ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยูเครนเดือดทุบอวกาศ! ใช้มิสไซล์ "ฟลามิงโก" จิกจู่โจม "รอสคอสมอส" หรือว่าง่ายๆ ก็ "นาซา" ของรัสเซีย ซึ่งไกลมากด้วย อยู่ตั้ง 900 กม. จากชายแดนยูเครน! กี้ก็โวใหญ่ ยิงสู่พรมแดนใหม่ ด้านอวกาศอันลือลั่นเป็นตำนานนับแต่อดีตกาลของโซเวียต
    กี้ยังคุยฟุ้ง มียิงทั้งฐานทัพอากาศ "ซาวาสเลย์กา" ซึ่งก็ไกลเหมือนกัน ตั้ง 700 กม.
    และ และ และ ที่ขาดไม่ได้ ยังไงก็ไม่เคยขาด ต้องล่อ "น้ำมัน" รัสเซียเน้นๆ! (ซึ่งรัสเซียก็ปัดป้องอะไรไม่เคยได้เลย!) ทิ่มไปที่ "อุสต์-ลูกา" ไกลถึง 800 กม.

    ก็จะเห็นว่าหลังๆ ยูเครนโชว์ "สาดลูกยาว" ซะเยอะ
    ช่วงชกไม่ถึงเหรอ พี่ประเคนแข้งไปเลย! และตอนนี้เป้าไหนก็เหมือนจะเจาะได้ทั้งนั้นแล้ว จากน้ำมันยันอวกาศศศ

    ด้านรัสเซียก็แลกต่อ ท่าเรือมาก็ท่าเรือไป โหมไปที่ท่าเรือ "โอเดซา" และ "ยุซนี" ฝั่งทะเลดำ‼️‼️ ซึ่งก็รวมไปถึงอิซมาอิล เมืองท่า ชายฝั่งทะเลดำ แต่ตีลึกไปตรงแม่น้ำดานูบ ขอบชายแดนยูเครนที่ติดกับโรมาเนีย‼️

    ทั้งนี้ ก็มีข่าว (จากสื่อใหญ่ของฝรั่ง โดยรายงานจากแหล่งข่าววงใน) ว่า ทางยูเครนมีส่งสาสน์ไปถึงรัสเซีย เสนอ "หยุดยิง" ทะเลดำ
    คือยิงไรก็ยิงไป แต่อย่ายิงท่าเรือตรงทะเลดำเล้ย เพราะเป็นห่วงชาวโลกจะลำบากเอา ต้องส่งออกพืชพันธุ์ธัญญาหารจากตรงนี้
    คุณว่ารัสเซียจะว่าไง?
    รัสเซียบอกว่า "ไม่จ้ะ"
    และไม่ใช่แค่ข่าวนะจ๊ะ รัสเซียออกแถลงการณ์โดยกระทรวงการต่างประเทศ!!!
    ประณามยูเครนและจวกแหลก เอ็งมาโจมตีทะเลดำ เลวร้ายมาก และก็แล้วไงเหรอ จะมาขอจบ ไม่มีทาง!
    มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกต่างประเทศชี้ว่า ไม่มีกั๊ก ถ้าจะจัดก็เอาให้หนัก จะเอาก็แลกเลย กล้าตีก็ต้องกล้าแลก เราไม่มีวันมา "หยุดยิง" เพื่อให้ยูเครนได้พักให้น้ำให้ท่า หายใจหายคอ ไม่มีวัน!

    ยังไงก็ตาม ปฏิเสธมิได้ว่า พักหลัง รัสเซียจะโดนมากกว่าน่ะสิ แลกไปแลกมา รัสเซียชักเพลี่ยงพล้ำซะเยอะเหมือนกัน

    แต่ที่กี้หวัง (อย่างที่เคยประกาศไว้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน) ว่า จะโจมตีหนักหน่วงรุนแรงจนรัสเซียยอมเจรจา ยอมหย่าศึก ... คล้ายว่าเป็นไปได้ยากยิ่ง
    ด้วยเกียรติ ด้วยศักดิ์ แห่งรัสเซีย ... คล้ายมีแต่จะยิ่งแค้น บ่มความแค้นนี้สะสม รอวันทวง!
    หรือต่อให้ยังเอาคืนไม่ได้ ก็ไม่มีวันยอมตามที่ยูเครนปรารถนาอยู่ดี ไม่มีวัน

    ดูแล้วจบยาก

    https://www.bloomberg.com/news/arti...n-space-facility-in-samara?srnd=homepage-asia
    https://www.reuters.com/world/europ...od-supply-fears-mount-source-says-2026-08-13/
    https://www.reuters.com/world/europe/russia-dismisses-idea-black-sea-ceasefire-2026-08-14/

    https://www.facebook.com/share/1JJ6u6TAbR/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Financial Repression: ญี่ปุ่นทำได้จริง

    บทความแปล
    FB_IMG_1786847311766.jpg
    "ญี่ปุ่น" ถึงลดหนี้มหาศาลได้ โดยไม่ต้องจ่ายหนี้คืนแม้แต่บาทเดียว?
    ญี่ปุ่นเพิ่งทำในสิ่งที่ไม่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ชาติไหนในโลกทำได้ นั่นคือการทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงจากจุดพีคที่ 229% ลงมาเหลือ 204% ทั้งที่ไม่ได้จ่ายหนี้คืนเลยแม้แต่บาทเดียว แถมมูลค่าหนี้จริงยังเพิ่มขึ้นถึง 11% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ!
    พวกเขาทำได้อย่างไร? วิธีการนี้มีชื่อทางเศรษฐศาสตร์ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยได้ยิน นั่นคือ "การกดดันทางการเงิน" (Financial Repression)
    หลักการนี้ง่ายมาก: แค่กดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ
    ลองนึกภาพตามว่า รัฐบาลมีรายได้จาก "ภาษี" ซึ่งเก็บจากทุกการซื้อขายและรายได้ในประเทศ เมื่อเงินเฟ้อดันให้ราคาสินค้าและค่าจ้างแพงขึ้น รัฐก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ (อัตราภาษีเท่าเดิม แต่ฐานตัวเลขใหญ่ขึ้น)
    ส่วนสิ่งที่รัฐต้องจ่ายคือ "ดอกเบี้ย" ของหนี้ก้อนเก่า หากธนาคารกลางตรึงดอกเบี้ยไว้ต่ำติดดิน ในขณะที่ปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ต้นทุนการจ่ายหนี้ตรงนี้ก็แทบจะไม่ขยับเลย
    รายได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ภาระหนี้เท่าเดิม
    หากรักษาระยะห่างนี้ไว้นานพอ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็จะลดลงไปเองตามธรรมชาติ โดยที่รัฐไม่ต้องรัดเข็มขัดลดงบประมาณ และไม่ต้องจ่ายหนี้คืน แค่ใช้ "เวลา" เป็นตัวช่วย
    ญี่ปุ่นใช้แผนนี้แบบเป๊ะๆ ในปี 2023 ญี่ปุ่นมีเงินเฟ้อ 3.3% แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ "ติดลบ" ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโตขึ้น 20% ขณะที่หนี้โตแค่ 11% สัดส่วนหนี้จึงหดลงไปเอง
    แต่งานนี้มี "ผู้แพ้"
    คนเสียเปรียบไม่ใช่ชาวต่างชาติ แต่เป็น "คนออมเงินชาวญี่ปุ่น" ที่เงินฝากไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย ในขณะที่ข้าวของแพงขึ้น 3% ต่อปี ส่วนต่างระหว่างสิ่งที่คนออมควรจะได้กับสิ่งที่ได้จริง ก็คือสิ่งที่รัฐบาลเก็บเข้ากระเป๋าไป... มันคือ "ภาษีแฝง" ที่ประชาชนไม่เคยโหวตเลือก
    ข้อแม้สำคัญ: คุณต้อง "คุมเจ้าหนี้" ของตัวเองให้ได้
    แผนนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประเทศนั้นคุมเจ้าหนี้ตัวเองได้ ซึ่งญี่ปุ่นทำได้ เพราะ BOJ ถือครองพันธบัตรรัฐบาลตัวเองถึง 48% ส่วนที่เหลืออยู่ในมือสถาบันการเงิน กองทุนบำนาญ และนักลงทุนชาวญี่ปุ่นเอง มีต่างชาติถือครองอยู่เพียง 8% ดังนั้น เมื่อรัฐบาลกดดอกเบี้ย สถาบันในประเทศจึงต้องก้มหน้ารับผลขาดทุน และเทขายหนีไปไหนไม่ได้
    ทำไม "สหรัฐอเมริกา" ถึงลอกการบ้านนี้ไม่ได้?
    ต่างชาติถือครองหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ สูงถึง 31% (ราว 9.2 ล้านล้านดอลลาร์) เมื่อวอชิงตันปล่อยให้เงินเฟ้อวิ่งในช่วงปี 2021-2022 ทริคนี้เริ่มได้ผลในช่วงแรก หนี้ต่อ GDP ลดจาก 133% เหลือ 119%
    แต่เจ้าหนี้ต่างชาติไม่ยอมทนเหมือนเจ้าหนี้ในประเทศ พวกเขา "เทขาย" ทิ้ง และเรียกร้องดอกเบี้ยสูงๆ เพื่อแลกกับการถือต่อ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ทะลุ 5% ในปลายปี 2023 ดอกเบี้ยที่แพงหูฉี่สำหรับการกู้ใหม่ ได้ลบล้างข้อดีทั้งหมดทิ้งไป และทำให้ตอนนี้สัดส่วนหนี้สหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงที่ 126% อีกครั้ง
    บทสรุป
    ตัวเลขที่ตัดสินว่าประเทศไหนจะใช้แผนนี้ได้รอด ไม่ใช่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP แต่คือ NIIP (สถานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิ) หรือ ทรัพย์สินที่ประเทศนั้นมีในต่างแดน หักลบด้วย สิ่งที่ต่างชาติถือครองในประเทศนั้น
    ญี่ปุ่น: +562 ล้านล้านเยน (เงินออมที่สะสมมานานหลายทศวรรษ)
    สหรัฐฯ: -21 ล้านล้านดอลลาร์
    ประเทศแรก "เป็นหนี้ตัวเอง" แต่ประเทศที่สอง "เป็นหนี้คนทั้งโลก"

