เรื่องเด่น ปกิณกธรรม เรื่อง สามัญญลักษณะและเรื่องในพม่า

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 15 สิงหาคม 2026 at 19:40.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987

    ปกิณกธรรม เรื่อง สามัญญลักษณะและเรื่องในพม่า

    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์
    สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    (จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสาคร)
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    ณ วัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    สามัญญลักษณะคือความปกติธรรมดาที่เหมือนกันของมนุษย์และสัตว์ทุกรูปทุกนาม ได้แก่ "อนิจจัง" คือความไม่เที่ยง เขาบอกว่า "สันตติ" คือความสืบเนื่อง ปิดบังซึ่งอนิจจังคือความไม่เที่ยง อย่างเช่นว่าเราแก่ลงไปทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที แต่ความสืบเนื่อง ก็คือการที่มีอาหาร มีไออุ่น มีวิญญาณคอยสนับสนุน ก็เลยทำให้เห็นไม่ชัด เพราะว่าร่างกายยังสามารถที่จะสืบเนื่องต่อกันไปได้

    สามัญญลักษณะข้อที่ ๒ คือ "ทุกขัง" สรรพสิ่งจะต้องทน แม้กระทั่งตึกรามบ้านช่อง ภูเขาเลากา ก็ตกอยู่ในสภาวทุกข์ที่ต้องทน ก็คือก้าวไปหาความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา ผู้รู้ท่านบอกว่า อิริยาบถปิดบังความทุกข์ อย่างเช่นว่าพอเราเมื่อย เราก็ขยับตัว ยืนเมื่อยก็เดิน เดินเมื่อยก็ยืน หรือว่านั่ง หรือว่านอน ก็เลยทำให้รู้สึกว่าทุกข์เบาบางลง

    ท้ายที่สุด "อนัตตา" คือความไม่มีอะไรเป็นตัวตนเราเขา อย่างเช่นตึกหลังนี้ ถ้าหากว่ารื้อออกมาจริง ๆ ก็คืออิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก ประกอบกันขึ้นมา ท่านว่า "ฆนะ" คือการควบแน่นรวมกัน ทำให้ปิดบังอนัตตาไปได้ จึงต้องอาศัยปัญญาเป็นอย่างยิ่งที่จะรู้แจ้งแทงตลอด เข้าถึงความเป็นจริงนั้น ๆ

    คราวนี้ ที่เรามาปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่เราก็ปฏิบัติตามแนวพองยุบ บางคนใช้คำว่ากรรมฐานแบบพม่า ผมเองไปอยู่พม่าเกือบ ๖ ปีเต็ม เพื่อที่จะสร้างวัดให้เสร็จ เนื่องเพราะว่าทางพม่าแม้ว่าจะมีศรัทธามาก แต่อยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำกันเอง หมายความว่าอย่างไร ? หมายความว่าคนพม่าเข้าวัดพม่า คนมอญเข้าวัดมอญ คนกะเหรี่ยงเข้าวัดกะเหรี่ยง

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น วัดไทยที่กระผม/อาตมภาพต้องไปสร้างเอาไว้ จึงมีคนเข้าน้อยมาก ทำให้ไม่มีปัจจัยเพียงพอที่จะบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ซึ่งเก่าแก่มาหลายร้อยปี ถ้าถามว่าหลายร้อยปีนานขนาดไหน ? ก็น่าจะอย่างเร็วที่สุดประมาณช่วงกรุงแตกครั้งที่ ๒ ก็คือ พ.ศ. ๒๓๑๐
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    เนื่องเพราะว่าคนไทยหมู่นั้น โดนกวาดต้อนไปตอนเสียกรุง แล้วก็ไปอยู่อาศัยกันเป็นหลักเป็นแหล่งหลายแห่ง อย่างเช่นว่า "หมู่บ้านซูคา" ที่มัณฑะเลย์ ความจริงอันนี้เขาอ่านตามภาษาอังกฤษ ถ้าคนไทยก็คือ "สุขะ" บ้านแห่งความสุข หรือ "หมู่บ้านช้านหยั่วจี" ที่หงสาวดี "ช้าน" ก็คือสยาม "หยั่ว" ก็คือบ้าน "บ้านใหญ่ชาวสยาม" ที่หงสาวดี

