เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 14 สิงหาคม 2026 at 19:34.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อเช้า กระผม/อาตมภาพไปร่วมพิธีเปิดการประชุมอบรมพระนวกะประจำปี ๒๕๖๙ ของคณะสงฆ์อำเภอท่ามะกา ที่วัดเขาช่องพัฒนาราม ตำบลเขาสามสิบหาบ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี

    ปรากฏว่าเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็คือพระครูปลัดเฉลิม โชติกโร, ดร. ซึ่งก็คือลูกศิษย์ที่เรียนกับกระผม/อาตมภาพมาตั้งแต่สมัยประกาศนียบัตรบริหารกิจการคณะสงฆ์ ปริญญาตรี แล้วจากนั้นท่านก็ไปต่อปริญญาโท และปริญญาเอกที่วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญา ศรีทวารวดี วัดไร่ขิง (พระอารามหลวง)

    มาในระยะหลัง ๆ บรรดาลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ มักจะรับตำแหน่งหน้าที่ หรือว่าได้รับตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรกันแทบทั้งนั้นแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าอยู่ไปอยู่มา ไม่ต้องการแก่ก็แก่ ไม่ต้องการจะใหญ่จะโต ไปทางไหนก็มีแต่คนยกมือไหว้ เรียกพระอาจารย์ ก็ต้องบอกว่าของบางอย่างก็เป็นไปตามธรรมชาติ ตอนสอนเราก็ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ ส่วนลูกศิษย์จะรับได้แค่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว

    ตรงจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสามเณร หรือว่าญาติโยมก็ตาม จะต้องลองใคร่ครวญดูว่า ในปัจจุบันนี้เรามีภาระหน้าที่อะไร ? เราทำหน้าที่เราในรับผิดชอบเต็มที่แล้วหรือยัง ? แล้วในขณะเดียวกัน เราไปตั้งความหวังกับผลงานหรือเปล่า ? ถ้าเราไปตั้งความหวังกับผลงานเมื่อไร แปลว่าวางกำลังใจผิด เนื่องเพราะว่าถ้าตั้งความหวังเมื่อไร โอกาสที่ผิดหวังก็จะมีทันที จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องวางกำลังใจว่า ถ้าหากว่าเต็มที่กับงานนั้นแล้ว ผลออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับตามนั้น ไม่ใช่ว่าคนอื่นทำได้ดีกว่า เราทำไม่ได้อย่างเขาก็มานั่งเครียด

    ดังนั้น..ในสมัยนี้ส่วนใหญ่แล้ว เราจะไปตั้งความหวังกับผลงาน อย่างเช่นว่าพ่อแม่ก็ตั้งความหวังกับลูก ครูบาอาจารย์ก็ตั้งความหวังกับศิษย์ หรือว่าแม้แต่พระภิกษุสามเณร ก็ไปตั้งความหวังกับญาติโยม ซึ่งถ้าเราเข้าใจหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ท่านตรัสว่า
    สัพเพ สังขารา อนิจจา สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนแล้วแต่ไม่เที่ยง เราตั้งความหวัง ก็คือไปตั้งใจค้านพระพุทธเจ้าว่าจะต้องเที่ยง เพราะหวังว่าจะต้องได้อย่างนั้น จะต้องได้อย่างนี้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนส่งข้อความมา มีบุคคลหนึ่งเขาโพสต์ว่า "ทองขึ้นราคาไป ๖ หมื่นกว่า คนหลุดดอยกันมาก แต่กูซื้อตอน ๘๒,๐๐๐ เมื่อไรจะหลุดเสียที ?" นั่นก็คือการไปตั้งความหวังกับสิ่งที่ตนเองได้ทำเอาไว้ แล้วพอไม่เป็นไปดังหวัง เราก็จะเครียด รู้สึกผิดหวัง น้อยใจ บางคนก็ซึมเศร้าไปเลย ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

    ถ้าเรารู้ว่าทุกอย่างไม่เที่ยง เราจะไม่ตั้งความหวังอะไร แต่ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลออกมาอย่างไรก็ยอมรับตามนั้น ไม่ใช่กูท่องหนังสือหามรุ่งหามค่ำ แล้วกูก็สอบตกอยู่คนเดียว ขณะที่เพื่อนเรียนบ้างเล่นบ้างดันสอบได้ ถ้าเป็นรุ่นของกระผม/อาตมภาพเขาบอกว่า "สอบได้เป็นของตลก สอบตกเป็นของธรรมดา" ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นคำปลอบใจที่ดี เหมือนอย่างกับว่าเข้าถึงธรรม แต่กลายเป็นเรื่องตลกมากกว่า ก็คือถ้าหากว่าสิ่งหนึ่งประการใดเราพลาดไปแล้ว ก็ให้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

    กระผม/อาตมภาพเคยเปรียบเทียบให้ฟังหลายครั้งแล้วว่า บุคคลสองคนเดินมา ล้มลงพร้อมกัน คนหนึ่งลุกได้ก็เดินต่อไปเลย อีกคนหนึ่งก็มัวแต่คร่ำครวญอยู่นั่นแหละว่ามาตั้งไกลแล้ว ไม่น่าพลาด ไม่น่าล้มเลย เจ็บเหลือเกิน ปวดเหลือเกิน แล้วใครจะได้ระยะทางมากกว่า ? ก็ต้องคนที่ลุกแล้วเดินต่อไปเลย