    ps://www.facebook.com/share/1Bf3KTct2U/
    https://www.facebook.com/share/1Bf3KTct2U/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักประวัติศาสตร์ยุคกรีกโบราณ ทิวซิดิดีส (Thucydides) เคยกล่าวประโยคคลาสสิกที่สรุปเนื้อหาของบทความนี้ในระดับประเทศไว้เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนว่า:

    "ผู้แข็งแกร่งย่อมทำในสิ่งที่ตนทำได้ และผู้อ่อนแอย่อมต้องทนรับในสิ่งที่ตนต้องเผชิญ"

    โลกในระดับมหภาคไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยศีลธรรม แต่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจการต่อรอง ทรัพยากร และเทคโนโลยี

    โลกสวย โลกที่เท่าเทียมไม่มีจริง
    ชีวิตจริง เจรจาด้วย กำลัง และ ความมั่งคั่ง

    ต้องแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ชนะ

    https://www.facebook.com/share/p/1KU5ziYdu1/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลสหรัฐ คือ 1.38 ล้านล้านดิลลาร์

    รายรับของรัฐบาลสหรัฐ คาดการณ์ว่าปีนี้จัดเก็บได้
    5.4 ล้านล้านดอลลาร์

    ภาระดอกเบี้ยจ่าย = 25% ของรายรับ
    (ยังไม่รวมชำระเงินต้น ที่ไม่คิดชำระอยู่แล้ว แต่ต้อง rollover ไปเรื่อยๆ)
    FB_IMG_1786848914892.jpg
    ภาระหนี้ระดับนี้จะยั่งยืนได้อย่างไร

    https://www.facebook.com/share/p/1EMXvHWrkB/


    Shocking stat of the day:

    Estimated annualized interest expense on US federal debt is up to a record $1.38 trillion.

    This is equivalent to 4.2% of US GDP, the highest percentage since 1997.

    By comparison, this figure stood at 2.3% in Q4 2020.

    Annualized interest expense has surged +$900 billion, or nearly +200%, over the last 5 years, rising at an average annual rate of +24%.

    Meanwhile, in the first 9 months of FY2026, interest expense jumped +$78 billion YoY, to $827 billion, the highest level for this period in history.

    The cost of servicing US federal debt has never been higher.

    https://www.facebook.com/share/p/1DYtZqQTCL/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจกัมพูชาจะดิ่งหัวต่อเนื่อง
    ...
    คนไทยบอกว่า เป็นไงล่ะ ไม่มีไทย จะขาดใจ
    ...
    กัมพูชาปากดี รวมฮุนเซนบอกไม่เกี่ยว ปิดด่านร้อยปีก็ปิดไป
    ...
    IMF ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจกัมพูชาในปี 2026 นี้ ลดจาก 4.2% เหลือ 3% (ภาพที่ 3)
    ...
    โดยแนวโน้ม ทั้ง ADB, World Bank และ IMF ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาภายใน 5 ปีข้างหน้า จากนโยบาย (policy) ของกัมพูชาจะเติบโตลดลงต่อเนื่องจนอาจเหลือการเติบโตเพียง 1% ในอีก 5 ปีข้างหน้า (ภาพที่ 1)
    ...
    อนึ่ง ประเทศกัมพูชาถือเป็นประเทศเกิดใหม่หลังสงคราม จะมีการเติบโตที่แรงในระดับปีละ 5-6% มาตลอด แต่ภายหลังการเกิดสงครามกับไทยจนความสัมพันธ์เลวร้ายลง สถาบันต่างๆ ประเมินการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง (ภาพที่ 2)
    ...
    เมื่อเศรษฐกิจเติบโตน้อย ไม่คุ้มดำเนินการ เพราะประเทศก็เล็กอยู่แล้ว ไม่คุ้ม economy of scale การถอนตัวของธุรกิจต่างชาติกำลังเกิดต่อเนื่อง ตอนนี้กิจการไทย ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ทยอยถอนตัวออกจากกัมพูชา
    ...
    เมื่อธุรกิจถอนตัวต่อเนื่อง คนตกงานจะเพิ่ม
    ...
    หนี้สินที่ประชาชนก่อไว้จะกลายเป็น NPL
    ...
    ไหนเงินสแกมเมอร์จะต้องย้ายหนี
    ...
    วิกฤติมารำไร
    ...
    แต่ไม่มั๊ง ปิดด่านร้อยปีก็ไม่กลัว
    FB_IMG_1786863818228.jpg FB_IMG_1786863820672.jpg FB_IMG_1786863823569.jpg
    https://www.facebook.com/share/19JQzXcceq/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘เอสเอ็มอี’ อาการน่าห่วง ‘เอ็นพีแอล‘ ทะลุ 11% หนี้กำลังจะเสียอีก 5% ธุรกิจเปราะบางหนัก
    .
    สุรพล โอภาสเสถียร ผู้ช่วยผู้บริหาร บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) โพสต์เฟสบุ๊ก “Surapol Opasatien” ว่า
    .
    สถานการณ์สินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลไทยยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา หลังข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569 หรือไตรมาส 2 ปี 2569 ภายใต้ข้อมูลของ NCB พบว่า สินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคล ซึ่งไม่รวมบุคคลธรรมดา จากฐานข้อมูลสถิติการให้กู้ของสถาบันการเงินในระบบเครดิตบูโร มีจำนวนรวม 2.54 ล้านล้านบาท ครอบคลุมประมาณ 1.1 ล้านบัญชี
    .
    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อสินเชื่อมีการเติบโตเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลถือเป็นกลุ่มสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นนายจ้างและเป็นกลไกที่กระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปในวงกว้าง
    .
    ประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นคือสถานการณ์หนี้เสีย หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพ โดยอยู่ที่ 10.92% หรือคิดเป็นประมาณ 11% เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีจำนวนประมาณ 80,000 บัญชี
    .
    ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานที่ระดับ 9.5% เนื่องจากฐานข้อมูลนี้รวมผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ไว้ด้วย
    .
    ขณะเดียวกัน หนี้ที่กำลังจะเสีย หรือสินเชื่อที่อยู่ในกลุ่มต้องจับตา มีสัดส่วน 4.95% หรือประมาณ 5% คิดเป็นวงเงิน 1.21 แสนล้านบาท แม้วงเงินดังกล่าวจะลดลง 9.3% แต่ยังมีจำนวนบัญชีอยู่ที่ประมาณ 67,500 บัญชี สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังมีลูกหนี้อีกจำนวนหนึ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสีย
    .
    สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้หลังจากกลายเป็นหนี้เสีย มีวงเงินรวม 2.22 แสนล้านบาท ลดลง 3.4% และมีจำนวนประมาณ 46,700 บัญชี สะท้อนการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่เข้าสู่สถานะหนี้เสียแล้ว
    .
    ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันก่อนที่จะกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งเป็นการดำเนินการกับลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่มหนี้ที่กำลังจะเสีย มีวงเงินรวม 3.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท โดยจำนวนบัญชีเพิ่มขึ้นเป็น 85,900 บัญชี จาก 64,700 บัญชีในเดือนมิถุนายน 2568
    .
    เมื่อพิจารณาตัวเลขหนี้เสียที่อยู่ที่ประมาณ 11% ประกอบกับหนี้ที่กำลังจะเสียอีกประมาณ 5% จะทำให้สัดส่วนความเสี่ยงของสินเชื่อทั้งสองกลุ่มรวมกันอยู่ที่ประมาณ 16% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในภาวะที่สินเชื่อโดยรวมเติบโตเพียง 0.5%
    .
    ข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเด็นการเร่งแก้ไขปัญหาสินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลถูกจับตามากขึ้น เพราะกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หากสถานการณ์สินเชื่อยังขยายตัวในระดับต่ำ
    .
    ขณะที่หนี้เสียและหนี้ที่กำลังจะเสียอยู่ในระดับสูง ย่อมเป็นแรงกดดันต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
    .
    ตัวเลขดังกล่าวจึงสะท้อนว่าการแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการอย่างจริงจังและไม่ควรรอให้ปัญหาสะสมจนเข้าสู่จุดที่แก้ไขได้ยาก เพราะหากภาคธุรกิจซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจมีปัญหาด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น ผลกระทบย่อมสามารถขยายออกไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างได้
    .
    ในอีกด้านหนึ่ง การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันที่เพิ่มขึ้นทั้งในแง่วงเงินและจำนวนบัญชี สะท้อนว่ามีความพยายามเข้าไปจัดการปัญหาก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้เสีย ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสียยังมีวงเงินอยู่ในระดับสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าการแก้ไขปัญหาควรดำเนินการให้เร็วขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ที่ยังสามารถฟื้นตัวได้ไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสียเพิ่มเติม
    .
    สถานการณ์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับบทบาทของธนาคารกลางและการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะปัญหาของภาคธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระบบการเงิน หากแต่สามารถส่งผ่านไปยังการลงทุน การจ้างงาน การบริโภค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมได้
    .
    ดังนั้น ตัวเลขสินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและนิติบุคคลที่เติบโตเพียง 0.5% ขณะที่หนี้เสียอยู่ที่ 10.92% และหนี้ที่กำลังจะเสียอยู่ที่ 4.95% จึงเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองกลุ่มรวมกันมีสัดส่วนประมาณ 16% ของสินเชื่อในฐานข้อมูลดังกล่าว
    .
    โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลหนี้เสียที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องเร่งป้องกันไม่ให้หนี้ที่กำลังจะเสียไหลเข้าสู่สถานะหนี้เสีย และต้องทำให้สินเชื่อกลับมาสนับสนุนภาคธุรกิจที่ยังมีศักยภาพได้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการกลายเป็นแรงฉุดต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป
    .
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจWealth

    https://www.facebook.com/share/p/1BZNdXCiFi/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รับเงินค่าวิ่งเต้นสอบบรรจุ แม้คืนเงินภายหลัง ความผิดประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงยังสำเร็จแล้ว

    FB_IMG_1787016137174.jpg

    ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การเรียกและรับเงินจากผู้ประสงค์จะเข้ารับราชการโดยอาศัยฐานะความเป็นข้าราชการและความเชื่อถือในตำแหน่ง เพื่อให้ผู้จ่ายเงินเข้าใจว่าสามารถช่วยเหลือในการสอบหรือการบรรจุได้ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ แม้ผู้ฟ้องคดีจะมิได้มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการสอบก็ตาม จึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
    ศาลตรวจสอบขั้นตอนการสอบสวนแล้วเห็นว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้ฟ้องคดีรับทราบข้อกล่าวหาและมีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา กระบวนการออกคำสั่งลงโทษจึงเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ส่วนการคืนเงินภายหลังไม่อาจลบล้างความผิดที่ได้กระทำสำเร็จไปแล้ว และการรับราชการมานานหรือมีความดีความชอบไม่เป็นเหตุบังคับให้ต้องลดโทษต่ำกว่าระดับโทษที่เหมาะสมกับความร้ายแรงแห่งกรณี
    #วรรคทองแห่งคำพิพากษา
    “...แม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่า ได้คืนเงินให้แก่ผู้ร้องเรียนแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจลบล้างความผิดที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำสำเร็จไปแล้วได้... แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่า รับราชการมานาน มีความดีความชอบ และไม่เคยกระทำผิดวินัยมาก่อน ก็ไม่อาจใช้เป็นเหตุในการลดหย่อนโทษเป็นให้ปลดออกจากราชการได้...”
    *** ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น โดยเห็นว่าคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
    คำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.117/2558

    https://www.facebook.com/share/p/1EXyxou14h/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ตลาดโลกแกว่งหลังค้าปลีกสหรัฐอ่อน ตลาดกลัว Fed เจอโจทย์ดอกเบี้ยยากขึ้น

    ตลาดโลกเริ่มกลับมากังวลโจทย์ที่ Fed ไม่อยากเจอที่สุด คือเศรษฐกิจเริ่มอ่อน แต่เงินเฟ้อยังไม่ยอมลงง่าย

    ภาพตลาดวันจันทร์ไม่ใช่การร่วงแรงแบบตื่นตระหนก แต่เป็นการแกว่งที่มีความหมาย เพราะนักลงทุนกำลังอ่านตัวเลขสหรัฐใหม่หลังยอดค้าปลีกออกมาอ่อนกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า S&P 500 ในวันศุกร์ถอย 0.2% จากบริเวณใกล้จุดสูงสุด ดัชนี Nasdaq ลด 0.3% ส่วน Dow ลด 0.2% ขณะที่ตลาดยุโรปและเอเชียเปิดสัปดาห์แบบผสมกัน เยอรมนีแทบไม่ขยับ ฝรั่งเศสลด 0.1% อังกฤษบวก 0.2% ญี่ปุ่นบวก 0.7% ฮ่องกงบวก 1.3% และเซี่ยงไฮ้บวก 1.4%

    ตัวเลขเหล่านี้ดูเหมือนข่าวตลาดธรรมดา แต่แกนจริงของเรื่องอยู่ที่คำว่า stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจโตช้าแต่เงินเฟ้อยังสูง เพราะถ้าเศรษฐกิจอ่อนอย่างเดียว Fed ยังมีเหตุผลลดดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยตลาดได้ แต่ถ้าเงินเฟ้อยังเหนียวพร้อมกับผู้บริโภคเริ่มชะลอ Fed จะไม่มีเครื่องมือที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจพร้อมกัน

    นี่คือเหตุผลที่ตลาดรอรายงานการประชุม Fed เดือนกรกฎาคมซึ่งจะออกกลางสัปดาห์ นักลงทุนไม่ได้รอแค่ว่า Fed จะพูดคำว่าเงินเฟ้อกี่ครั้ง แต่รออ่านน้ำหนักในใจกรรมการว่า ตอนนี้ Fed กลัวอะไรมากกว่ากัน ระหว่างราคาสินค้าและพลังงานที่ยังสูง กับแรงซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง

    ด้านน้ำมันยังเป็นแรงกดสำคัญ Brent ขยับขึ้น 0.4% ไปที่ 88.84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันสหรัฐลด 0.2% ไปที่ 82.20 ดอลลาร์ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ขึ้นหรือลงเล็กน้อยในวันเดียว แต่อยู่ที่เส้นทาง Hormuz ยังเกือบปิด และยังเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง เมื่อพลังงานไม่ลงแรงพอ เงินเฟ้อก็ลงยาก และเมื่อเงินเฟ้อลงยาก Fed ก็ลดดอกเบี้ยหรือผ่อนแรงกดตลาดได้ยากขึ้น

    นักลงทุนจึงต้องแยกข่าวดีออกจากข่าวดีปลอม ตลาดหุ้นอาจชอบตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนในระยะสั้น เพราะคิดว่า Fed จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว แต่ถ้าตัวเลขอ่อนเพราะผู้บริโภคเริ่มหมดแรงจริง ขณะที่ต้นทุนพลังงานยังสูง ข่าวนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเรื่องดอกเบี้ย มันอาจเป็นข่าวเตือนเรื่องกำไรบริษัทและกำลังซื้อในครึ่งหลังของปี

    กลุ่มค้าปลีกสหรัฐจึงสำคัญมากในสัปดาห์นี้ Home Depot, Target, Lowe’s และ Walmart จะรายงานผลประกอบการ ตลาดจะใช้ตัวเลขเหล่านี้ดูว่าคนอเมริกันยังซื้อของจำเป็น ซื้อของบ้าน และรับต้นทุนสูงไหวแค่ไหน ถ้าบริษัทค้าปลีกบอกว่ายอดขายเริ่มแผ่วกว้างขึ้น ตลาดอาจต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไม่ได้แค่ “เย็นลงพอดี” แต่อาจเริ่มเย็นเกินไป

    มุมมองนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้
    มุมอ่านจากข้อมูลในข่าวคือ ตลาดกำลังอยู่ตรงกลางระหว่างความหวังและความเสี่ยง ความหวังคือเศรษฐกิจอ่อนพอให้ Fed ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ความเสี่ยงคือเศรษฐกิจอ่อนมากขึ้นในช่วงที่พลังงานยังแพง นักลงทุนจึงไม่ควรมองดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ต้องดูรายได้บริษัทและแรงซื้อผู้บริโภคควบคู่กัน

    ข่าวนี้จึงไม่ใช่แค่ดัชนีหุ้นแกว่งวันหนึ่ง แต่มันกำลังบอกว่าโลกการเงินเข้าสู่ช่วงที่ข่าวดีอาจแปลได้สองแบบ ถ้าเงินเฟ้อไม่ลงพร้อมเศรษฐกิจที่เริ่มช้า ตลาดจะไม่ได้ถามแค่ว่า Fed จะทำอะไร แต่จะถามว่า Fed ยังควบคุมเกมได้แค่ไหน

    #Fed #ดอกเบี้ยสหรัฐ #ตลาดหุ้นโลก #เงินเฟ้อ #น้ำมัน #เศรษฐกิจสหรัฐ
    https://www.facebook.com/share/1cbMyAy2K7/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ญี่ปุ่นโต 1.1% แต่คนยังไม่กล้าใช้เงิน เยนอ่อนและน้ำมันแพงบีบ BOJ ให้คิดหนัก

    ญี่ปุ่นประกาศเศรษฐกิจโต 1.1% ต่อปี แต่ข่าวดีรอบนี้ไม่ได้สวยทั้งภาพ เพราะคนในประเทศยังใช้เงินอ่อนลง

    ตัวเลข GDP ไตรมาสเมษายนถึงมิถุนายนของญี่ปุ่นขยายตัว 0.3% จากไตรมาสก่อน หรือคิดเป็นอัตรารายปี 1.1% ฟังเหมือนเป็นตัวเลขที่พอประคองความมั่นใจได้ แต่เมื่อมองข้างในจะเห็นว่าการเติบโตครั้งนี้ไม่ได้มาจากกำลังซื้อในประเทศที่แข็งแรง การใช้จ่ายภาคเอกชนลดลง 1.2% ส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% โดยมีแรงช่วยจากรถยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวกับกระแส AI

    นี่คือภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่นักลงทุนต้องอ่านให้ละเอียด ประเทศยังโตได้ แต่ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสบายขึ้นมากนัก เยนอ่อนช่วยผู้ส่งออกอย่าง Toyota และบริษัทญี่ปุ่นที่มีรายได้ต่างประเทศ เพราะเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินเยน รายได้ดูดีขึ้น แต่เยนอ่อนด้านกลับกันคือสินค้านำเข้าแพงขึ้น โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบที่ญี่ปุ่นต้องพึ่งต่างประเทศแทบทั้งหมด

    สงครามในอิหร่านและความไม่แน่นอนของช่องแคบ Hormuz จึงกระทบญี่ปุ่นมากกว่าหลายประเทศ Brent ซื้อขายแถว 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ต่ำกว่าช่วงที่เคยพุ่งเหนือ 110 ดอลลาร์ แต่ยังสูงกว่าประมาณ 65 ดอลลาร์เมื่อปีก่อน สำหรับประเทศที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ราคาแบบนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขในตลาด แต่มันไหลเข้าไปอยู่ในต้นทุนขนส่ง ไฟฟ้า อาหาร และค่าครองชีพของครัวเรือน

    ปัญหาคือญี่ปุ่นกำลังอยู่ในจุดที่ธนาคารกลางต้องคิดหนัก ถ้า BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อและช่วยพยุงค่าเงินเยน ก็อาจซ้ำเติมครัวเรือนและธุรกิจที่กำลังอ่อนแรง แต่ถ้าปล่อยดอกเบี้ยต่ำเกินไป เยนอาจอ่อนต่อ และต้นทุนนำเข้าจะกดชีวิตประชาชนมากขึ้น

    ตัวเลขเยนใกล้ 159 เยนต่อดอลลาร์หลังข้อมูล GDP ออกมา จึงเป็นสัญญาณที่ตลาดอ่านทันทีว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ได้แข็งพอจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น การเติบโตที่พึ่งส่งออกและเงินเยนอ่อนอาจดีต่อกำไรบางบริษัท แต่ไม่จำเป็นต้องดีต่อคนทั่วไป ถ้าค่าจ้างไม่โตทันราคาของใช้

    สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวญี่ปุ่นไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องไกลตัว เพราะญี่ปุ่นคือทั้งนักลงทุนใหญ่ในไทย ฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ และตัวแปรเงินทุนเอเชีย ถ้าเยนอ่อนนาน เงินทุนในภูมิภาคจะถูกเทียบกับดอลลาร์และเยนตลอดเวลา ประเทศเอเชียที่พึ่งนำเข้าพลังงานเหมือนกันจะถูกตลาดประเมินความเสี่ยงใหม่

    มุมมองนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้
    มุมอ่านจากข้อมูลในข่าวคือ GDP ที่ยังโตช่วยให้ญี่ปุ่นยังไม่เข้าสู่ภาพถดถอย แต่ไส้ในของตัวเลขบอกว่าแรงซื้อในประเทศไม่แข็งแรงพอ หาก BOJ ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อและค่าเงิน ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจร้อนจริง ตลาดญี่ปุ่นอาจต้องรับความผันผวนมากขึ้น

    ญี่ปุ่นจึงกำลังสอนบทเรียนสำคัญให้เอเชียทั้งภูมิภาคว่า การโตของ GDP ไม่ได้แปลว่าคนรู้สึกดีเสมอไป ถ้าการเติบโตมาพร้อมค่าเงินอ่อน พลังงานแพง และกำลังซื้อที่หายไป เศรษฐกิจที่ดูเดินหน้าอาจยังเปราะบางกว่าที่ตัวเลขหน้าแรกบอก

    #ญี่ปุ่น #GDP #BOJ #ค่าเงินเยน #น้ำมัน #เศรษฐกิจเอเชีย

    https://www.facebook.com/share/p/14rQ8p61s82/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่จบ‼️พันธบัตรอเมริกาสถิติบัดซบสุดในรอบ 2 ทศวรรษอีกแล้วโดนเทขายกระหน่ำไม่ยั้งหยุด⚠️ไม่รู้จะสุดที่ตรงไหน
    ล่าสุด yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 30 ปีกระฉูดแตกขึ้นไป 5.315% เลวร้ายสุดตั้งแต่ปี 2007 (อีกแล้ว)
    ***bond : พันธบัตร/หุ้นกู้ ยิ่ง yield สูง ยิ่งราคาตก แปลว่า bond นั้นยิ่งไม่ดี

    สถานะของรัฐบาลไม่ได้เลิศเลอนัก
    "เสถียรภาพ" แกว่งไกว โคลงเคลง ง่อนแง่น
    คนผวา หนี้เยอะ และไหนจะต้องควักทุ่มให้สงครามอีก ... บาน

    ทั้งนี้ เดิมรัฐบาลเคยประเมินว่าปีนี้จะขาดดุลงบประมาณเฉียด 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประเมินไว้ก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็น่าจะบานปลายไปกว่านั้นมโหฬารแล้ว) และปักไว้ว่าอีกสิบปีข้างหน้างบประมาณจะทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์
    ก็ ...

