกษาธรรมจนแตกฉานสามารถสอบนักธรรมตรี นักธรรมโทได้ในปี 2516 –2517 หลวงพ่อสืบฯท่านก็ยังมุ่งมั่นศึกษาภาษาบาลีและศึกษาธรรม จนปีพ.ศ.2518 ท่านสามารถสอบนักธรรมเอกได้สำเร็จ ไม่เพียงแค่นั้นวิชาอาคมที่หลวงพ่อสืบฯท่านเรียนมาจากหลวงพ่อห่วง วัดท่าในก็ท่องจำปฏิบัติมาโดยตลอดจนมีความชำนาญและจดจำได้ทั้งหมด หลวงพ่อสืบฯท่านยังเรียนวิชาไสยเวทย์จาก หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร และวิชาทำเบี้ยแก้จากหลวงปู่เจือวัดกลางบางแก้วฯ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระฯวันที่ 3 มีนาคมพ.ศ.2526 เจ้าคณะจังหวัดนครปฐมได้แต่งตั้งหลวงพ่อสืบฯให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสิงห์ มีเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ 3 งาน สภาพวัดสิงห์ขณะนั้น รกร้างทรุดโทรมขาดการบูรณะ หลวงพ่อสืบฯท่านก็เริ่มพัฒนาสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ และสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่อีกหลายหลัง และสร้างถนนเข้าวัด และรอบบริเวณของวัดสิงห์จนชาวบ้านได้สัญจรไปมาอย่างสะดวกสบายเมื่อหลวงพ่อสืบฯท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูพิทักษ์วีรธรรมหลวงพ่อสืบฯท่านจัดหากองทุน การศึกษาช่วยเหลือเด็กยากจนให้ได้เรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงชั้นอุดมศึกษาในเขตอ.นครชัยศรี ปีหนึ่งต้องใช้เงินประมาณกว่าแสนบาทจนถึงปัจจุบันนี้

    วันที่ 1 ตุลาคม 2541 หลวงพ่อสืบฯ ท่านได้ตราตั้งเป็นเจ้าคณะ ตำบลท่าพระยา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม วัตถุมงคลที่หลวงพ่อสืบท่านสร้าง เช่น ตะกรุดคงกระพัน เมตตามหานิยม เสื้อยันต์ ผ้ายันต์ รูปหล่อ เหรียญ หนุมาน พระสมเด็จ เบี้ยแก้ มีประสบการณ์มากมายมีผู้นำวัตถุมงคลของหลวงพ่อสืบฯท่าน ไปทดลองยิjปรากฏปืnลูกโม่มีสภาพใหม่ พอสับไกลปืนเท่านั้นปืนระเบิดทันที หลวงพ่อสืบฯท่านจึงได้สมญานามว่า (สืบปืnเสียหรือสืบปืnแตก) ตั้งแต่บัดนั้นมา หลวงพ่อสืบฯท่านเป็นพระใจดี มีเมตตาและชอบพัฒนา ท่านมีลูกศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย วัตุมงคลของท่านราคายังไม่สูงนักรีบสะสมกันไว้อนาคตดีแน่ครับ.
    มรณภาพเมื่อวันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2559 สิริรวมอายุได้ 84 ปี 44 พรรษา

    ที่มาศิษย์หลวงพ่อสืบ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกๆที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จรุ่น ๒ ปี ๒๕๕๑ หลวงพ่อสืบ ผสมผงไม้ตะเคียนฝังตะกรุด

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    FB_IMG_1788938477381.jpg FB_IMG_1788938479353.jpg FB_IMG_1788938482287.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กันยายน 2026
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1789824603207.jpg

    หลวงปู่เล่าว่า เมื่อบวชได้เพียงไม่กี่เดือน ก็ออกธุดงค์รูปเดียว
    ไปตามป่าเขา บริเวณป่าชายแดนไทย เขมร ไปถึงพม่า
    ทั้งเคยอยู่ปฏิบัติธรรมในประเทศเขมรถึง2ปี นอกนั้นจะธุดงค์
    ไปตามป่าเขาลึกๆ อยู่ในถ้ำบ้าง ไม่เคยออกมาตามหมู่บ้านเลย
    ตลอดเวลากว่า50ปี ได้พบกับพระเกจิอาจารย์ที่เก่งๆหลายรูป
    รวมทั้งพวกฤาษีชีไพรในป่าลึก ได้แลกเปลี่ยนวิชาอาคมความรู้

    หลังจากที่ได้บวชกับ หลวงปู่เทพโลกอุดร แล้ว
    หลวงปู่อิง ท่านก็ได้ฝึกฝนปฏิบัติธรรมกับ "หลวงปู่เทพโลกอุดร"
    อยู่พักหนึ่ง ก็ได้ออกแสวงหาความวิเวกองค์เดียวในป่าเขา
    ทั่วภาคเหนือและอีสาน จนพบกับแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม ปรมาจารย์ของพระกรรมฐาน นั่นก็คือ"หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต"
    ที่ภูเขาควาย ประเทศลาว หลวงปู่อิงได้ฝากตัวเป็นศิษย์
    ของหลวงปู่มั่น ได้ศึกษาการปฏิบัติภาวนาอยู่พักหนึ่ง ซึ่งท่านก็นับถือ "หลวงปู่มั่น" ว่าเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ที่นั่งในใจท่านตราบสิ้นลม

    อ้างอิงข้อมูลจาก
    : หนังสือหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล มหาเถระ ๕ แผ่นดิน
    เหล็กจาร : เรื่อง ทิพย์วารี : เรียบเรียง
    : นิตยาสารโพธิญาณ

    ประวัติและอิทธิฤทธิ์หลวงปู่อิง_ศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดร
    ต่อไปนี้ คือ ประวัติ และ อิทธิปาฏิหาริย์ ของ หลวงปู่อิง แห่งสำนักปฏิบัติธรรมคงคำโคกทม ต.กันทรารมย์ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์
    “หลวงปู่อิง โชติโญ วัดโคกทม” ท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่หมุน แห่ง วัดบ้านจาน
    ท่านนับเป็นพระเถราจารย์ที่มีอายุยาวนาน ๕ แผ่นดิน นับถึงพ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านมีอายุถึง ๑๑๕ ปี
    ชื่อเดิมท่าน คือ อิง กรรัมย์ เกิดเมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๔๒๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ บิดาชื่อ ฮอน มารดาชื่อ พิม กรรัมย์ ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านตาไก้ ต.กระสัง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ไม่ได้รับการศึกษาใด ๆ ทั้งสิ้นในทางโลก มีพี่น้อง ๓ คน ท่านเป็นคนสุดท้อง บวชเมื่ออายุมากแล้ว คือ ๕๕ ปี
    โดยที่เมื่อภรรยาท่านเสียชีวิตแล้ว ท่านได้ออกบวชที่บ้านหนองแคน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์
    หลังจากบวชได้เพียงวันเดียว ท่านได้ออกเดินธุดง ครั้งแรกมุ่งตรงมาที่อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ณ บริเวณชายป่าที่ท่านเคยมารับจ้างทำไร่อ้อย ข้าวโพด สมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก ท่านเคยมากับพ่อแม่ ด้วยตอนนั้นครอบครัวนั้นยากจนขัดสนนักจึงต้องเดินทางร่อนเร่รับจ้างเขาไปทั่ว
    ณ ที่นี้เอง ท่านได้พบหลวงปู่เทพโลกอุดร ได้ขอฝากตัวเป็น #ศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดร ได้อยู่ศึกษาและปฎิบัติธรรมกรรมฐานกับหลวงปู่เทพโลกอุดรระยะหนึ่ง
    หลังจากนั้นท่านก็ธุดงค์ไปเรื่อย ๆ ทั่วเมืองไทยโดยไม่แวะเข้าชุมชนใด ๆ ส่วนใหญ่จะธุดงค์อยู่ในป่าลึกเพียงลำพังเพียงรูปเดียว ท่านจะธุดงค์ในเขตป่าลึกในแถบทางภาคเหนือ และในเขต จ.เลย จ. เพชรบูรณ์ เขตเขาใหญ่ จ. นครราชสีมา และแถบเทือกเขาพนมดงรัก ในเขตอีสานใต้ ประเทศเขมร และ ลาว
    ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ท่านได้เดินทางออกจากป่าลึกเป็นครั้งแรก ได้มาโปรดญาติโยมในเขต อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้มีญาติห่าง ๆ ของท่านได้เข้ากราบนมัสการ สอบถามเรื่องราวต่าง ๆ จากท่าน ญาติของท่านเกิดศรัทธา อาราธนานิมนต์ท่านมาจำพรรษา ที่ สำนักสงฆ์บ้านโคกทม ต.กันทรารมย์ อ.กระสัง จ. บุรีรัมย์
    ในปี ๒๕๓๖ มีศิษย์ได้ชมใบสุทธิท่าน พบว่า ท่านมีอายุถึง ๑๐๗ ปี
    ต่อมาในปี ๒๕๓๘ หลวงปู่ได้ไปเยี่ยมญาติที่ จ.เพชรบูรณ์ ด้วยบุพกรรม ท่านจึงโดนคนร้ายลักย่ามของท่านไป ทำให้สิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นของใช้ส่วนตัวในการเดินธุดงค์ รวมทั้งใบสุทธิ หายไปทั้งหมด
    ต่อมาท่านได้เดินทางกลับมาที่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้แจ้งความที่ท่านเจ้าคณะอำเภอกระสัง ได้รับคำบอกกล่าวจากท่านเจ้าคณะอำเภอว่า ไม่จำเป็นต้องทำใบสุทธิก็ได้ เนื่องจากชราภาพมากแล้ว
    ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ ท่านได้มาอยู่จำพรรษาอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมบ้านโคกทม อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ โดยมีหลานชายของท่าน ชื่อ พระอาจารย์ดุน อนีโฆ เป็นเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์แห่งนี้
    หลวงปู่ละสังขารเมื่อวันที่ ๑๑ มี.ค.๒๕๔๔ อายุ ๑๑๖ ปี ได้รับพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ ๑ เม.ย.๒๕๔๔
    ตอนประชุมเพลิงศพหลวงปู่ ปรากฏว่าศพหลวงปู่ ไฟไม่สามารถเผาไหม้สรีรสังขารของท่านได้เลย เพียงแต่ดำเป็นตอตะโก คณะกรรมการจัดฌาปนกิจต้องจัดพิธีขอขมาต่อสังขารของท่าน ขอให้สังขารท่านไหม้ไฟไปตามธรรมชาติ
    หลวงปู่อิง ท่านเก่งมากแต่ท่านถ่อมตน แม้หลวงปู่หมุนสหายธรรมของท่าน ก็ยังยอมรับว่าท่านเก่งจริง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จ ๑๑๐ ปี คมมณีโชติ หลวงปู่อิงโชติโญ