    หรือไม่ก็อย่างหมู่บ้านที่กระผม/อาตมภาพไปช่วยสร้างวัดให้ ก็คือ "กะลอหยั่ว" หรือว่า "บ้านเกราะ" แต่คนไทยเรียกตรงนั้นว่า "บ้านหนองบัว" อยู่ที่เมืองจะอีน รัฐกะเหรี่ยง บอกว่ารัฐกะเหรี่ยงก็จริง แต่อยู่ชายขอบรัฐกะเหรี่ยง เนื่องเพราะว่ามีแค่แม่น้ำไม่กว้างมากนักคั่นอยู่ ก็จะเป็นเขตของเมืองไจ๊มะยอของทางด้านรัฐมอญ

    ในเมื่อคนไทยโดนกวาดต้อนไป แล้วของพม่าก็มักจะรักเผ่าพันธุ์ตนเอง ก็เลยกลายเป็นคนพม่าช่วยวัดพม่า คนมอญช่วยวัดมอญ คนกะเหรี่ยงช่วยวัดกะเหรี่ยง คนไทยที่มีไม่มาก กำลังไม่พอที่จะช่วยวัดไทยได้ แล้วยังเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นคนลาวอีกต่างหาก เนื่องเพราะว่าภาษาพูดคล้ายภาษาอีสาน จะว่าไปแล้ว นั่นเป็นภาษาดั้งเดิมของประเทศเรา ทุกวันนี้ภาษาภาคกลางที่เราได้ยินกันอยู่นั้น เป็นภาษาที่เกิดจากการผสมผสาน นักโบราณคดีเขาบอกว่า "เหน่อเจ๊ก" ก็คือคนจีนมาพูด แต่คราวนี้พูดไปพูดมา คนจีนร่ำรวยขึ้นทุกที กุมเศรษฐกิจเอาไว้ได้ ในเมื่อกุมเศรษฐกิจ มีเงินมาก คนก็เห่อตาม ก็หันมาพูดแบบเหน่อเจ๊ก กลายเป็นภาษากลางขึ้นมา

    เพียงแต่ว่าภาษาไทยเดิมต่างจากภาษาลาวอยู่มาก อย่างเช่นคำว่า "ยี่สิบ" ลาวเรียกว่า "ซาว" ไทยเดิมเรียก "หยี่ซิบ" ออกเสียงขึ้นจมูก "หยี่ซิบ" กระดาษภาษาลาวว่า "เจี้ย" ไทยเดิมเรียก "กระดาษ" เหมือนกัน เกวียนเรียกไม่เป็น เรียก "ล้อ" วัวเทียมเกวียนเรียก "วัวล้อ" เรือเรียกว่า "สำเภา"
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    เมื่อกระผม/อาตมภาพไปสร้างวัดให้เขา โดยปกติในบ้านเราแต่ละวัด อย่างเก่งก็ใช้เวลา ๑ ปีหรือปีกว่า ก็สร้างเสร็จแล้ว ถ้าอย่างวัดพุทธบริษัทที่มีโครงศาลาเก่า ๆ อยู่หลังหนึ่งกับกุฏิหลังเท่าส้วมอยู่หลังหนึ่ง กระผม/อาตมภาพต้องรื้อทิ้งทั้งหมดแล้วทำใหม่ นั่นใช้เวลา ๗ เดือนเท่านั้น มีครบทุกอย่างยกเว้นโบสถ์ ต้องบอกว่าทิ้งเอาไว้ให้เจ้าอาวาสใหม่เขาสร้างบ้าง

    แต่ว่าไปสร้างวัดที่พม่าต้องใช้เวลาถึง ๖ ปี เพราะว่าทุกอย่างต้องรอทหารอนุญาต แล้วการไปเจรจากับทหารพม่าก็ลำบากมาก คุยกัน ๓ วัน ๗ วันไม่รู้เรื่อง เขาก็จะอ้างว่า "ไม่ได้ ผิดกฎหมาย อันนี้ก็ไม่ได้ เจ้านายไม่ให้" หลังจากคุยกันไป ๗ วัน มาสรุปลงตรงที่ว่า "ถ้ามีเงินก็ได้" ก็ถ้ามึงบอกกูตั้งแต่ประโยคแรกก็จบไปตั้งแต่ก่อน ๗ วันนั้นแล้ว แต่เราเป็นคนเสนอไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะโดนข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงานหรือเปล่า ?