    ถูกซ้ำเติมจากความตื่นตระหนกต่อ "เงินเฟ้อ" อีก (ผลกระทบจากสงคราม) ก็ยิ่งไปกันใหญ่
    ไอ้สถิติบรรลัยสุดในรอบ 2 ทศวรรษนี่เพิ่งเขียนไปตอนสิ้นเดือน ก.ค. เองนะครับท่าน จากนั้นก็พักก็ผ่อนมาหน่อย กระทั่งล่าสุดก็บรรลัยอีกแล้วจ้า ฟาดสถิติใหม่‼️

    วาณิชธนกิจชื่อก้อง Barclays ชี้ว่ายังมิสุดสิ้น ยังไถลไปได้อีก แรงเทขายยังระห่ำต่อได้อีก
    เว้นแต่จะมีอะไรดีขึ้นมาผิดหูผิดตา ซึ่งก็ไม่น่า

    ที่หวาดๆ ก็คือ "โดมิโน"
    เกรงมันจะลากๆ กันไปน่ะสิ
    ปัจจุบันพันธบัตรอายุ 30 ปีของญี่ปุ่นก็เสียว เพราะเพิ่งจะทำสถิติจัญไรสุดเป็นประวัติการณ์ (เพิ่งทำไว้เมื่อ พ.ค. นี่เอง) และเวลานี้ yield มันก็ดีดกลับมาใกล้ๆ สถิตินั้นแล้ว อีกติ๊ดเดียวก็จะทำลาย!
    (สถิติสูงสุด 4.155% ; และนาทีนี้ 4.123%)

    เยอรมันเองก็น่าหวั่นมิแพ้กัน ล่าสุด yield เสยขึ้นไปทำสถิติย่ำแย่สุดตั้งแต่ปี 2011
    (3.745%)

    ไม่ดีเอาซะเลย

    อนาคตที่วูบไหว

    https://www.bloomberg.com/news/arti...-to-the-highest-since-2007?srnd=homepage-asia

    yield พันธบัตรรัฐบาลเยอรมันอายุ 30 ปี
    ***bond : พันธบัตร/หุ้นกู้ ยิ่ง yield สูง ยิ่งราคาตก แปลว่า bond นั้นยิ่งไม่ดี

    FB_IMG_1787016765305.jpg
    yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 30 ปี
    ***bond : พันธบัตร/หุ้นกู้ ยิ่ง yield สูง ยิ่งราคาตก แปลว่า bond นั้นยิ่งไม่ดี

    FB_IMG_1787016773425.jpg
    yield พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 30 ปี
    ***bond : พันธบัตร/หุ้นกู้ ยิ่ง yield สูง ยิ่งราคาตก แปลว่า bond นั้นยิ่งไม่ดี

    FB_IMG_1787016779279.jpg

    https://www.facebook.com/share/1cZ8X1sdc7/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันนี้ พ้นดีล “หยุดยิง” ตาม MOU ไปละ (ครบ 60 วัน)
    1.) ทรัมป์บอกให้อิหร่านยกธงขาวซะ
    2.) ทรัมป์ยืนยัน ที่จริง หลังฉากมีคุยตรงกับอิหร่าน ไม่ต้องผ่านคนกลางเลย (?????????)
    3.) อิหร่านบอกว่าไม่แม้แต่จะคิด ที่จะต่อเวลา MOU และไม่เคยคุยกับอเมริกาสักแอะ และไม่วายด่าอเมริกาที่ละเมิด MOU
    !!!

    ฉายหนังซ้ำรอบที่เท่าไหร่
    คนหนึ่งบอกคุย คนหนึ่งบอกไม่คุย
    แล้วก็ไม่มีอะไรคืบ
    มองแง่ดี ยังดีไม่กลับมายิงกัน
    (และจริงๆ จะมีดีลหรือพ้นดีล MOU คงไม่ต่าง)

    ยังมองทางไปไม่ออก ...

    ก็ดูละครไปอีกยาวๆ จนกว่าจะพับเวทีเก็บฉาก

    https://www.foxnews.com/world/trump-confirms-irgc-backchannel-calls-irans-white-flag-surrender
    https://www.aljazeera.com/news/live...-set-to-expire-hamass-al-khayya-meets-kushner
    https://www.cnbc.com/2026/08/17/oil-prices-iran-war-strait-hormuz.html

    https://www.facebook.com/share/p/1GxMgQXnFC/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ชีวิตต้องพึ่งไทย #ไทยปิดกั้นพรมแดนทำพิษ ทำเขมรตกงานกว่า 4,000ชีวิต ทุนยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น Nidec เจ๊ง 2 แห่ง ในปอยเปต หลังเปิดมา 11 ปี
    .
    เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 บริษัท Nidec Die-casting Cambodia ผู้ผลิตชิ้นส่วนแม่พิมพ์และโครงสร้างโลหะความแม่นยำสูง (Die-casting) สำหรับฮาร์ดดิสก์ (HDD) และมอเตอร์ในกลุ่มไอที ในเครือ Nidec Corporation ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศปิดกิจการโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองปอยเปต จังหวัดบันทายมีชัย ประเทศกัมพูชา อย่างเป็นทางการแล้ว
    หลังเปิดดำเนินงานในพื้นที่มาอย่างยาวนานกว่า 11 ปี นับตั้งแต่ช่วงปี 2014–2015 โดยการยุติการผลิตในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพนักงานและแรงงานชาวกัมพูชาหลายร้อยชีวิต ตลอดจนกระทบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และระบบการขนส่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (สระแก้ว–ปอยเปต) ที่เคยเชื่อมโยงการส่งออกชิ้นส่วนระหว่างกัน

    https://www.facebook.com/share/14m7d7x1X6y/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    [BREAKING]
    คำทำนายล่าสุดจาก "อาจารย์เจียง" มาแล้ว

    1) "สี จิ้นผิง" จะเป็นผู้นำมหาอำนาจที่อยู่รอดยาวที่สุดของเกมนี้

    2) จีนจะไม่ยอมให้อิหร่านแพ้สงคราม แต่ก็ยังจะพยายามจะรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐไว้ เพื่อรักษาสมดุลระหว่าง “สหรัฐ กับ รัสเซีย”

    3) หากญี่ปุ่นเพิ่มกำลังทหาร จีนอาจเลือกที่จะไม่ปะทะโดยตรง

    4) จีนอาจเลือกที่จะใช้ "เกาหลีเหนือ" ในการสร้างแรงกดดันต่อญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กลับแทน

    5) หากเศรษฐกิจจีนเสียหายหนัก จีนอาจเลือกที่จะ “ปิดประเทศ” เพื่อรักษาเสถียรภาพภายใน

    จีนกำลังเดินไปทางไหน? 4 คำทำนายที่สะท้อนว่า “การรักษาอำนาจและเสถียรภาพ” อาจสำคัญกว่าเศรษฐกิจ

    มีคลิปหนึ่งกำลังถูกแชร์บน Social Media เป็นมุมมองของ “Professor Jiang” ที่วิเคราะห์อนาคตของจีน ตั้งแต่ Xi Jinping ความสัมพันธ์กับสหรัฐและรัสเซีย ไปจนถึงบทบาทของญี่ปุ่นและเกาหลีเหนือ

    สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าเขาจะ “ทายถูกหรือผิด” แต่คือ Logic เบื้องหลังคำทำนายทั้งหมด ซึ่งสามารถสรุปง่าย ๆ ได้ว่า

    หากจีนต้องเลือกระหว่าง “เศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงของระบอบ” เขามองว่าจีนจะเลือกอย่างหลัง

    และนี่คือ 4 Scenario สำคัญที่เขามองว่าอาจเกิดขึ้น

    1. Xi Jinping อาจอยู่ในอำนาจไปอีกนาน

    คำทำนายแรกคือ Xi Jinping จะกลายเป็น Strongman ของจีนอย่างถาวรมากขึ้น

    เหตุผลคือ หาก Xi ลงจากอำนาจ คำถามใหญ่ที่จะตามมาทันทีคือ “ใครจะเป็นคนต่อไป?”

    การแย่งชิงตำแหน่งผู้นำอาจสร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจภายในพรรค และสำหรับชนชั้นนำจีน ความวุ่นวายจากการแย่งอำนาจอาจเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าการปล่อยให้ Xi อยู่ต่อ

    ดังนั้นในมุมมองของ Professor Jiang กลุ่มชนชั้นนำอาจยอมรับการรวมศูนย์อำนาจ หากมันช่วยรักษาเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ได้

    2. จีนจะไม่เลือกสหรัฐหรือรัสเซียแบบสุดขั้ว แต่จะพยายามรักษาสมดุล

    หลายคนมองโลกวันนี้เป็นสองขั้วว่า จีนอยู่กับรัสเซีย ขณะที่สหรัฐอยู่อีกฝั่ง

    แต่ Professor Jiang มองว่าเกมของจีนอาจซับซ้อนกว่านั้น

    จีนอาจต้องการให้รัสเซียยังแข็งแรงพอที่จะช่วยถ่วงดุลสหรัฐ และอาจไม่ต้องการเห็นอิหร่านพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้อำนาจของสหรัฐเพิ่มขึ้น

    แต่ในเวลาเดียวกัน จีนก็ไม่ได้ต้องการตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐทั้งหมด

    เพราะสหรัฐยังเป็นตลาด เทคโนโลยี และคู่ค้าสำคัญของจีน

    ดังนั้น Strategy อาจเป็น

    “ใกล้รัสเซีย แต่ไม่ปิดประตูกับสหรัฐ”