    สมเด็จคมมณีโชติ ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ สมเด็จรุ่นแรกของท่าน

    ศิษย์วัดท่าซุง จัดสร้างถวายครับ

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    IMG_20260919_203518.jpg IMG_20260919_203550.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กันยายน 2026
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1789913258230.jpg

    FB_IMG_1789910035277.jpg


    พระสมเด็จเพชรพิจิตร ออกวัดโพธิ์ และวัดหนองเต่า จ.พิจิตร
    หลวงพ่อเงินดอนยายหอม(ออกพร้อมเหรียญท้ายิj
    วัดหนองเต่าหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
    หลวงพ่อกวย และอีกหลายคณาจารย์ร่วมปลุกเสก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260920_202437.jpg IMG_20260920_202505.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1790258898260.jpg 1790258901241.jpg 1790258905984.jpg

    พระสมเด็จมวลสารพิเศษสมเด็จราชสกุล “กิตติยากร” วัดสระแก้วศรีสรรเพชญ สุพรรณบุรี ผสมแร่เหล็กไหลดำอธิษฐานจิตโดยหลวงปู่สุภา กนฺตสีโล อายุ 111 ปี
    หลวงปู่ละมัย ฐิตมโน อายุ 107 ปี
    หลวงปู่นะ ฐิจปญฺโญ วัดหนองบัว จ.ชัยนาท
    และมวลสารสำคัญอื่นๆอีกมากมายได้ผ่านพิธี
    พุทธาภิเษกอีกกว่า 30 ครั้ง

    ได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2550 ณ วัดสระแก้วศรีสรรเพชญ จังหวัดสุพรรณบุรี มีพระเกจิอาจารย์ดังร่วมในพิธีมากมายทั่วทุกภาคของประเทศดังนี้

    พระเทพสังวรญาณ (พวง สุขินฺทริโย) วัดศีธรรมาราม จ.ยโยธร, พระราชภาวนาพินิจ (สนธิ์) วัดพุทธบูชา กรุงเทพฯ, พระมงคลสิทธิญาณ วัดไตรมิตรฯ กรุงเทพฯ, พระครูสังวรสมณกิจ (ทิม อตฺตสนฺโต) วัดพระขาว จ.พระนครศรีอยุธยา, พระครูประยุตนวการ (แย้ม) วัดสามง่าม จ.นครปฐม, พระครูวิจารณ์ธรรมคุณ (ชาญ) วัดบางบ่อ จ.สมุทรปราการ, พระครูปทุมชัยกิจ (นะ) วัดหนองบัว จ.ชัยนาท, พระครูมงคลรังษี (บุญเรือง จิตฺตปาโล) วัดบ่อกรูด จ.นครศรีธรรมราช, พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ (รวย) วัดตะโก จ.พระนครศรีอยุธยา, พระมงคลกิตติวัฒน์ (น้ำมนต์) วัดเสด็จ จ.มุกดาหาร, พระครูสิริภัทรกิจ (ศรี) วัดหน้าพระลาน จ.สระบุรี, พระครูอดิสัยกิจจาทร (สุข) วัดทางกระบือ จ.นครนายก, พระครูวิจารณ์โกศล (สง่า) วัดสามง่าม กรุงเทพฯ พระครูประโชติวรคุณ (เจือ) วัดโคกหิรัญ จ.พระนครศรีอยุธยา, พระครูวิจิตรชยานุรักษ์ (พร้า) วัดโคกดอกไม้ จ.ชัยนาท, หลวงพ่อดี ธมฺมธโร วัดเทพากร กรุงเทพฯ หลวงพ่ออั๊บ เขมจาโร วัดท้องไทร จ.นครปฐม
    กล่าวสำหรับคาถาบูชาพระสมเด็จราชสกุลกิติยากร ก่อนอธิษฐานจิตขอให้ตั้ง นะโมตัสสะฯ ก่อน 3 จบ แล้วว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ 3 จบ แล้วจึงอธิษฐานในสิ่งที่พึงปรารถนา

    พระสมเด็จราชสกุลกิติยากรมีขนาดกว้าง 2.5 เซนติเมตร สูง 3.5 เซนติเมตร พระพุทธปฏิมากรปางสมาธิประทับบนบัลลังก์ 5 ชั้น เบื้องบนเป็นโพธิ์พฤกษ์จำนวน 9 ใบ เป็นพระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ ซึ่งมีความหมายถึงความร่มเย็นเป็นสุขแก่ผู้ที่ครอบครอง ใบโพธิ์จำนวน 9 ใบเหนือพระเกศ มีความหมายถึงพุทธคุณ 9 ประการ ส่วนฐานบัลลังก์ 5 ชั้น หมายถึงภัทรกัลป์นี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นจำนวน 5 พระองค์

    ด้านหลังขององค์พระ ม.ร.ว.สมลาภ กิติยากร ได้อนุญาตนำตราประจำราชสกุล "กิติยากร" มาประทับด้านหลังองค์พระสมเด็จ แถวบนสุดของตราราชสกุลเป็นคำพุทธภาษิตประจำพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์) ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาอ่วม และทรงเป็นพระอัยกา (ปู่) ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต้นราชสกุล "กิติยากร" คือ สุวิชาโน ภวํ หิต อันแปลได้ว่า ผู้รู้ดี ผู้เจริญ

    แถวถัดมาเป็นลายพระหัตถ์ของพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ อ่านตามแนวยาวขององค์พระว่า "กิติยากร" แถวสุดท้ายมีตัวอักษรอยู่ในกรอบโค้ง คือ "ราชสกุลกิติยากร"

    **องค์พระที่จัดสร้างประกอบด้วยมวลสาระสำคัญซึ่งได้รวบรวมสะสมไว้เป็นเวลายาวนาน ผ่านพิธีพุทธาภิเษกมาหลายสิบครั้ง ประกอบด้วย ดินสังเวชนียสถานทั้ง 4, กิ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นตรัสรู้, ดินและอิฐหักจากพุทธสถานสำคัญที่พระพุทธองค์เคยเสด็จประทับจำนวน 24 แห่ง ในประเทศอินเดีย, ผงพระสมเด็จหักของวัดระฆังโฆสิตารามและวัดเกศไชโย, ผงพระหลวงพ่อทวดปี พ.ศ.2497 และ พ.ศ.2505 วัดช้างให้, พระผงหลวงพ่อทวด และพระสิวลี พ.ศ.2506 ของวัดประสาทบุญญาวาส, ผงพระกรุเก่าจากลพบุรี ลำพูน เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ, ผงมวลสารพุทธคุณจากพระเครื่องชุดเบญจภาคี, พระกรุทวารวดี, สุโขทัย, อู่ทอง, สุพรรณบุรี, แร่เหล็กไหลดำ อธิษฐานจิตโดยหลวงปู่สุภา กนฺตสีโล อายุ 111 ปี หลวงปู่ละมัย ฐิตมโน อายุ 107 ปี และหลวงปู่นะ ฐิจปญฺโญ, ดินใจกลางสระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 เมืองสุพรรณบุรี (สระแก้ว สระดา สระเกส สระยมนา), ดิน 7 นคร และมวลสารอื่นๆ อีกมากมายที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกมาแล้วกว่า 30 ครั้ง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับทุกๆที่มาครับ

    สภาพสวยกรอบเดิม

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260924_210639.jpg IMG_20260924_210723.jpg
     
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1790263084538.jpg FB_IMG_1790263081964.jpg