    แล้วทุกครั้ง การเจรจาก็จะเป็นอย่างนั้น ก็คือจะต้องนัดเจอกันที่ภัตตาคารตรงโน้น ร้านอาหารตรงนี้ เข้าไปสั่งอาหาร กินไปคุยกันไปเป็นชั่วโมง ๆ คุยอะไรก็บอกว่าไม่ได้ทั้งนั้น เอ้า..วันรุ่งขึ้นนัดใหม่ แล้วทุกครั้งก็จะสรุปลงมาว่า ถ้ามีเงินก็ทำได้..!

    แม้กระทั่งการไปหาไม้มาสร้างวัด ถึงเวลาต้องไปทำหนังสือยื่นขอทีละระดับ ก็คือระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับรัฐ รัฐนี่ใหญ่มาก ประมาณต่ำ ๆ ก็ ๔ - ๕ จังหวัดของเรา แล้วก็ส่วนกลางที่ย่างกุ้ง ทุกขั้นตอนต้องใช้เงินทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ยอมบอกว่าต้องใช้เงิน แล้วเราก็เสนอก่อนไม่ได้ด้วย แล้วถ้ารีบไปบอกว่าจะให้เงิน เขาก็ไม่ยอมอีก พูดง่าย ๆว่าการเจรจาทุกระดับมีรายจ่าย อย่างน้อยก็ต้องเลี้ยงข้าวเขาอย่างชนิดอิ่มหมีพีมัน

    เนื่องเพราะว่าประเทศพม่ายากจนมาก เขากินข้าวแค่วันละ ๒ มื้อ หรือมื้อเดียว ไม่ใช่ว่าข้าวปลาอาหารไม่มี ข้าวปลาอาหารมี แต่คนไม่มีเงินซื้อ เพราะฉะนั้น..คนพม่าจะกินข้าวมื้อแรกตอนสาย ๆ ประมาณ ๘ โมงครึ่ง ๙ โมง ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกน้ำชา กาแฟ กับปาท่องโก๋ตัวยาวเท่าแขน หรือไม่ก็ข้าวผัด ๑ จาน หรือขนมจีน ๑ จาน แล้วไปกินมื้อที่ ๒ ประมาณบ่าย ๓ โมงหรือ ๔ โมงเย็น อันนั้นจะเป็นมื้อหนัก เราจะเห็นว่าคนพม่าถ้าในบ้านเขาจริง ๆ คนไหนอ้วนแปลว่าโคตรรวย ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปกินกันประมาณที่กระผม/อาตมภาพว่ามา เนื่องเพราะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ ส่วนใหญ่โดนข้าราชการคอรัปชั่นจนหมด..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    เอาแค่เรื่องน้ำมันเรื่องเดียว พม่ามีน้ำมันท่วมประเทศเลยครับ..! โดยเฉพาะที่ "เมืองมินบู" แท่นขุดเจาะน้ำมันของเขาตั้งระเกะระกะอย่างกับดงตาลบ้านเรา..! แต่ขึ้นมาเท่าไรไม่ค่อยจะถึงชาวบ้าน เพราะว่าบรรดาทหาร "อม" หมด

    น้ำมันของพม่าตอนสมัยที่กระผม/อาตมภาพไปสร้างวัด แกลอนละ ๑๘๐ จั๊ต ไอ้เรื่องแกลอนอย่างเดียวนี่ผมแทบจะตีกับคนพม่าตาย บอกเขาว่า "ขอซื้อน้ำมัน ๕ แกลอน" เขาก็หิ้วถังพลาสติกมา ผมบอกว่า "ไม่ถึง" เขายืนยันว่านี่คือ ๕ แกลอน ท้ายที่สุด โชคดีว่ารถที่ผมนั่งนั้นมีแกลอนจากเมืองไทยไป ผมก็หยิบให้ดูว่า "แกลอนของกูหน้าตาอย่างนี้" เขาบอกว่า "ถ้าแกลอนขนาดนี้คิดอีกราคาหนึ่ง" เกือบจะวางมวยกันแล้วถึงได้รู้ว่า แกลอนพม่าเป็นแกลอนสากลครับ มี ๔ ลิตร แกลอนบ้านเราดันมี ๕ ลิตร..!