    เพื่อรักษาทางเลือกของตัวเองให้มากที่สุด

    3. จีนอาจไม่ชนกับญี่ปุ่นตรง ๆ แต่ใช้เกาหลีเหนือสร้างแรงกดดันแทน

    อีกเรื่องที่เขาจับตาคือการกลับมาเพิ่มบทบาทด้านการทหารของญี่ปุ่น รวมถึงความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์

    หากเครือข่ายประเทศเหล่านี้แข็งแกร่งขึ้น จีนอาจมองว่าเป็นการพยายาม “ล้อมจีน”

    แต่แทนที่จะเลือกเผชิญหน้ากับญี่ปุ่นโดยตรง เขามองว่าจีนอาจใช้ความสัมพันธ์กับ เกาหลีเหนือ เป็นเครื่องมือสร้าง Balance of Power

    เพราะทุกครั้งที่เกาหลีเหนือเพิ่มแรงกดดันทางทหาร ประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

    จึงกลายเป็นเกมที่จีนสามารถสร้างแรงกดดันทางอ้อม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเผชิญหน้าด้วยตัวเอง

    4. ถ้าโลกวุ่นวายจนเศรษฐกิจจีนเสียหายหนัก จีนอาจเลือก “หดตัวกลับเข้าข้างใน”

    นี่คือ Prediction ที่อาจสำคัญที่สุด

    Professor Jiang ใช้คำว่า “Turtle Up”

    พูดง่าย ๆ คือ หากสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจจีนมากเกินไป รัฐบาลจีนอาจเลือกให้ความสำคัญกับ ความมั่นคงภายในประเทศ มากกว่าการเปิดประเทศเพื่อสร้างการเติบโต

    จีนอาจพยายามพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และยอมเสีย Growth บางส่วนเพื่อแลกกับ National Security

    สำหรับนักลงทุน นี่คือ Scenario ที่สำคัญมาก

    เพราะจีนเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Manufacturing และ Supply Chain ที่ใหญ่ที่สุดของโลก

    หากจีนลดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ผลกระทบอาจกระจายตั้งแต่ Semiconductor, EV, Battery, Rare Earth, Electronics ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก

    https://www.facebook.com/share/1XcaJyVSnC/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ขู่ “ยิงถล่มโอมาน”
    หากเข้ามาขวางแผนของสหรัฐ
    ในการยุติสงครามอิหร่าน

    Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับ Fox News ว่า หากโอมาน “เข้ามาขวาง” เป้าหมายของสหรัฐฯ ในประเด็นอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ พร้อมใช้กำลังโจมตีโอมาน

    คำขู่นี้ถือว่าน่าจับตามาก เพราะ โอมานเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวกลางระหว่าง Washington กับ Tehran ขณะที่การเจรจาเพื่อคลี่คลายสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกำลังอยู่ในภาวะชะงักงัน

    จุดที่นักลงทุนต้องจับตาคือ ช่องแคบฮอร์มุซ เพราะสถานการณ์ขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางสำคัญแห่งนี้ยังได้รับผลกระทบ และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจกลับมากดดันตลาดพลังงาน รวมถึงทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้

    ไม่อยากพลาด BREAKING NEWS ที่อาจเขย่าตลาด เข้าร่วม LINE Group แจ้งเตือนข่าวด่วนกับทีม Trader KP และ Business Tomorrow

    https://shorturl.at/KG7Oe
    Password: KPKP

    ️ ติดตามและพูดคุยทิศทาง ราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางผันผวน

    https://shorturl.asia/2bx1X
    Password: KPKP

    ติดตาม Trader KP ทุกช่องทาง
    https://linktr.ee/traderkp

    https://www.facebook.com/share/p/1Ek6NL9wjh/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์บอกให้อิหร่าน

    “ยกธงขาว ยอมแพ้ได้แล้ว"

    หลังการเจรจาหยุดชะงักไป

    Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านควร “ชูธงขาวแห่งการยอมแพ้” หลัง Memorandum of Understanding (MoU) ระหว่างสองฝ่ายหมดอายุลง ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย

    ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบโต้ว่า การละเมิดข้อตกลงของสหรัฐฯ ทำให้เส้นตายของ MoU “ไม่มีความหมายอีกต่อไป” พร้อมยืนยันว่ากองกำลังอิหร่านพร้อมตอบโต้ หากถูกโจมตี

    ⚠️ สถานการณ์นี้จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากความตึงเครียดกลับมายกระดับ อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อ ราคาน้ำมัน ทองคำ ค่าเงิน และตลาดหุ้นทั่วโลก

    นักลงทุนที่ไม่อยากพลาด BREAKING NEWS ตลาดการเงินโลก เข้าร่วม LINE Group แจ้งเตือนข่าวด่วนกับทีม Trader KP และ Business Tomorrow

    https://shorturl.at/KG7Oe
    Password: KPKP

    ติดตาม Trader KP ทุกช่องทาง
    https://linktr.ee/traderkp

    https://www.facebook.com/share/p/1Dn1ibzedW/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อน้ำมัน เยน และบอนด์ยิลด์ พร้อมใจกันทะลุแนวต้านประวัติศาสตร์ — ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นห่วงโซ่เดียวกันที่กำลังสั่นพ้อง

    ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา นักเทรดสาย technical หลายคนน่าจะสังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติ: กราฟของสินทรัพย์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลย — Heating Oil, ค่าเงินเยน, และ Bond Yield ทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น — ต่างพร้อมใจกันเบรกแนวต้านสำคัญ บางตัวแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี

    หลายคนอาจมองแต่ละตัวแยกจากกัน แล้วสรุปว่า "ไม่รุนแรงเท่าไหร่ แค่ price spike ตามสถานการณ์" แต่ถ้ามองในมุมที่เชื่อมโยงทุกจุดเข้าด้วยกันเป็นห่วงโซ่เดียว จะเห็นภาพที่ต่างออกไปมาก — เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่สี่เหตุการณ์ที่บังเอิญเกิดพร้อมกัน แต่เป็น transmission mechanism ที่แต่ละจุดส่งแรงกระแทกต่อไปยังจุดถัดไป และเมื่อวงจรป้อนกลับ (feedback loop) เริ่มทำงาน ผลกระทบจะไม่ใช่การบวกกันแบบเส้นตรง แต่เป็นการสั่นพ้องขยายขนาด (resonance) ที่ทำให้ภาพรวมอันตรายกว่าผลรวมของแต่ละชิ้นมาก

    บทความนี้จะไล่ตามห่วงโซ่นี้ทีละจุด

    จุดเริ่มต้น: กำลังการกลั่นน้ำมันโลกที่ถูกทำลายอย่างเป็นระบบ

    Heating Oil ปรับตัวขึ้นไปแตะ 4.38 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สูงสุดตั้งแต่เมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 95.21% ในรอบ 12 เดือน คำอธิบายผิวเผินคือปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ แต่ต้นตอที่ลึกกว่าและสำคัญกว่าคือ กำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกถูกทำลายอย่างเป็นระบบตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่หายไปง่ายๆ แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลาย:

    รัสเซีย: ยูเครนโจมตีโรงกลั่นใหญ่สุด 11 แห่งครบแล้ว ทำให้กำลังการกลั่นตามการออกแบบหยุดทำงานไป 42.7% การกลั่นเดือนกรกฎาคมร่วงสู่ต่ำสุดในรอบ 24 ปี
    ตะวันออกกลาง: กำลังการกลั่นกว่า 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันหยุดดำเนินการจากความเสียหายทางกายภาพ รวมถึงโรงกลั่น Saudi Aramco ที่ Jazan และฐานผลิต Abqaiq
    เวเนซุเอลา: โรงกลั่น Paraguana (955,000 บาร์เรล/วัน) เดินเครื่องได้แค่เสี้ยวเดียว ต้องใช้เงินฟื้นฟูอย่างน้อย 20,000 ล้านดอลลาร์

    Goldman Sachs ประเมิน global refining deficit รวมอยู่ที่ 6.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน — นี่คือจุดสำคัญ: โรงกลั่นซ่อมและสร้างใหม่ช้ากว่าการปรับเพิ่ม-ลด crude oil production มาก ต่างจาก risk premium ที่ยุบตัวได้เร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ปัญหาคอขวดด้านการกลั่นจะยังอยู่ต่อไปอีกหลายปี แปลว่าราคาผลิตภัณฑ์กลั่นอย่าง heating oil และดีเซลมีแนวโน้มค้างอยู่ในระดับสูงแบบยืดเยื้อ ไม่ใช่แค่ spike ชั่วคราว