    เหรียญพระไตรยภพ บรมโพธิสัตว์เจ้า มารสยบ พ.ศ.๒๕๒๘ สร้างและปลุกเสกโดยอาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ ฆราวาสผู้ทรงคุณอันวิเศษ เหรียญรุ่นนี้เน้นไปทางด้านปราบทุกข์เข็ญ ปราบศัตรูผู้คิดร้าย เป็นไปตามชื่อรุ่น “มารสยบ”

    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน. ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนัก และมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต

    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง และแม้กระทั่ง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ก็ยังให้ความเคารพนับถือในตัวของท่าน

    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี

    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ

    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดเป็นของหายากและได้รับความนิยมค่อนข้างสูงมากครับ

    เหรียญมารสยบ ถ้ำพระโพธิสัตว์
    หนึ่งในตำนานฆราวาส
    อาจารย์ พันตำรวจเอก( พิเศษ)
    บุญเพ็ญ แขวัฒนา
    สื่อญาณ พระพรหม ช่วยเหลือ คนมานักต่อนัก
    พระพรหม มา แล้ว เสด็จมา ยก หนุน ดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ ดวงดีแล้วจะ ร่ำรวย ดวงชะตาโดดเด่น เกิด ตบะเดชะ มหาอำนาจ บารมี พ้นปัญหาอุปสรรค มากีดกั้นขัดขวาง
    โบราณว่า “ คนลิขิต ไม่เท่าฟ้าลิขิต ” พลังฟ้าประทาน อยู่ในองค์ พระพรหม อมตมหาเทพ...องค์นี้ พระพรหม โบราณย้ำ นักหนาว่า ใครใช้ จะได้พรอันประเสริฐ ลิขิตดวงชะตา ลิขิตอำนาจ วาสนา พาไปเจอแต่สิ่งดีๆ
    พระพรหม...เอาไว้เสริมดวง เสริมหน้าที่ การงาน เอาไว้กันไว้แก้ดวงตก ไว้ยกดวงแตก ดวงไม่ดี ดวงชง ทำมาหากินไม่เจริญก้าวหน้า
    เหรียญพระพรหม นี้ ที่ อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ทำพิธี อัญเชิญมา เพื่อสงเคราะห์ ดวงชะตา ยก หนุน ค้ำจุน ดวงชะตาให้ ดีเลิศประเสริฐศรี เมื่อดวงดีแล้ว ทำอะไรก็สำเร็จ จับอะไรก็สมหวัง มีแต่ เกิด สิริมงคล เพิ่มทรัพย์สมบัติ ยศ อำนาจ
    พระพรหม จะช่วย ตัดกรรมหนักที่มาลิดรอนให้ลดทอนอำนาจลงไปก่อน ให้ผู้บูชา ได้ทำบุญ ทำกุศลก่อน ได้เสวยผลแห่งบุญ ทานที่ทำไว้ก่อน เมื่อกรรมไม่มารอน ได้เสวยบุญทาน ที่ทำที่สร้าง ย่อมเป็นมานะให้ สร้างบุญดี กรรมดี ต่อไป กรรมเก่าที่จะมา ก็ไม่มีทางจะซ้ำ ไม่มีช่องจะโผล่ให้ผล
    แต่พระพรหม จะช่วยยก
    ดวงศิษย์ที่แตก ที่ตก ให้ขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่นดุจยืนอยู่บนแผ่นดินที่ทับถม สูงกว่าเขา
    ท้าวมหาพรหมธาดาวิมเหศวร ท่าน
    อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ชุด พระพรหม , สยบมาร สำเร็จ สมปรารถนา ท่าน อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ฆราวาสสายเทพ สำเร็จวิชาพรหมศาสตร์ รักษาโรค รู้กรรม คลายทุกข์ อาจารย์ของ เหล่า ไฮโซ นักการเมือง คนดัง สมัยนั้น ขลังจริงไม่อิงนิยาย
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    ผู้เพ่งเสียงค่ำครวญ จากสรรพสัตว์
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนที่ ๑)
    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    เป็นอาจารย์ฆราวาส
    ร่วมยุคสมัยเดียว กับ อาจารย์ชุม ไชยคีรี,
    อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ฯลฯ
    สมัยที่อาจารย์ยังมีชีวิต ท่านได้รับคำยกย่องและความเชื่อถือในเรื่องของ
    คุณธรรมและ ความมหัศจรรย์ทางจิต
    ในส่วนคำสอน อาจารย์บุญเพ็ญได้เน้นปฏิบัติจนตกผลึกออกมาเป็นบทความทางศาสนาหลายต่อหลายเรื่อง อย่างเช่น การปฏิบัติอานาปานสติสมาธิ,คุณค่าชองสติ ฯลฯ
    ในด้านความมหัศจรรย์ของจิต ท่านสามารถรักษาโรค,รักษาคุณไสย ร่วมไปถึงการหยั่งรู้อดีต อนาคต ความเป็นไปต่างๆ ตลอดจนการเปิดตาทิพย์หรือตาที่สามให้กับสานุศิษย์ผู้นับถือใช้ติดต่อกับวิญญาณไปจนถึงพวกเทพพวกพรหมครับ
    เรื่องราวความสามารถเฉพาะตัวของ
    อาจารย์บุญเพ็ญ ข้างต้น ทำให้มีผู้คนมากมายต่างตรงเข้าไปปฏิบัติธรรม และขอความช่วยเหลือจากท่านครับ
    พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ยศในสมัยนั้น) ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของตัว ท่านกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญ
    ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่า
    บทความของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ อันนี้ถือเป็นการบอกเล่าตัวตนของอาจารย์บุญเพ็ญ
    และบริบทในสมัยนั้นได้ดีมาก
    บทความนี้อาจจะยาว แต่เชื่อเถอะครับ ว่าประโยชน์มีกับท่านที่สนใจแน่นอน
    เรื่องมีอยู่ว่า
    ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) ได้รู้จักกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
    นับตั้งแต่วันที่รู้จักก็ได้มีความเคารพนับถือรักใคร่ในตัวอาจารย์บุญเพ็ญ ตลอดมา
    มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เขาเคารพนับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เอามากๆ เพราะเขาเห็นว่า
    "อาจารย์บุญเพ็ญเป็นผู้วิเศษสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ แสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์ต่างๆ อีกได้มาก"
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เช่นนี้มิใช่เพียงคนสองคน แต่จะมีเป็นจำนวนร้อยหรือพันอย่างไร
    ผมก็คะเนไม่ถูก ทราบได้แต่ว่ามากเหลือเกิน
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ
    ในแบบนี้ เวลาพบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    ก็มักจะลงหมอบกราบ และหมอบคลานเหมือน
    อยู่กับพระภิกษุผู้เป็นพระอาจารย์
    หรือต่อหน้าเจ้านายที่เขาเคารพนับถือ
    ผมเอง (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) รู้จักอาจารย์บุญเพ็ญ
    ด้วยเหตุที่ธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ หรือมิได้ตั้งใจที่จะไปขอให้
    อาจารย์บุญเพ็ญแสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์เพื่อรักษาโรคให้ผม หรือเพื่อเหตุอื่นใดก็ดีแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นการพบปะระหว่างคนสองคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อกัน มีความหวังดีเจตนาดีต่อกันเป็นอย่างยิ่ง
    คึกฤทธิ์ ปราโมทย์
    ของมงคลคู่คนมีบุญ

    ....
    ....