    พม่าขายน้ำมันลิตรละ ๑๘๐ จั๊ต รถทุกคันที่เข้าปั๊มต้องเซ็นว่าซื้อไป ๑๐ แกลอน แต่เขาให้จริง ๆ แค่ ๓ แกลอนครับ แต่คุณต้องลงบัญชีและเซ็นรับรองว่า รถยนต์หมายเลขนี้ ทะเบียนนี้ มาจากเมืองนี้ คนขับคนนี้ หมายเลขบัตรประชาชนเท่านี้ ซื้อน้ำมัน ๑๐ แกลอน แต่เขาให้จริงแค่ ๓ แกลอนเท่านั้นครับ จะเอาหรือไม่เอา ? แล้วเราก็จ่าย ๓ แกลอนครับ ไม่ได้จ่าย ๑๐ แกลอน เพียงแต่อีก ๗ แกลอนเขาเอาไปขายข้างปั๊มครับ เป็นน้ำมันเถื่อน ในปั๊ม ๑๘๐ จั๊ต ข้างปั๊ม ๓๕๐ จั๊ต ถ้าซื้อข้างปั๊มเอามากเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าซื้อในปั๊ม ให้ไม่เกิน ๑๐ แกลอน แต่ได้จริงแค่ ๓ แกลอน..!

    ใครจะไปต่างจังหวัดต่างรัฐไกล ๆ อย่างที่กระผม/อาตมภาพไป ก็ต้องไปซื้อน้ำมันเถื่อน แล้วลองคิดดูครับ ในปั๊ม ๑๘๐ จั๊ต ห่างจากปั๊ม ๓ ก้าว ๓๕๐ จั๊ต มีให้ไม่อั้น ผมนึกถึงบ้านเราทันทีเลยครับ ตอนน้ำมันแพง ไปปั๊มไหนก็ไม่มีให้เติม พอประกาศขึ้นราคาไปลิตรละ ๖ บาท รุ่งขึ้นมีให้เติมไม่อั้นทุกปั๊ม แล้วจะไม่ให้ด่ารัฐบาลได้อย่างไร ?!

    น้ำมันพม่ามีสีเดียว ใสเป็นน้ำนี่แหละ ตอนแรกที่เขาเอามา ผมตกใจ บอกว่า "เฮ้ย..ไอ้นี่มันน้ำมันก๊าด" เขาบอก "อาจาย์ลองดมดู" พอดมดู..กลิ่นเบนซินจริง ๆ สรุปว่าบ้านเราที่เติมสีแยกสีน้ำมัน เพื่อความสะดวกให้คนใช้ แต่พม่าไม่เติมครับ เพราะว่าทำให้ราคาแพงขึ้น เขากลั่นออกมาอย่างไรก็ใช้อย่างนั้นแหละครับ
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    แล้วการเช่ารถที่พม่าก็ตลก คุณเช่าครึ่งเดือน ๖๐,๐๐๐ จั๊ต คุณเช่า ๓ เดือนก็ ๖๐,๐๐๐ จั๊ต จะไม่ตลกได้อย่างไรครับ ? ก็คือถ้า ๑๐ วันขึ้นไป แปลว่า ๖๐,๐๐๐ จั๊ต จ่ายมาเลย แต่ค่าน้ำมันเป็นของเรา ค่าสึกหรอเป็นของเรา ถ้าตกลงกันดี ๆ อาจจะมีค่าอาหารคนขับก็เป็นของเรา เพราะฉะนั้น..ไปพม่า ถ้าจะเอาสะดวกแล้วเช่ารถแบบผมนี่ คุยให้รู้เรื่องนะครับ ถ้าคุยไม่รู้เรื่องนี่ได้ทะเลาะกันตายเลย..!

    แล้วโดยเฉพาะภาษาอังกฤษแบบพม่านี่ เจ้าประคุณเอ๊ย ผมนั่งกุมกบาล ไปพม่านี่แทบจะเป็นใบ้เลยครับ มานั่งคิดว่านี่ตกลงกูพูดภาษาอังกฤษเป็นไหมนี่ ? เพราะว่าพม่าออกเสียงภาษาอังกฤษประหลาด ๆ ครับ อย่างตัว "C" เขาออกเสียงเป็น "ก.ไก่" หมดครับ บ้านเราตัว "C" เป็น "ซ.โซ่" เป็น "ค.ควาย" เป็น "ก.ไก่" ได้สารพัด "CH" เป็น"ช.ช้าง" ได้อีก ที่พม่าเป็น "ก.ไก่"อย่างเดียวครับ