    ขั้นที่ 1: จากราคาพลังงาน สู่กระเป๋าเงินผู้บริโภคโดยตรง

    ราคาพลังงานที่ค้างอยู่ในระดับสูงไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดฟิวเจอร์ส แต่กระทบผู้บริโภคโดยตรงในรูปเงินเฟ้อพื้นฐาน (headline inflation) ที่ยากจะเลี่ยง เพราะค่าความร้อน ค่าน้ำมัน ค่าขนส่งสินค้า เป็นรายจ่ายจำเป็นที่ครัวเรือนตัดไม่ได้

    เมื่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกินสัดส่วนรายได้มากขึ้น disposable income หรือรายได้ที่เหลือใช้จ่ายได้อย่างอิสระของครัวเรือนก็ลดลงตามไปด้วย และเมื่อ disposable income หด สิ่งที่ตามมาคือความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อบ้านที่ดอกเบี้ยลอยตัว — จุดนี้คือจุดเริ่มต้นของแรงกดดันด้านหนี้เสีย (NPL) ที่มักมาช้ากว่าราคาพลังงานประมาณ 1-2 ไตรมาส เพราะครัวเรือนมักใช้เงินออมสำรองหรือหนี้ระยะสั้นมารองรับก่อนที่จะผิดนัดชำระจริง

    มุมมองส่วนตัว: นี่คือจุดที่ผมมองว่าตลาดมักมองข้าม เพราะสายตาส่วนใหญ่จับจ้องที่ตัวเลข headline ของราคาน้ำมันหรือดัชนีหุ้น แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจจริงจะซึมเข้าสู่งบดุลครัวเรือนก่อน แล้วค่อยสะท้อนกลับมาที่ภาคธนาคารและตลาดการเงินในภายหลัง

    ขั้นที่ 2: เมื่อธนาคารกลางติดกับดัก "เงินเฟ้อสูง-เศรษฐกิจอ่อนแอ" พร้อมกัน

    จุดนี้คือหัวใจของปัญหา เพราะเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานไม่ใช่เงินเฟ้อที่ธนาคารกลางแก้ด้วยการลดดอกเบี้ยได้ ในทางกลับกัน มันบีบให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจจะอ่อนแออยู่แล้วก็ตาม — สถานการณ์นี้เกิดขึ้นจริงกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แล้ว

    BOJ เผชิญ "dilemma" ที่ตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมายจากราคาพลังงานและอาหาร ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอต่อเนื่องจากค่าจ้างที่ไม่โต ก่อนจะขึ้นดอกเบี้ยจริงในเดือนมิถุนายน 2026 สู่ระดับ 1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 1995 โดยคณะกรรมการลงมติ 7-1 เสียง สะท้อนว่าบอร์ดให้น้ำหนักกับความกังวลด้านเงินเฟ้อมากกว่าการเติบโต ทั้งที่ญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 90% ทำให้ราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผ่านเข้าสู่เงินเฟ้อในประเทศอย่างรวดเร็ว

    ยิ่งไปกว่านั้น BOJ เองเคยเตือนไว้ในรายงานความเสี่ยงว่าหากเกิด supply chain disruption ขนาดใหญ่ อาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นแบบ "nonlinear" — คือไม่ได้เพิ่มแบบเป็นสัดส่วน แต่เร่งตัวแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะยิ่งบีบให้ BOJ ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงและเร็วกว่าที่ตลาดคาด แม้ทราบดีว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะซ้ำเติมการบริโภคที่อ่อนแออยู่แล้ว

    นี่คือกับดักที่แท้จริง: ธนาคารกลางไม่มีเครื่องมือใดที่แก้ปัญหาได้ทั้งสองด้านพร้อมกัน จะขึ้นดอกเบี้ยก็ซ้ำเติมครัวเรือนที่รายได้ถูกบีบจากราคาพลังงานอยู่แล้ว (หนี้เสียยิ่งเพิ่ม) แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะฝังตัวลึกขึ้นและกัดกร่อนกำลังซื้อต่อไป

    ขั้นที่ 3: การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จุดชนวนความเปราะบางของ Carry Trade

    เมื่อ BOJ ถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยจากแรงกดดันเงินเฟ้อพลังงาน ผลที่ตามมาคือยิลด์พันธบัตรญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นตาม — ยิลด์ 10 ปีล่าสุดขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี (นับตั้งแต่ปี 1996) พร้อมกับ GDP ไตรมาส 2 ที่ขยายตัวเพียง 1.1% ต่อปี ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.0% อย่างชัดเจน — เป็นภาพยืนยันกับดักที่พูดถึงข้างต้นแบบตรงไปตรงมา: ยิลด์สูงขึ้นทั้งที่เศรษฐกิจกำลังอ่อนแรงลง

    ทำไมเรื่องนี้ถึงลามไปทั่วโลก? เพราะกลไก yen carry trade — นักลงทุนทั่วโลกกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูงกว่าในต่างประเทศมาหลายปี เมื่อยิลด์ญี่ปุ่นพุ่งแรงและดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนของ carry trade จะแพงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่นักลงทุนต้อง unwind สถานะอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในเดือนสิงหาคม 2024 ตอนที่ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกับข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ ทำให้ Nikkei ร่วงกว่า 12% ในวันเดียว และฉุด S&P 500 ลงราว 3%

    ที่สำคัญกว่านั้น นักลงทุนสถาบันญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ต่างชาติรายใหญ่ที่สุด เริ่มลดการซื้อพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ เพราะเมื่อหักต้นทุน hedging แล้ว บอนด์ในประเทศญี่ปุ่นเองก็ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน — นี่คือจุดที่ห่วงโซ่ ข้ามพรมแดนจากญี่ปุ่นไปสู่สหรัฐฯ โดยตรง

    ขั้นที่ 4: แรงกดดันย้อนกลับมาที่สหรัฐฯ และวนกลับไปที่ครัวเรือนอีกครั้ง

    ยิลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.31% สูงสุดตั้งแต่มิถุนายน 2007 ส่วน 10 ปีขึ้นไปที่ 4.72% แรงกดดันมาจากทั้งการลดซื้อของนักลงทุนญี่ปุ่นที่กล่าวไป บวกกับความกังวลขาดดุลการคลังสหรัฐฯ ที่ Fitch คาดว่าจะแตะ 7.4% ของ GDP ทั้งปี 2026-2027 และการแข่งขันระดมทุนจากภาคเทคที่กู้เงินสร้าง data center

    ยิลด์บอนด์ที่สูงขึ้นไม่ได้อยู่แค่ในตลาดตราสารหนี้ แต่ส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของทุกภาคส่วนในเศรษฐกิจจริง ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจ หรือต้นทุนการรีไฟแนนซ์หนี้ภาคเอกชน — พูดง่ายๆ คือ วงจรเดียวกับที่เกิดในญี่ปุ่น (พลังงานแพง → เงินเฟ้อ → ดอกเบี้ยสูง → ภาระหนี้หนัก) กำลังเกิดซ้ำในสหรัฐฯ ผ่านอีกช่องทางหนึ่ง คือช่องทางตลาดพันธบัตรโลกที่เชื่อมโยงกันแทนที่จะเป็นช่องทางนโยบายการเงินในประเทศโดยตรง

    ครัวเรือนสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจึงเผชิญแรงบีบจากสองทิศทางพร้อมกัน: รายได้ที่เหลือใช้จ่ายลดลงจากเงินเฟ้อพลังงาน และต้นทุนหนี้ที่สูงขึ้นจากยิลด์บอนด์ — ทั้งสองแรงกดดันหนี้เสียในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่คนละทิศทาง

    ทำไมนี่ถึงเป็น "การสั่นพ้อง (Resonance)" ไม่ใช่แค่การบวกกันของปัญหา

    ในทางฟิสิกส์ resonance เกิดขึ้นเมื่อแรงกระตุ้นหลายแหล่งมีความถี่ตรงกันจนแอมพลิจูดขยายตัวเกินกว่าผลรวมของแต่ละแรงเดี่ยวๆ ภาพที่เห็นในตลาดตอนนี้มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก:

    ปัญหาพลังงานเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ transient shock — เพราะกำลังการกลั่นที่ถูกทำลายซ่อมได้ช้า แปลว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานจะอยู่นาน ไม่ใช่ spike แล้วหายไปในไม่กี่เดือน
    ธนาคารกลางไม่มีทางออกที่ไม่มีต้นทุน — จะขึ้นดอกเบี้ยก็ซ้ำเติมครัวเรือน จะไม่ขึ้นก็ปล่อยให้เงินเฟ้อฝังตัว ไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีแรงกดดันไปที่ debt-servicing capacity ของภาคครัวเรือนอยู่ดี
    กลไก carry trade ทำหน้าที่เป็นตัวขยายสัญญาณข้ามพรมแดน — ทำให้ปัญหาที่เริ่มจากญี่ปุ่นส่งผ่านไปกระทบยิลด์และต้นทุนหนี้ในสหรัฐฯ ได้โดยตรง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีที่แยกจากกัน
    ทั้งสี่แรงกดดัน (พลังงาน, เงินเฟ้อ, ดอกเบี้ย, ยิลด์บอนด์) ล้วนกดดันไปในทิศทางเดียวกันคือทำให้ต้นทุนการถือครองหนี้แพงขึ้นและรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงลดลงพร้อมกัน — นี่คือจุดที่ทำให้ผลกระทบไม่ใช่การบวกกันแบบเส้นตรง แต่มีโอกาสขยายตัวแบบ nonlinear ตามที่ BOJ เองเคยเตือนไว้ในรายงานความเสี่ยง

    มุมมองส่วนตัว: ถ้ามองแยกทีละประเด็น แต่ละเหตุการณ์ยังพอมีคำอธิบายเชิงโครงสร้างที่ "จัดการได้" อยู่ในตัว แต่เมื่อนำมาเรียงเป็นห่วงโซ่แบบนี้ จะเห็นว่าไม่มีจุดใดในห่วงโซ่ที่ทำหน้าที่เป็น "shock absorber" ให้ระบบเลย — ทุกจุดส่งแรงต่อไปยังจุดถัดไปในทิศทางเดียวกันหมด นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่าคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ "แต่ละตัวรุนแรงแค่ไหน" แต่คือ "ระบบมี buffer เหลือพอรองรับแรงกระแทกที่มาพร้อมกันหลายทิศทางแบบนี้ไหม" ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากกว่ามาก และเป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากฟันธงเรื่องขนาดหรือจังหวะเวลาของวิกฤติ แต่ยอมรับว่ากลไกขยายสัญญาณ (amplification mechanism) ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้มีอยู่จริงและกำลังทำงานอยู่

    สรุปและสิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้

    ห่วงโซ่ที่อธิบายมาทั้งหมดสรุปสั้นๆ ได้ว่า: โรงกลั่นถูกทำลาย → ราคาพลังงานค้างสูงแบบยืดเยื้อ → เงินเฟ้อกัดกร่อน disposable income → หนี้เสียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น → ธนาคารกลางถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยทั้งที่เศรษฐกิจอ่อนแอ → ยิลด์บอนด์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นตาม → ต้นทุนหนี้แพงขึ้นซ้ำเติมครัวเรือนอีกรอบ — เป็นวงจรที่ป้อนกลับเข้าหาตัวเองและขยายผลกระทบไปในหลายประเทศพร้อมกันผ่านกลไกตลาดการเงินโลก

    นี่ไม่ได้แปลว่าวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่จะเกิดขึ้นแน่นอนในช่วงเวลาที่ระบุได้ชัดเจน แต่มันบอกเราว่าโครงสร้างความเปราะบางที่รองรับแรงกระแทกได้น้อยกว่าปกติกำลังก่อตัวขึ้นจริง ปัจจัยที่ควรจับตาต่อจากนี้เพื่อประเมินว่าห่วงโซ่นี้จะขยายตัวต่อหรือเริ่มคลายตัว ได้แก่

    ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) และข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ครัวเรือน ทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จะยืนยันว่าห่วงโซ่นี้กำลังทำงานจริงหรือไม่
    ผลการประชุม BOJ เดือนกันยายนและตุลาคม ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือหยุดชั่วคราว และปฏิกิริยาของตลาดพันธบัตรและ carry trade หลังจากนั้น
    ความคืบหน้าด้านการฟื้นฟูกำลังการกลั่นน้ำมัน โดยเฉพาะในรัสเซียและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อพลังงานจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน
    สัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ของนักลงทุนญี่ปุ่น ว่าจะลดลงต่อเนื่องหรือกลับมาซื้อเมื่อยิลด์เริ่มน่าสนใจอีกครั้ง

    เขียนโดย Claude (สั่งแก้/เพิ่มประเด็น / เพื่อมความเชื่อมโยง หลายรอบกว่าจะได้บทความนี้ครับ)

    https://www.facebook.com/share/1HSFjksH9D/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    233,950
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เขมรโทษไทยปิดด่านทำโรงงานปิดเพิ่ม 3 แห่งเซ่นพิษต้นทุนพุ่ง กระทบแรงงาน 4,000 ชีวิต
    .
    .
    MGR Online - กระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพของกัมพูชาได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อการปิดโรงงาน 3 แห่งในจ.บันเตียเมียนเจย ที่ได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นและคำสั่งซื้อที่ลดลง พร้อมกับกล่าวโทษว่าเป็นผลจากการปิดด่านชายแดนของไทย
    .
    กระทรวงแรงงานได้ให้คำมั่นกับคนงานของโรงงานทั้ง 3 แห่ง ว่าผลประโยชน์ทางกฎหมายของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครอง ซึ่งรวมถึงการจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยอื่นๆ ที่จำเป็นตามกฎหมายแรงงานของกัมพูชา และระบุว่าทางการจะช่วยเหลือคนงานที่ได้รับผลกระทบลงทะเบียนเพื่อโอกาสในการจ้างงานใหม่
    .
    บริษัท ML Intimate Apparel (Cambodia) ที่จ้างคนงานอยู่ 683 คน และบริษัท Hi-Tech ที่จ้างคนงาน 2,532 คน ได้ปิดทำการแล้ว ขณะที่บริษัท Nidec Die-casting Cambodia Co., Ltd ที่มีคนงาน 724 คน มีกำหนดหยุดดำเนินการในเดือนตุลาคมนี้
    .
    กระทรวงแรงงานระบุว่า คนงานของโรงงาน 2 แห่งแรกได้รับเงินค่าจ้างและผลประโยชน์อื่นๆ ที่ค้างชำระเรียบร้อยแล้ว และกระทรวงจะติดตามสถานการณ์ของโรงงานที่ 3 อย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าคนงานจะได้รับเงินตามที่กฎหมายกำหนด
    .
    ซุน เมสา โฆษกกระทรวงแรงงานกล่าวถึงการปิดโรงงานดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และเชื่อมโยงการปิดโรงงานกับต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นโดยอ้างว่าเป็นผลจากการปิดพรมแดนฝ่ายเดียวของไทย
    .
    “กระทรวงแรงงานและการฝึกอาชีพรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่โรงงาน 3 แห่งในจ.บันเตียเมียนเจย ต้องปิดตัวลง เนื่องจากต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นภายหลังการปิดพรมแดนที่เกิดขึ้นจากฝ่ายไทยผ่านการรุกรานอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชาและประชาชนของเรา” ซุน เมสา ระบุ
    .
    โฆษกกระทรวงแรงงานยังกล่าวอีกว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์รุกรานชายแดนของฝ่ายไทย การขนส่งสินค้าจากโรงงานในจ.บันเตียเมียนเจยเข้าสู่ดินแดนไทยใช้เวลาเพียงประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็ถึงโรงงานผลิต แต่ปัจจุบันต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าเนื่องจากการขนส่งต้องขนส่งทางทะเลจากกัมพูชาก่อนเข้าประเทศไทย สินค้าต้องขนส่งไปประเทศที่ 2 แล้วเข้าไทย หรือบางครั้งก็ขนส่งทางอากาศ ทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้นักลงทุนไม่สามารถแบกรับได้
    .
    เขาระบุว่าจากผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว กระทรวงแรงงานรับประกันสิทธิและการจ่ายผลประโยชน์ต่างๆ ให้กับคนงานตามกฎหมายแรงงานของประเทศ และย้ำกับแรงงานว่าเจ้าหน้าที่จากสำนักงานจัดหางาน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานแรงงานจังหวัดจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโอกาสในการจ้างงานให้กับคนงานที่ได้รับผลกระทบ
    .
    นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังเรียกร้องให้คนงานของทั้ง 3 โรงงาน รวมถึงชาวกัมพูชาทุกคนไม่ต้องกังวลเรื่องโอกาสในการจ้างงาน โดยอ้างว่าโรงงานและสถานประกอบการในประเทศนั้นยังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และระบุว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีโรงงานและสถานประกอบการเพิ่มขึ้นมากกว่า 845 แห่ง ที่ทำให้เกิดโอกาสการจ้างงานใหม่ประมาณ 120,000 ตำแหน่งสำหรับชาวเขมร.

    https://www.facebook.com/share/19VqM8Fd4A/
     

แชร์หน้านี้

Loading...