    ศิษย์กวง
    26 ธันวาคม 2019 ·
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนจบ-ผู้เพ่งเสียงคร่ำครวญมวลสรรพสัตว์)
    ต่อหน้าลูกศิษย์และคนที่นับถืออีกเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยคนนั้น อาจารย์บุญเพ็ญจะแสดงตัวหรือแสดงกิริยาท่าทางอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็น
    เรื่องด้วยวันที่อาจารย์บุญเพ็ญกำหนดให้มีคนเข้าไปหาเพื่อแก้โรคหรือทุกข์ร้อนให้ได้นั้นเป็นวันที่ผมไม่เคยไปพบกับอาจารย์บุญเพ็ญสักครั้ง ผมไปพบแต่เมื่ออาจารย์บุญเพ็ญว่างการงานในทางนี้ได้อยู่อย่างสบายใจ จึงจะไปคุยกันด้วยความสบายใจทั้งสองฝ่าย
    สิ่งที่ผมรักและนับถืออาจารย์บุญเพ็ญมากก็คือความบริสุทธิ์ในวาจาและความคิดเห็น อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนง่ายไม่มีเรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น จะพูดจากับอาจารย์บุญเพ็ญไม่ต้องระแวงว่าอาจารย์บุญเพ็ญจะโกหกหรือมีความหมายอย่างอื่นใดเกินไปกว่าที่พูด และก็สบายใจอีกอย่างหนึ่งที่ตัวผมเองไม่ต้องแม้แต่คิดว่า จะต้องโกหกอาจารย์บุญเพ็ญด้วยเรื่องใดๆ เป็นอันว่าพบกันครั้งใดคุยกันครั้งใด ก็คุยกันด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องในใจทั้งสองฝ่าย
    คนที่มีฤทธิ์อำนาจมาก มีคนนับถือมากมายอย่างอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ท่าทางกิริยาก็จะต้องเปลี่ยนไปบ้างให้ผิดจากคนธรรมดาหรือไม่เหมือนธรรมดา แต่อาการเช่นนี้ไม่มีในตัวอาจารย์บุญเพ็ญเลย
    อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนที่มีการศึกษาแผนปัจจุบัน เพราะเคยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียถึงสิบปี เวลาจะพูดอะไรกับผม อาจารย์บุญเพ็ญก็เป็นคนอย่างนั้นมิได้มีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซงทำให้ผิดปกติไป ที่สำคัญก็คือเวลาผมไปคุยกับอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ผมสามารถที่จะพูดจาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องปิดบังเคลือบแฝงหรือเสแสร้งทำให้ตัวผมเองกลายเป็นคนอื่นไป
    ด้วยเหตุนี้ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) จึงมีแต่ความสบายใจทุกครั้งที่ได้พบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช✍️
    อาจารย์บุญเพ็ญ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน.
    ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนักและมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต
    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย
    แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง
    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยา
    บาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี
    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ
    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” (ตามภาพประกอบ) ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดและได้รับความนิยมค่อนข้างสูง
    ผมถามคุณลุงคู่สนทนาว่า “คิดถึงท่านอาจารย์ไหม” แกว่าคิดถึง ทุกวันนี้ยามว่างไม่มีคนกวนใจแกก็จะนึกทบทวนธรรมะที่อาจารย์บุญเพ็ญได้เคยสอน
    แกว่านำมาไตร่ตรองแล้วใช้ประโยชน์ได้ทั้งในทางโลกและทางธรรมจริงๆ เช่น
    “การปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้น ต้องศึกษาในสัจธรรมอันถูกต้อง คือเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและต้องนำมาปฏิบัติด้วย
    ถ้าไม่ยอมปฏิบัติ คิดนอกลู่นอกทาง เชื่อในทรงเจ้าเข้าผี การนับถือแบบนั้น เรียกว่านับถือแต่ปาก ใจไม่ได้นับถืออะไรเลย”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260924_221453.jpg IMG_20260924_221602.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1790441567931.jpg

    “ไม่ปรารถนาเอาเลือด เอาเนื้อผู้อื่น มาเป็นเลือดเนื้อตัวเอง

    ประวัติและปฏิปทา
    หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล

    วัดกระโจมทอง
    ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

    หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๖ มกราคม ๒๔๗๘ ปีกุน ในตระกูลชาวนา เป็นบุตรของนายพรหม และนางพันธ์ ตามภานนท์ ซึ่งเป็นนามสกุลที่ได้รับพระราชทานเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๗ คน ท่านเป็นคนที่ ๖ ณ ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยบิดาของท่านเป็นพระภิกษุถึง ๒๐ พรรษา เป็นพระนักเทศน์ที่ได้รับความเคารพนับถือจากภิกษุอื่น นอกจากนั้นยังเป็นสมภารปกครองหลายวัด ถึงแม้ว่าโยมบิดาจะสึกมามีครอบครัวแล้วก็ตาม พระภิกษุอื่นก็ยังเคารพโยมบิดาในฐานะของอาจารย์เสมอมา โยมบิดาท่านปฏิบัติตัวอยู่ในศีลในธรรมเสมอๆ ประกอบทั้งได้อบรมลูกๆ ให้มีความเคารพต่อพระบรมศาสดา สอนให้ละการเบียดเบียนบุคคลอื่นด้วยกาย วาจา และใจ และชี้แนะแนวทางในการช่วยเหลือมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากด้วยพรหมวิหาร ๔

    ธรรมะเกิดในราวปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ ขณะที่ท่านอยู่ระหว่างการศึกษาเล่าเรียนนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น หลังจากสงครามสงบลงใหม่ๆ ภายในหมู่บ้านได้เกิดอาการไข้แพร่เชื้อติดต่อกัน ในจำนวนผู้เป็นไข้นั้นมีตัวท่านเอง น้องชายของท่าน เพื่อนเล่นของท่านและเด็กคนอื่นๆ แต่ก็ไม่มียามารักษา เพราะว่าหลังสงครามขณะนั้นยาหายากมาก อาการไข้ของน้องชายและเพื่อนของท่านทวีขึ้นอย่างรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ และถึงแก่ความตายในที่สุด ความตายนี้มาพรากน้องชายและเพื่อนของท่าน ทำให้ท่านเสียใจอย่างสุดซึ้ง ได้บังเกิดเป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งหนึ่งเข้ามาในจิตใจของท่าน

    ในขณะที่ใคร่ครวญพิจารณาศพเพื่อนและน้องชายด้วยใจจดใจจ่อ ได้บังเกิดเป็นฝ้าขาวบางแผ่กระจายไปทั่วบริเวณและได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนเดินผ่านหน้าท่านไปอย่างช้าๆ ทำให้ท่านหวนคิดไปว่า ผู้หญิงคนนั้นเขามีสิ่งใด เขาจึงเดินได้ เคลื่อนไหวได้ แล้วเพื่อนของเราขาดสิ่งใด จึงเคลื่อนไหวไม่ได้ ในขณะที่คิดพิจารณาอยู่กับการตายของน้องและเพื่อนนั้น จิตเริ่มค่อยๆ ลงสู่ความสงบพร้อมกับฝ้าขาวค่อยๆ หนาขึ้น หนาขึ้น จนกระทั่งเห็นสีขาวเต็มไปหมด นานเท่าไรไม่ทราบได้ จิตจึงเริ่มถอนออกมา รับรู้สภาพภายนอก ทบทวนย้อนหลังกลับไปถึงสาเหตุของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความคิดที่พิจารณาถึงความตาย หลังจากนั้นเป็นต้นมาในดวงใจของท่านเหมือนมีสิ่งมาดลใจไปให้ท่านอยากบวชเสมอมา

    กุศลดลใจ สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอีกสิ่งคือ เสียงเด็กร้องไห้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าท่านได้ยินเมื่อไร จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเหมือนถูกกรีดด้วยมีดคม ต้องหลีกให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ จนไม่ได้ยินเสียง มูลเหตุนี้ทำให้ท่านคิดว่า สมมติว่าเราแต่งงานมีลูก ถ้าลูกร้องแล้วเราเจ็บปวดอย่างนี้ เราจะเข้าไปหาลูก หรือเราจะหนีลูก ได้รับคำตอบมาทันทีว่า เราต้องหนี และถ้าเราหนีขณะที่ลูกร้องจะตาย ใคร ๆ เขาจะว่าเราบ้า เพราะมันไม่ใช่พ่อคนแล้ว พ่อสัตว์แน่ๆ

    เมื่อท่านพิจารณาเช่นนั้น ท่านจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ขอแต่งงานเด็ดขาด ยิ่งเป็นการสนับสนุนความคิดเดิมที่จะบวชให้ทวียิ่งขึ้นไปอีก หลังจากนั้นมา ท่านก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของพระครูประภาส ภูมิสถิต วัดคงคาสวัสดิ์ ที่ท่านเล่าเรียนหนังสืออยู่ ได้ติดสอยห้อยตามพระครูไปในสถานที่ต่างๆ ในกรณีที่ท่านมีกิจนิมนต์เทศน์ และปรนนิบัติท่านพระครูด้วยดี ในยามว่างจากการปรนนิบัติแล้ว ท่านพระครูมักจะไล่ให้ท่านลงไปพิจารณากรรมฐาน โดยให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทุกๆ คืน นอกจากนี้ ท่านยังได้ศึกษาด้านปริยัติและได้นำบทเรียนที่เกี่ยวกับการทำกสิณมาปฏิบัติจนกระทั่งท่านมีความชำนาญในฝ่ายสมถะมากพอสมควร

    ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดคงคาสวัสดิ์ ต.คงคาสวัสดิ์ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี ท่านพระครูประภาส ภูมิสถิต เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เจิม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระปลัดเกตุ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้อยู่ศึกษาด้านพระปริยัติธรรม ๑ ปี แล้วย้ายไปอยู่วัดวิชิตสังฆาราม ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อศึกษาทางด้านภาษาบาลี แต่เรียนไม่จบ เนื่องจากท่านเป็นเนื้องอกในจมูก จึงได้กลับมาศึกษานักธรรมเอกที่วัดคงคาสวัสดิ์ดังเดิม และออกธุดงค์ในเวลาต่อมา

    ราวปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ หลังจากที่ท่านและสหายได้เดินทางกลับจากธุดงค์ เพื่อจะสอบนักธรรมและสอบได้ในคราวนั้นแล้ว ปีนั้นได้เกิดวาตภัยครั้งใหญ่ที่แหลมตะลุมพุก ที่ อ.ปากพนัง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตคนสัตว์อย่างมากมาย มีการทยอยนำศพมาตั้งไว้ที่วัดคงคาสวัสดิ์นั้นมากมายเต็มศาลา ทำให้ท่านรำพึงว่า “มนุษย์เราไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โต ร่ำรวยมหาศาล สวยหรืองาม ทุกข์ยากลำเข็ญเพียงใด ก็หนีความตายไม่พ้น เมื่อตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ เกิดตายเช่นนี้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติ ศีล สมาธิ และปัญญาเป็นทางไปแห่งความไม่ตายที่นิจนิรันดร์” เสียงหนึ่งผุดกังวานขึ้นในใจ เป็นเหตุให้ท่านเบื่อหน่ายต่อความเกิด มุ่งที่จะปฏิบัติอย่างเต็มกำลัง