    ไปเช่ารถ บ้านเราจะเคยชินเรียกรถว่า "คาร์" (CAR) ใช่ไหมครับ ? ไปถึงก็ "CAR RENT" (ที่เช่ารถ) พม่าออกเสียงกว่า "การ์" ครับ "การ์" ชัด ๆ เลยครับ พอถึงเวลาเขาผลักผม "การ์ล่ะ..การ์ล่ะ" ผมก็แหงนมองฟ้า อีกาอยู่ไหนวะ ? ความจริงรถมาจะชนผมอยู่แล้ว เขาอุตส่าห์ผลักออกให้ บอกว่า "รถมา" ลองไปดูเถอะครับ ประสาทจะกิน ผมเป็นใบ้อยู่เป็นอาทิตย์ กว่าจะจับจุดได้แล้วคุยกันรู้เรื่อง..!

    พม่าออกเสียงแปลก ๆ ผมไปเช่ารถ ไอ้คนที่คุยด้วยเป็นผู้หญิงที่พูดภาษาอังกฤษได้ เขาถามว่า "ปั๊บลิกก้า ?" ผมก็บอกว่า "อะไรก็ได้" แล้วผมก็คิดอยู่ตั้งนาน เขาพูดถึงอะไรวะ ? ฟังเสียงเหมือนว่าจะขายขนม "ปาปริก้า" แบบบ้านเรา ความจริงถ้าบ้านเราจะออกเสียงว่า "พับลิคคาร์" (รถสาธารณะ) กูจะบ้า..!

    แล้วเขาถามว่า "ซูป้ารุปได้ไหม ?" ผมก็บอกว่า "ยี่ห้ออะไรก็เอา" ปรากฏว่าที่มาเป็นรถแวนครับ ๕ ประตู ๗ ที่นั่ง เขาออกเสียงว่า "ซูป้ารุป คือ ซูเปอร์รูฟ" ก็คือรถที่หลังคายาว ๆ ผมฟังเป็น "ซูบารุ" กูจะบ้า..! ลองไปพม่าดูครับ ถ้าไปส่งเดชแบบผมนี่สนุกอย่างบอกใครเลย อย่าไปอาศัยไกด์นะครับ ถ้าอาศัยไกด์นี่ง่ายเกินไป ต้องไปผจญภัยเอง
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    ไอ้ที่พูดมาถึงตรงนี้ก็เพราะว่า แนวปฏิบัติพองยุบของเรามาจากพม่า รุ่นผมตอนเรียนปริญญาโท ไปปฏิบัติธรรมกันที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม "ธรรมโมลี" ตำหนองน้ำแดง โคราชโน่น ตอนนั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ. ๙, Ph.D.) วัดพิชยญาติการาม เป็นพระธรรมโมลี เจ้าคณะภาค ๑ ไปสร้างที่ปฏิบัติธรรมอยู่นั่น เพราะว่าแม่ชีทศพรซื้อรีสอร์ทที่เขาเจ๊ง ซื้อถวายท่านให้สร้างที่ปฏิบัติธรรม ถ้าหากว่าพระวิปัสสนาจารย์มาถึงก็นั่งเข้าที่ได้เลยนะครับ ผมเองก็พูดไปเรื่อย ให้ผมเล่าอีกเป็นเดือนก็ได้ เพราะว่าไปพม่าอยู่ถึง ๖ ปี..!

    ปรากฏว่าอาจารย์ที่สอนท่านเรียนปริญญาโทวิปัสสนาภาวนา แล้วต้องไปฝึกปฏิบัติที่พม่ามา ๗ เดือน ด้วยความที่ท่านรู้สึกว่ามันดีโคตร ท่านก็เลยเอารูปแบบการปฏิบัติต่าง ๆ ของทางพม่ามาใช้ แม้กระทั่งคำสมาทานกรรมฐาน ท่านก็ว่าตามภาษาพม่าครับ มาถึงก็ "โอกาท่า ... โอกาท่า" นี่คือภาษาบาลีครับ บ้านเราก็คือ "อุกาสะ" ครับ