    เมื่อดำริเช่นนั้นแล้วจึงได้จัดเตรียมบริขาร และชักชวนพระสหายออกเดินธุดงค์แถบป่าเขา จ.นครศรีธรรมราช อีกครั้ง ท่านได้ไปลาโยมพ่อ โยมพ่อแสดงความห่วงใยและแนะนำให้ไปนมัสการพระบรมธาตุ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ก่อนออกเดินทาง ท่านก็ได้รับปาก จังหวะเดียวกันนั้นท่านได้รับนิมนต์ให้ไปฉันที่วัดทับโคก และได้พบกับท่านพระอาจารย์อุดม สมถกิจ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น ท่านได้บอกความตั้งใจที่จะธุดงค์ พระอาจารย์อุดมก็เห็นดีด้วย เพราะคำนึงถึงผลที่จะได้รับจากการธุดงค์ พร้อมกันนั้นพระอาจารย์อุดมได้แนะนำให้ท่านเดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่วัดชายนา หาแนวทางในการปฏิบัติไว้เป็นพื้นฐานเสียก่อนจะไปธุดงค์ พระอาจารย์สุทัศน์ก็เห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น ได้เป็นศิษย์รุ่นแรกของพระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร พระครูภาวนานุศาสก์

    ในวันมาฆบูชานั่นเอง เป็นวันที่หลวงพ่อสุทัศน์ และพระอาจารย์บัญญัติ ได้เดินทางไปทำการนมัสการพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ด้วยการเวียนเทียนและเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอีกที่หนึ่งคือวัดชายนา ครั้งแรกที่ท่านพบพระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร ขณะนั้นท่านกำลังทำการสอบอารมณ์แม่ชีอยู่และได้มีการการไต่ถามข้อที่กล่าวด้วยมรรคมีองค์ ๘ โดยพระอาจารย์ใหญ่เป็นผู้ถามและแม่ชีน้อยเป็นผู้ตอบ

    หลวงพ่อสุทัศน์ท่านยืนฟังและพิจารณาตามจนจิตเกิดความสงบนึกนิยมชมชอบในตัวพระคุณอาจารย์ใหญ่และคำตอบของแม่ชีน้อยที่โต้ตอบไป พลางรำพึงในใจว่า เราเรียนนักธรรมมายังตอบไม่ได้ลึกซึ้งอย่างนี้เลย เมื่อได้โอกาสแล้ว พระอาจารย์สุทัศน์จึงเข้ากราบเรียนจุดประสงค์ในการเดินทางมาครั้งนี้ ซึ่งพระคุณอาจารย์ใหญ่ก็รับด้วยความยินดี พร้อมกับแจงการปฏิบัติของท่านว่า

    “การปฏิบัติให้จับอิริยาบถทั้ง ๔ คนเรามี การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ทุกคน แต่ไม่มีใครเลยที่ตามจับความรู้สึกในอิริยาบถทั้ง ๔ ให้ใช้ความเพียรพยายามในการติดตาม อย่าย่อท้อ”

    อุบายการสอนของพระคุณอาจารย์ใหญ่สอนเพียงสั้นๆ แต่กินใจของหลวงพ่อสุทัศน์อย่างลึกซึ้ง เหมือนหนึ่งส่องไฟที่มีดให้สว่าง หงายของคว่ำให้แจ้ง บังเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า ได้ให้สัจจะต่อหน้าพระคุณอาจารย์ใหญ่ว่า“ตราบใดที่ผมได้ปฏิบัติอยู่ในสำนักนี้ ถ้าไม่แจ้งในขันธ์ ๕ นี้จะไม่ขอพูดกับใคร” ท่านได้ตั้งใจปฎิบัติโดยมีพระคุณอาจารย์ใหญ่คอยเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด จนท่านพิจารณาเห็นว่าท่านพอจะมีสติและปัญญาเป็นเครื่องคุ้มครองตัวได้ พร้อมกับมีศรัทธาเชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสูงยิ่ง ท่านจึงปรารถนาที่จะไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองที่ประเทศพม่า ที่เชื่อว่ามีพระเกศาของพระพุทธองค์ประดิษฐานอยู่ จึงได้ออกธุดงค์พร้อมพระสหายในปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ นั่นเอง

    ๏ รับหน้าที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกระโจมทอง

    ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ท่านกลับจากธุดงค์ในประเทศพม่า โดยได้ไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง แล้ว ท่านก็ได้เข้ากราบนมัสการ พระครูประภาส ภูมิสถิต และเดินทางเข้ากราบพระคุณ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร แล้วได้รับมอบหมายจากท่านพระอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร ให้ช่วยฝึกอบรมพระภิกษุและฆราวาส ณ วัดอัมพวัน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

    ปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ หลวงพ่อสุทัศน์เป็นกำลังสำคัญร่วมกับพระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร จัดประชุมสัมมนาพระวิปัสสนาจารย์ทั่วประเทศครั้งที่ ๑ โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)ขณะดำรงตำแหน่งเป็น สมเด็จพระวันรัตน ประธานเมตตาเปิดการประชุมครั้งนี้ เป็นไปเพื่อการเผยแพร่และยืนยันการเจริญวิปัสสนากรรมฐานในแนวสติปัฏฐาน ๔ ถือเป็นจุดเริ่มที่น่าภูมิใจ

    ปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ขณะดำรงตำแหน่งเป็น สมเด็จพระวันรัตน ได้ประทานพื้นที่รกร้าง มีโบราณสถานเป็นลักษณะโบสถ์ มีพระพุทธรูป ๓ องค์ สันนิษฐานว่าเป็นโบราณสถานสมัยอู่ทองยุคต้น ให้แก่พระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร เพื่อพิจารณาพัฒนาให้เป็นสถานที่เพื่อการเผยแผ่การปฏิบัติธรรมและให้เป็นที่พึ่งพิงแก่ชาวบ้าน พระคุณอาจารย์ใหญ่ ธัมมธโร จึงมอบหมายให้หลวงพ่อสุทัศน์ ศิษย์คนสำคัญเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น ซึ่งก็คือ วัดกระโจมทอง จ.นนทบุรี จนถึงปัจจุบัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จหลังรูปเหมือนหลวงพ่อสุทัศน์วัดกระโจมทอง
    หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล วัดกระโจมทอง บางกรวย นนทบุรี ท่านเป็นพระปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างมาก สงบและเพียบพร้อมด้วยความงดงามแห่งศีลอย่างยิ่งนัก เป็นพระผู้ไม่ปรารถนาเบียดเบียนสรรพสัตว์
    ดังความตอนหนึ่งในหนังสือที่เขียนว่า
    “ไม่ปรารถนาเอาเลือด เอาเนื้อผู้อื่น มาเป็นเลือดเนื้อตัวเอง

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    สมเด็จหลวงพ่อกระโจมทอง (สุทัศน์) บางกรวย นนทบุรี
    พิมพ์แบบนี้ไม่ค่อยเจอครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260926_235040.jpg IMG_20260926_235058.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    1790517777493.jpg

    “เหนียวยันองคชาต"

    เหรียญหลวงปู่ศุข สร้างและปลุกเสกโดยหลวงพ่อมหาขาบ โกวิโท วัดโพธิ์ท่าเตียน เจ้าของสมญานาม “เหนียวยันองคชาต” เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นเหรียญเพียงรุ่นเดียวที่ท่านจัดสร้างและปลุกเสกด้วยตัวท่านเอง (โดยนำเหรียญไว้ที่หัวนอนของท่าน) ท่านสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงครูบาอาจารย์ต้นสายวิชาของท่าน ซึ่งก็คือหลวงปู่ศุข สืบวิชามาถึง อ.ประสงค์ ค่ายธนะรัชต์ และมาตกทอดถึงหลวงพ่อมหาขาบ

    เหรียญหลวงปู่ศุข สร้างและปลุกเสกโดยหลวงพ่อมหาขาบ โกวิโท อีกหนึ่งตำนานที่ถูกซ่อนเร้น เรื่องราวและวัตถุมงคลของท่านแทบจะไม่มีใครเคยเห็น ส่วนใหญ่วัตถุมงคลที่ท่านสร้าง ลูกศิษย์ท่านจะค่อนข้างหวงแหน เพราะกล่าวกันว่า “คุ้มครองตัวได้จริง”

    หลวงพ่อมหาขาบ ผู้สืบทอดตำนานเหนียวยันองคชาต
    หลวงพ่อมหาขาบ โกวิโท วัดโพธิ์ ท่าเตียน พื้นเพท่านเป็นชาวเพชรบุรี เป็นหลานแท้ๆ หลวงพ่ออบ วัดถ้ำแก้ว เกจิสายเหนียวแห่งเมืองเพชร ตอนหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ ยังมีชีวิตอยู่ ถ้ามีลูกศิษย์ชอบสายเหนียว ท่านจะไล่ให้ไปหาหลวงพ่ออบ วัดถ้ำแก้ว และท่านจะรับรองว่าองค์นี้เหนียวจริง เมื่อหลวงพ่อแดงมรณภาพในปี ๑๗ ชื่อเสียงหลวงพ่ออบดังเหมือนพลุแตก ถนนทุกสายหลั่งไหลมาที่วัดถ้ำแก้ว แต่อนิจจา กรรมเก่าตามมาทัน แม้ท่านรู้แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ท่านได้ไม้ซุงเพื่อมาก่อสร้างวัด หลังจากรถบรรทุก มาจอดที่วัด ท่านไม่ยอมใช้ลูกศิษย์ไปตีตราซุง ท่านว่าท่านจะทำเอง หนำซ้ำยังไล่คนอื่นให้ถอยออกไปไกลๆ เป็นเรื่องที่แปลกมาก โซ่ล่ามซุงที่มีขนาดใหญ่ ระหว่างรถวิ่งกลับไม่ขาด มาขาดตอนหลวงพ่ออบไปยืนใกล้ ซุงหลายท่อนได้หล่นลงมาทับท่าน และทำให้ท่านมรณภาพ แต่อัศจรรย์ร่างกายท่าน บาดแผลแบบแมวข่วนยังไม่มี มีเลือดที่ปากเพียงเล็กน้อย แสดงถึงความเก่งกล้าในวิชาคงกระพันของท่าน แล้วหลวงพ่อมหาขาบเป็นหลานแท้ๆของท่าน มีหรือท่านจะไม่สอนวิชาให้หมด

    เนื่องจากหลวงพ่อมหาขาบเป็นชาวเพชร ท่านจึงได้ยินชื่อเสียงของจ่าประสงค์ หรือ อ.สงค์ ปราณบุรี เมื่อตอนปลายชีวิต อ.สงค์ ท่านป่วยหนัก ได้มารักษาตัวที่กรุงเทพ หลวงพ่อมหาขาบทราบข่าว จึงเดินทางไปขอเรียนวิชาจาก อ.สงค์ อ.สงค์ได้พูดกับท่านว่า ถ้าผมไม่ตาย แล้วกลับบ้านได้ ผมจะรับท่านเป็นศิษย์ หลังจากนั้น อ.สงค์ก็อาการดีขึ้น หมออนุญาตให้กลับบ้านได้ หลวงพ่อมหาขาบจึงได้สืบทอดวิชาของอ.สงค์ หลังจากถ่ายทอดวิชาให้หลวงพ่อมหาขาบไม่นาน อ.สงค์ก็ถึงแก่กรรม นับว่าหลวงพ่อมหาขาบเป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่าน หลังจากฝึกฝนอยู่หลายปี หลวงพ่อมหาขาบจึงเริ่มเปิดตัวลงน้ำมันตำหรับ อ.สงค์ เมื่อลงน้ำมันเสร็จท่านจะลองด้วยมีดโกนแบบโบราณ ตอนนั้นชื่อเสียงท่านขจรขจาย ถ้าสายเหนียวดังไม่แพ้ใคร งานพุทธาภิเศกที่ไหน ถ้าท่านไปร่วมด้วย ส่วนมากคนที่อยูในพิธี มักมาขอให้ท่านลอง และท่านก็ลองทุกครั้ง โดยให้เขากำพระ และท่านจะเฉือนที่แขนที่ตัวเป็นที่ฮือฮา ท่านเคยเล่าให้ฟัง เป็นเชิงขำขัน ว่าตอนนั้นเราก็ร้อนวิชา ไปงานไหนลองหมด ทำเอาพวกเจ้าภาพ ตุ้มๆต่อมๆ ถ้าเกิดเข้าขึ้นมา ของลงทุนเป็นล้านคงขายไม่ออก

    ขณะที่ท่านกำลังดังสุดๆ ท่านได้ละทิ้งทุกอย่าง บินไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย ท่านอยู่อินเดียอยู่หลายปี ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า จนเห็นว่าวิชาไสยศาสตร์ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย ท่านจึงเลิกวิชาไสยศาสตร์ทุกชนิด กลับมาเป็นพระธรรมดาที่อยู่ประจำวัด ชื่อเสียงท่านจึงเริ่มถดถอย และลืมเลือนไปในที่สุด ปัจจุบันท่านมีพรรษามาก และอาพาธด้วยโรคหลายอย่าง ท่านจึงงดรับแขก

    1790517754289.jpg

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญสวยสภาพเดิมเลยครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260927_210756.jpg IMG_20260927_210831.jpg
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1790442557465.jpg

    พระผงพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ พิษณุโลก รุ่นปิดทอง ปี47
    พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สวยงาม เด่นสง่าที่สุดของประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยผสมผสานกับศิลปะเชียงแสนอย่างลงตัว นับได้ว่าเป็นประติมากรรมชั้นสูงสุดแห่ง " พุทธศิลป์ "
    องค์พระพุทธชินราชที่สร้างด้วยเนื้อโลหะทองสัมฤทธิ์ ลงน้ำรัก ปิดทอง เมื่อเนิ่นนานวันก็มีการชำรุดเกิดขึ้น ซึ่งเป็นหลักของธรรมชาติ เมื่อมีการชำรุด ก็ต้องมีการซ่อมแซมใหม่ เนื้อแผ่นน้ำรักและทองที่ลอกออกจากองค์พระพุทธชินราช ที่ได้ปฏิสังขรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2444 มีอายุมาถึง ณ วันนี้ 103 ปี

    ระยะเวลา103 ปีได้ซึมซับรับเอาความศักดิ์สิทธิ์จากองค์พระพุทธชินราชไว้อย่างเต็มเปี่ยม และยังได้รับเอาพลังจิตจากพระเกจิทั่วประเทศ หลายยุคหลายสมัยที่ได้นั่งอธิษฐานปลุกเสกวัตถุมงคลจนนับครั้งไม่ถ้วน

    จึงเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นในตัวเองของแผ่นน้ำรัก และทองที่ลอกออกมา

    พระเทพรัตนกวี เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จึงได้นำแผ่นน้ำรักและทองอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ลอกออกจากองค์พระพุทธชินราช มาบดทำเป็นมวลสารเอก สร้างพระพุทธชินราชจำลองรุ่น " ปิดทอง " ทั้งเนื้อผงและเนื้อ โลหะ ผสมรวมกับเนื้อผงว่าน 200 ชนิด อาทิ ว่านตระกูลกวัก ว่านตระกูลเสน่ห์จันทร์ ว่านตระกูลเศรษฐี ว่านโกเมน ว่านเครือ สาวหลง ว่านเงินไหลมา ว่านญาณรังษี ว่านถุงเงินถุงทอง ว่านทองไหลมา ว่านธรรมรักษา ว่านพญาหงษ์ทอง ว่านนเรศวร ว่านน้ำเต้าทอง ว่านปัดตลอด ว่านเพชรกลับดำ ว่านเพชนหลีก ว่านมงคลชัย ว่านวาสนาทางลาย ว่านสาลิกาลิ้นทอง ว่านค้ำคูณ ว่านนางคุ้ม ว่านสาวหลง ว่านเหล็กไหล ฯลฯ และผงเหล็กน้ำพี้ ผงกัลปังหาเนื้อแดง-ดำ

    พิธีมหาพุทธาภิเษก
    เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นสิริมงคล 9 วัน 9 คืน เริ่มตั้งแต่ วันที่ 17-18-19-20 (เว้น 21) 22-23-24-25-26 พฤศจิกายน 2547 (ตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) ณ วิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงพระพุทธชินราชรุ่นปิดทองปี ๒๕๔๗ พิมพ์เล็ก เนื้อว่าน ๒ องค์คู่ กล่องเดิม

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260927_002557.jpg IMG_20260927_002625.jpg IMG_20260927_002718.jpg IMG_20260927_002657.jpg IMG_20260927_002818.jpg
     
  15. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,922
    ค่าพลัง:
    +8,173
    ขอจองครับ
     
  16. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,922
    ค่าพลัง:
    +8,173
    ขอจองครับ
     
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1790519460389.jpg

    ..ตำนานที่มีชีวิต..จับต้องใด้..
    พระสมเด็จ อาจารย์ ภิชาติ ชินนะโชติ แจกกองพลเสือดำ รุ่นแรก