    ปรากฏว่า หลวงพี่สำราญของผม (หลวงพ่อพระครูพิจิตรสุวรรณาภรณ์) วัดสระพังกร่าง ของขึ้นครับ ลุกขึ้นประท้วงอาจารย์กลางที่ปฏิบัติธรรมเลย "อาจารย์..ปัญญาอ่อนหรืออย่างไร ? จำไม่ได้หรือว่ามันเผาอยุธยาของเรา..!" เรื่องหลายร้อยปีมาแล้วครับ แต่ไอ้เรื่องนี้มันเรื่องละเอียดอ่อนจริง ๆ ครับ ผมไปคุยกับคุณย่าคุณยายที่ทางพม่า แกก็กระซิบกระซาบ "พูดได้ไหมเรื่องนี้ ?" "ถามว่าเรื่องอะไร?" "โยเดีย..โยเดีย" "อ๋อ..พูดได้ ไม่เป็นไรยาย..คุยไปเลย" คนไทยเรียกอโยธา แต่เขาเรียก "โยดะยา" โยดะยา เรียกเร็ว ๆ กลายเป็นโยเดีย เขาเรียกคนไทยว่า "โยเดีย" ก็คือคนอยุธยา

    ผมอยากให้พวกท่านไปกับผมจริง ๆ เลย ปกติเงิน ๘,๐๐๐ บาทอยู่บ้านเราได้สักกี่วันครับ ? ๘,๐๐๐ บาทไปอยู่ที่พม่า ผมไปได้เป็นเดือน ๆ เลยครับ เพราะว่าถึงเวลาญาติโยมเขาเห็น เขาชอบใจ เขาก็ทำบุญต่อไปเรื่อย ใช้ไปเรื่อย บางทีเข้าร้านสั่งอาหารสั่งอะไร เขาก็ถวาย ขึ้นไซด์การ์ (สามล้อพม่า) ถ้าหากว่าระยะไม่ไกล เขาศรัทธา เขาก็ถวาย ไม่ต้องจ่ายสตางค์ เพราะฉะนั้น..เงิน ๘,๐๐๐ บาทนี่ ผมไปอยู่ได้เป็นเดือน ๆ เลยครับ เพียงแต่ว่าพวกท่านต้องกล้าแล้วก็บ้าพอแบบผมครับ ต้องไม่กลัวใคร เพราะว่าถ้ากลัวเราก็จะไปไม่ได้

    วันนี้หลวงพ่อ ดร.รับหน้าที่หรือเปล่าครับ ? เรามีพระครูศิริวรรณโสภิต, ดร. เจ้าอาวาสวัดธารน้ำร้อน เจ้าคณะตำบลท่าขนุน เขต ๒ ท่านเป็นกองวิปัสสนาจารย์ด้วย มานั่งอยู่ตั้งแต่ก่อนเพลแล้ว นิมนต์ครับ ถ้าหากว่ายังไม่รับช่วง เดี๋ยวผมเล่าเรื่องพม่าไปอีก ๓ วัน ๓ คืน เดี๋ยวพวกเราค่อยฟังต่อนะครับ เอาไว้ตอนเย็นก็ได้ ตอนนี้เข้าสู่การปฏิบัติกันก่อน ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อม ผมก็เล่าเรื่องให้ฟังไปเรื่อยครับ ผู้ใดรับหน้าที่ช่วยรับช่วงด้วยครับ

    ทางด้านประเทศพม่าเขาประพฤติปฏิบัติกันแบบโคตรจริงจังเลยครับ ที่พม่าเขาแบ่งเป็นหลายนิกายเหมือนกัน นิกายที่มีพระสังกัดมากที่สุดก็คือ "ตุ๊ดัมมะ" หรือบ้านเราก็คือ "สุธรรมะ" แล้วนิกายที่เคร่งครัดในการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ชื่อว่า "ซุยจิน" เหมือนธรรมยุตบ้านเรา แล้วก็ยังมี "นิกายมหาเย็น" ของ หลวงปู่มหาเย็น วัดบวรฯ ไปสร้างไว้ ๓๐ กว่าวัด มี "นิกายแหง็ดตะเวน" ส่วนใหญ่ก็อยู่ทางค่อนไปทางเหนือ เดี๋ยวมีเวลาจะเล่าให้ฟัง พวกผมไปแข่งกับเขาแล้วแพ้ราบมาอีท่าไหน เขานั่ง ๓ วัน ๓ คืน ไม่กระดิกเลยครับ ขอถวายหน้าที่คืนให้ท่านอาจารย์มหาปราโมทย์ ฐิตปาโมชฺโช ป.ธ.๙ ท่านก็คงจะเคยไปแข่งกับเขาเหมือนกัน ขอบคุณมากครับ

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    ปกิณกธรรม (มัชฌิมาปฏิปทาและการรักษากำลังใจ)
    โครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔
    ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...