    อาจารย์หมออภิชาติ ชินนะโชติ ท่านเป็นอาจารย์ฆราวาส ร่ำเรียนอยู่กับหลายอาจารย์ เช่น อยู่วัดระฆังตั้งแต่เด็ก เรียนทำเบี้ยแก้กับหลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว และเรียนทำกุมารทองกับหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม
    พระสมเด็จ อ.หมออภิชาติ ชินนะโชติ แจกกองพลเสือดำรบเวียตนามใต้ ซึ่งเป็นกองกำลังอาสาสมัคร ในกองพลนี้มีลูกศิษย์ของท่านไปร่วมอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง พระมีขนาด 1.8 X 2.7 ซ.ม. เนื้อผงน้ำมันสีเหลือง ด้านหลังเป็นชื่อท่าน เขียน อภิชาติ เป็นตัวขอม พระรุ่นนี้มีประสบการณ์แคล้วคลาดเป็นเยี่ยมลูกศิษย์ของท่านจะรู้ดีเรื่องการปลุกพระตั้งใด้ ขยับหรือกระโดด ท่านทำให้เห็นประจักแก่สายตาประจำ เวลาท่านจะแจกพระท่านจะเอาพระมาวางบนมือแล้วท่านจะบอก ดูอะไรนี่สิ ปรากฎพระที่นอนราบอยู่ในมือเด้งตั้งขึ้นมาทันที แล้วจึงส่งให้ เรียกว่าเห็นกันจนชินตา สมัยตอนที่ท่านอยู่วัดระฆังก็ได้เสกเบี้ยแก้ไต่ผนังโบสถ์ให้เห็นกันทั้งพิธีมาแล้ว ยิ่งตอนท่านนำตะกรุดทองคำที่ท่านใช้ฝั่งใต้ทองแขนไปให้หลวงพ่อคุณซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่ประสิทธิ์วิชาให้ท่าน พอหลวงพ่อคุณหยิบตะกรุดขึ้นมาดูปรากฎว่าตะกรุดทองคำขยับไปมาดิ้นกันบนมือของหลวงพ่อเลย ถึงขนาดหลวงพ่อคุณท่านยังเอ่ยปากว่า "มึงนี่เก่งกว่ากูเสียอีก"

    สมเด็จเสือดำ
    “คิดสร้างพระขึ้นโดยเอาผงอิทธิเจ นำพระสมเด็จวัดระฆังที่แตกหักชำรุดเก่าๆมาตำ นั่งวิปัสสนาเห็นหลวงสมานฯ อยู่วัดระฆังมีผงสมเด็จอยู่มากก็ไปขอมา โดยหม่อมปิยะพจน์ จักรพันธุ์ ออกแบบรูปพระพุทธ ทำพิธีแผ่ทอง นาก เงิน ลงอักขระวิธีตามหลักการทำพระ แล้วเจียรให้เป็นผงผสมเข้าไปนวดจนขว้างลงพื้นเด้งเป็นลูกฟุตบอลจึงอัดเป็นรูปพระ แล้วทำการปลุกเสกบรรจุ พลังเข้าไปอีก จากนั้นแจกแก่ทหารที่ไปรบในเวียดนาม”

    สมเด็จรุ่นแรก อาจารย์อภิชาติ ชินะโชติ ปี ๒๕๑๖

    แจกทหารกองพลเสือดำในภารกิจสงครามเวียดนาม

    เกร็ดประวัติ
    อาจารย์หมออภิชาติ ชินะโชติ สร้างปี ๒๕๑๖ เพื่อแจกทหารกองพลเสือดำไปราชการสงครามที่ประเทศเวียดนาม "...สมัยไทยส่งทหารเข้าไปช่วยรบในเวียดนาม มีนายทหาร"ยังเติร์ก" คุมกำลังไปหลายรุ่น ที่เป็นศิษย์ก็มาลา ก็มอบตะกรุด มอบพระที่สร้างขึ้นนี้ให้ไปคุ้มครองตัว ตอนดึกๆคืนไหนว่างก็นั่งกรรมฐานถอดจิตไปเยี่ยมดูถึงในฐานทัพที่เวียดนามว่ายังอยู่ดีกันหรือ คืนหนึ่งเห็นเหตุไม่ปกติขึ้น มีฝ่ายเวียตกงเคลื่อนกำลังเงียบๆกลางดึก เข้าหมายตีฐานกำลังทหารไทยที่มีศิษย์เป็นหัวหน้า การเคลื่อนพลของเวียตกงทำแบบเนียนมาก ใช้กำลังคนลากรถถังเข้าหมายถล่มด้วยปืนใหญ่รถถัง ไม่ติดเครื่องวิ่งเพราะจะมีเสียงให้ไหวตัว ขณะเดียวกันทหารพลรกก็ใช้กิ่งไม้พลางตัวคลานเข้ามา มองเผินๆไม่รู้ว่าเป็นคน คิดว่าพุ่มไม้ที่เกลื่อนป่า ผมเห็นไม่ได้การ ขืนนิ่งดูดายศิษย์เราพร้อมทหารทั้งฐานโดนทำลายยับแน่ ก็ใช้อำนาจจิตเรียกชื่อลูกศิษย์ในฐานที่กำลังคุยกันอยู่ ไม่รู้ว่ามีภัยเข้าใกล้ตัว เขาได้ยินหยุดคุยเงี้ยหูฟัง ก็บอกไปว่า เวียตกงกำลังเคลื่อนเข้ามาทางทิศนั้น ระยะห่างเท่านั้น ให้ใช้ปืนใหญ่ยิงสกัดเอาไว้ ไม่อย่างนั้นจะถูกถล่มก่อน เขาก็เชื่อ จัดการตั้งปืนยิง ยิงไปยังจุดที่บอก ปรากฏว่าพวกเวียตกงกระเจิง รุ่งขึ้นไปตรวจดูก็พบทั้งซากรถถัง รอยเลือดกับศพที่มันลากไปไม่หมด ศิษย์ถึงกับตื้นตันที่ชวยชีวิตเขากับเพื่อทหารไทยไว้....."

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ ทุกๆที่มาครับ

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260927_212504.jpg IMG_20260927_212528.jpg
     
  18. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1790520031623.jpg ลพ คง.jpg FB_IMG_1790520034658.jpg

    ..พระผงพิชิตรมารหลังพระเจ้าตากสิน เนื้อชานหมาก องค์นี้ เคลือบเดิม หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จ.จันทบุรี ปลุกเสก ปี ๒๕๒๓
    ด้านหน้าเป็นพระพิชิตมารด้านหลัพระเจ้าตากสินมหาราชนั่งบนบัลลังก์
    พิธีปลุกเสกใหญ่ ของดีของเมืองจันทบุรี

    จุดประสงค์แจกเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ ทหารตำรวจ อาสาสมัครทหารพรานในยุคนั้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาจากส่งครับ

    หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส นั้นท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัย หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เลยทีเดียว ท่านอาจจะอายุน้อยกว่าแต่เรื่องอาคมนั้นท่านไม่เป็นรองใครเลยทีเดียว ท่านได้รับไปร่วมพิธีพุทธาภิเษก ในพิธีใหญ่ๆ พร้อมๆ กับเกจิร่วมสมัยอยู่หลายครั้ง พระเครื่องของท่านนั้น เด่นทั้งด้านเมตตามหานิยม และ คงกระพันชาตรี พระครูอาคมวิสุทธิ์ (หลวงพ่อคง สุวัณโณ) วัดวังสรรพรส ต.บ่อ อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรูปหนึ่งของภาคตะวันออก ร่วมสมัยเดียวกับ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อวงศ์ วัด ปริวาส หลวงปู่เส็ง วัดบางนา หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า หลวงพ่อศรีนวล วัดเกวียนหัก หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ และ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ฯลฯ

    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงแต่ละรุ่นล้วนมีประสบการณ์มากมายในทุกด้าน มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ นับตั้งแต่สามัญชนจนถึงพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ พล.ต.ต.ม.ร.ว.พงศ์สระ เทวกุล ฯลฯ

    ประวัติหลวงพ่อคง สุวัณโณ (พระครูอาคมวิสุทธิ์)

    นามเดิมของหลวงพ่อคือ คง ฑีฆายุ โยมบิดาชื่อ ส้อง โยมมารดาชื่อ โอง ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๔๕ ตรงกับวันเสาร์ ปีขาล ณ บ้านตาพราย ต.สะตอ อ.เขาสมิง จ.ตราด อุปสมบทครั้งแรก พ.ศ.๒๔๖๖ อายุได้ ๒๑ ปี อุปสมบทครั้งที่ ๒ เมื่อวันอังคารที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๗ ขณะอายุได้ ๓๒ ปี ณ วัดชมพูราย จ.ตราด โดยมี พระอธิการผูก วัดสลัก เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "สุวณฺโณ"

    ท่านได้ศึกษาธรรมะและวิชาคาถาอาคมขลัง อักขระเลขยันต์จากโยมตาชื่อ หลวงคีรีเขตุ ซึ่งเป็นผู้มีวิชาทางคงกระพันเป็นเลิศ ตลอดจนพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อเม วัดมาบไผ่ ต.มาบไพ อ.ขลุง จ.จันทบุรี (หลวงพ่อเม ท่านมีวิชาขนาดเหาะเหินเดินอากาศได้ครับ), หลวงพ่ออ่ำ วัดสะตอน้อย ต.ตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี ,หลวงพ่ออุก หลวงพ่อเจาะ วัดโป่งโรงเซ็น ต.โป่งโรงเซ็น อ.มะขาม จ.จันทบุรี ,หลวงปู่วง (ปู่ของท่าน) ,หลวงพ่อหริ่ง ,ครูเต๋า ,และครูตาสด ฯลฯ

    หลวงพ่อคงได้ออกเดินธุดงค์ไปทั่วประเทศ ตลอดจนข้ามไปทางฝั่งประเทศพม่า กัมพูชา เพื่อฝึกฝนวิชาที่ท่านได้ร่ำเรียนมา โดยเฉพาะวิชา เสือสมิง ท่านมีความเชี่ยวชาญชำนาญเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่า วัตถุมงคลของท่านแทบทุกรุ่น จะต้องมีรูปเสือสมิง ปรากฏอยู่ด้วย

    หลังจากที่ได้เดินธุดงค์จนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านได้กลับมาอยู่ที่วัดวังสรรพรส และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดวังสรรพรสตั้งแต่พ.ศ.๒๔๙๒ เป็นต้นมา

    หลวงพ่อคง นับเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าท่านหนึ่งที่มักจะได้รับนิมนต์ให้ไปร่วมนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลในพิธีพุทธาภิเษกตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศตลอดเวลา ไม่ว่าจะวัดใกล้วัดไกลแค่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ในส่วนตัวของท่านเองก็ได้สร้างวัตถุมงคลออกมาหลายรุ่น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวัตถุมงคลของท่านคือ จะมีรูปเสือสมิงอยู่ด้านหลัง หรือไม่ก็เป็น รูปพระปิดตา ซึ่งเป็นฝีมือการเขียนโดยตัวท่านเอง

    วัตถุมงคลของหลวงพ่อคงทุกรุ่นล้วนมีพุทธคุณเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน เป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างไกล นอกจากนี้ท่านยังมีความเชี่ยวชาญด้านรักษาโรคด้วยสมุนไพรอีกด้วย จนเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาวบ้านตลอดมา

    การสร้างวัตถุมงคล

    หลวงพ่อคง สุวัณโณ อดีตเจ้าอาวาส วัดวังสรรพรส นับว่าท่านเป็นพระเกจิคณาจารย์รูปหนึ่ง เราจะสังเกตุเห็นเด่นชัดว่างานมหาพุทธาภิเษกวัตถุมงคลทุกครั้งไม่ว่าภาคไหนก็จะมีรายชื่อของท่านติดอยู่ในทำเนียบงานนั้นด้วยท่านผู้อ่านคงจำได้เมื่อคราวปลุกเสกครั้งยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวงเมื่อปีพ.ศ. 2500 หลวงพ่อคงท่านก็มาในพิธีครั้งนั้นด้วย หลวงพ่อคงเริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนทั้งไกลและใกล้เมื่อสงครามโลกครั้งที่2 ท่านได้เริ่มทำธง เสื้อยันต์ ตะกรุด และปลัดแจกเรื่อยมา

    นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 อันเป็นปีกึ่งพุทธกาล เพื่อสมนาคุณแก่ผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างพระอุโบสถ ดังนั้นในปีนั้นท่านจึงได้จัดทำเหรียญรูปเหมือนของท่านเป็นครั้งแรก ท่านได้นำเหรียญของท่านมาเข้าพิธีที่ท้องสนามหลวงด้วย ภายหลังท่านก็นำเหรียญของท่านปลุกเสกในวาระอื่นๆด้วย เช่นงานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า และงานวันเกิดของหลวงพ่อ จำนวนสร้างทั้งหมด 15,000 เหรียญ ผิวเหรียญสีขาวเนื้ออัลปาก้าทั้งหมด เหรียญรุ่นนี้เคยมีอภินิหารเป็นที่เลื่องลือกันมาก

    วัตถุมงคลหลวงพ่อมีประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ค้าขายดี แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังกล่าวถึงตลอด หลวงพ่อคงมีจริยาวัตรงดงามมาก บุคคลต่างๆรวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้ท่าน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงพ่อคงใจดี มีเมตตา ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนมาโดยตลอด ไม่ลำเอียง ใครเจ็บป่วยมาหาท่าน ท่านจะเมตตาช่วยเหลือตลอดทุกคนเสมอไป หลวงพ่อคงมีแต่ให้กับให้ ใครมาขออะไรก็ให้ทั้งนั้น แม้กระทั่งเงินและวัตถุมงคล ตลอดระยะเวลาในการอุปสมบทของท่าน ท่านได้ปฏิบัติตามกฏของสงฆ์อย่างเคร่งครัดมีการครองผ้าสวดมนต์ ทำวัตรเช้า เย็น ตลอดมามิได้ขาด จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูอาคมวิสุทธิ์ ซึ่งแปลว่า พระผู้ซึ่งมีอาคมขลังเป็นที่สุด

    หลวงพ่อคงได้อนุญาตให้ลูกศิษย์สร้างวัตถุมงคลทั้งที่เป็นประเภทเหรียญ รูปหล่อ และพระเนื้อผง มากมายหลายสิบรุ่น ส่วนวัตถุมงคลประเภทเครื่องราง อาทิ ผ้ายันต์ ตะกรุด รวมทั้งปลัดขิก และเขี้ยวเสือต่างๆ หลวงพ่อคงได้สร้างเองก็มีหลายแบบ ล้วนแล้วต่างมีประสบการณ์มากมายและส่วนมากวัตถุมงคลของท่านจะทำการปลุกเสกเดี่ยวจนครบไตรมาส จึงจะเอามาออกแจกใครได้รับต่างก็หวงแหน

    ปลายชีวิตหลวงพ่อคง

    ในช่วงท้ายของชีวิตหลวงพ่อคงได้อาพาธเป็นไข้หวัดใหญ่ และปอดบวม มีโรคแทรกซ้อน เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2532 ลูกศิษย์ได้ส่งหลวงพ่อคงไปรักษาที่ รพ.ตากสิน จันทบุรี จนพอทุเลา ท่านก็ขอกลับมาที่วัดวังสรรพรส และต่อมาอีกไม่กี่วัน ท่านก็ได้จากพวกเราไปอย่างสงบ ณ วัดวังสรรพรส ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2532 เวลา 10.15 น.รวมสิริอายุได้ 87ปี พรรษาที่ 55 ก่อนที่จะท่านมรณะภาพ หลวงพ่อคง สุวณฺโณได้ปรารถ กับศิษยานุศิษย์ว่า ให้เก็บร่างท่านไว้ มิฉนั้นต่อไปจะไม่มีคนมาวัด

    หลังจากทีท่านมรณภาพไปแล้ว เล็บมือ เล็บเท้า เส้นเกศาของท่านจะยาวออกมาตลอด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260927_214734.jpg IMG_20260927_214923.jpg
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,550
    ค่าพลัง:
    +21,470
    FB_IMG_1790518396956.jpg

    เหรียญหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง พิมพ์ ๒ หู จ.นครปฐม หลังพระอาจารย์ฮวด (ลูกศิษย์หลวงพ่อแช่ม) สร้างปี พ.ศ. ๒๕๒๖

    อาจารย์ฮวด วัดกลาง ดาวคนอง กรุงเทพฯ (ฝั่งธนบุรี) ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเเช่ม วัดตาก้อง ได้ร่ำเรียนวิชาต่างๆเช่นวิชาโปร่งฟ้า วิชาองค์การมหาทมึนเเละวิชาที่ขาดไม่ได้ที่ทำให้อาจารย์ฮวดมีชื่อเสียงโด่งดังก็คือวิชาทำ"น้ำมันพรหมประสิทธิ์” ที่เป็นหนึ่งในวิชาพรหมของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง น้ำมันพรหมประสิทธิ์นี้บางคนเอาไปป้ายตาแล้วสามารถมองทะลุวัตถุที่กางกั้น จนเห็นภาพวัตถุที่อยู่ภายในได้ พวกนักพนันมักเรียกน้ำมันนี้ว่า น้ำมันโป เพราะเอาไปป้ายเปลือกตาไว้ดูจำนวนเม็ดถั่วเม็ดโปเวลาเล่นพนัน หรือดูแต้มลูกเต๋าในถ้วยตอนแทงไฮโล บางทีก็ป้ายตาเอาไว้ดูไพ่ของแต่ละคนในวง ส่วนพวกเจ้าชู้ก็มักนำไปป้ายตาไว้ดูสาวๆและเอาไปกระทำในทางเสน่ห์ ส่วนคนธรรมดาทั่วไป ก็ไว้ใช้ในทางเมตตาค้าขาย เข้าเจ้า เข้านาย ให้เมตตาเอ็นดูค้ำชูอุปถัมภ์ จนประสบการณ์ความขลังในน้ำมันโปของหลวงพ่อแช่มนั้นโด่งดังไปทั่วจนถึงยุคอาจารย์ฮวด เเละหลังจากหลวงพ่อเเช่มมรณะภาพ พ.ศ.๒๔๙๐ อาจารย์ฮวดได้ลาสิกขาบท เเละได้ใช้วิชา"น้ำมันพรหมประสิทธิ์"ในการทำมาหากิน ค้าขาย จนมีฐานะร่ำรวย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญสวยสภาพเดิมๆผิวขึ้นรุ้งวิบวับๆ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260927_211454.jpg IMG_20260927_211521.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...