    ลักษณะการปฏิบัติธรรมของเราก็เหมือนกัน ถึงเวลาก็มีศีลขาดบ้าง ศีลพร่องบ้าง บางคนก็เศร้าหมองอยู่กับมันเป็นเดือนเป็นปี ถึงเวลาก็มีจิตตก สมาธิตก กรรมฐานพังบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าเราเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ว่า ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราจะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตารักษาสิกขาบทต่อไป เนื่องเพราะว่าถ้าเรามีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ เราย่อมไม่ล่วงในศีลอยู่แล้ว แต่ในเมื่อกิเลส คือ รัก โลภ โกรธ หลง ชักจูงจนเราล่วงละเมิดศีลไป ก็มีวิธีเดียว คือต้องหน้าด้านสู้ ก็คือเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ว่า วินาทีนี้เราจักมีศีลบริสุทธิ์ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาประคับประคองต่อไป ถ้ากำลังสมาธิตกลง พังลง เราก็เริ่มต้นภาวนาใหม่

    เพียงแต่ว่าในเรื่องของการรักษาศีลก็ดี เรื่องของการภาวนาก็ตาม เราจะต้องเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น แล้วอย่าไปตั้งความหวังว่าเราเคยทำได้เท่านี้ เราต้องทำได้ หรือว่าทำได้ดีกว่านี้ เพราะว่าถ้าทำในลักษณะนั้น เท่ากับว่าเราขาดอุเบกขา โดยเฉพาะในส่วนของสมาธิ ถ้าเราขาดอุเบกขาจะเข้าถึงความสงบระงับที่แท้จริงไม่ได้ เนื่องเพราะว่าตราบใดที่เรายังอยากได้ใคร่มีอยู่ ตราบนั้นจิตก็ยังฟุ้งซ่าน
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,873
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,212
    ค่าพลัง:
    +26,987
    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องวางกำลังใจอยู่ในระดับที่ว่า "เรามีหน้าที่ทำ เรามีหน้าที่ภาวนา ส่วนผลจะเกิดหรือไม่เกิดอย่างไรก็ช่างมัน" ถ้าวางกำลังใจเป็นกลางลักษณะอย่างนี้ได้ เราจะกอบกู้กำลังใจคืนมาได้เร็วมาก แต่ถ้าวางกำลังใจผิด เช่น เราเคยทำถึงระดับนั้น สงบเยือกเย็นขนาดนั้น รัก โลภ โกรธ หลง ไม่มีขนาดนั้น แล้วตะเกียกตะกายจะไปเอาให้ได้เหมือนเดิม รับประกันได้ว่าเข้าไม่ถึง เพราะเป็นการเอากิเลสนำหน้า เอาตัณหานำทาง ย่อมเข้าไม่ถึงความสงบที่แท้จริง..!

    ดังนั้น..ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ถ้าเราเต็มที่แล้ว เราสามารถตอบตัวเองได้ แต่คำว่า "เต็มที่" ในทางธรรมนั้น เขาต้องถึงระดับแลกด้วยชีวิต ถ้ายังไม่ถึงระดับนั้น เขาเรียกว่า "เต็มที" ในเมื่อเป็นเช่นนั้น
    หน้าที่ของเราก็คือตั้งหน้าตั้งตารักษาศีล ปฏิบัติธรรม ส่วนผลลัพธ์จะเกิดอย่างไร จะมีอย่างไร ก็ช่างมัน

    ญาติโยมทั้งหลายถ้าหากว่าทำงานทำการก็เหมือนกัน เราเต็มที่กับงานทุกอย่างแล้ว ถ้าหากว่าผลงานออกมายังไม่ดี เราก็ต้องหาทางดูว่าทำอย่างไรจะให้ดีกว่านั้น ไม่ใช่ไปจมอยู่กับความเครียดว่า "ทำไมคนอื่นทำได้ดีกว่า ? ทำไมเราทำได้ไม่ดีเท่าเขา ?" เอาแค่ผลของการสอบก็แล้วกัน ตอนที่เราเป็นนักเรียนทำไมเราสอบได้คะแนนไม่เท่าเพื่อน แล้วทำไมบางวิชา เราได้คะแนนมากกว่าเพื่อน ถ้าหากว่าเราดูตรงนี้ก็จะเห็นอยู่แล้วที่โบราณว่า คนเรานิ้วมือไม่เท่ากัน กำลังความสามารถไม่เท่ากัน ย่อมไม่สามารถที่จะทำอะไรเท่าเทียมกันได้

    ไม่ทราบเหมือนกันว่าการเรียนสมัยนี้จะเหมือนรุ่นกระผม/อาตมภาพเรียนหรือเปล่า เพราะว่าเขาจะมีการคัดคนเก่งไปรวมอยู่ห้องเดียวกัน เรียกว่า "ห้องคิงก์" เด็กนักเรียนจะมีการแข่งขันกันที่สูงมาก แพ้ชนะกันด้วยจุดของคะแนนเท่านั้น อาจจะมีที่ ๑ หนึ่งคน แล้วมีที่ ๒ สี่หรือห้าคน ก็แปลว่าที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ จะไม่มี เนื่องเพราะว่าคนเหล่านั้นได้คะแนนเท่ากัน หรือว่าได้คะแนนเท่าเขา แต่แพ้ชนะกันที่จุดเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องดีตรงที่ว่า ครูบาอาจารย์สามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะว่าทุกคนมีความสามารถใกล้เคียงกัน ไม่ต้องรอกัน

    แต่ก็สงสารห้องอื่น ๆ โดยเฉพาะสงสารครูบาอาจารย์ ถ้าไปถ่ายทอดระดับเดียวกับห้องคิงก์ก็ตาย เพราะว่าห้องถัด ๆ ไปนั้น ความสามารถไม่เท่ากัน โดยเฉพาะตอนที่กระผม/อาตมภาพเรียนชั้นมัธยม มีถึงห้อง /๑๑ แล้ว ก็แปลว่านอกจากห้อง /๑ ที่เป็นห้องคิงก์แล้ว ยังมีเพื่อนอีก ๑๐ ห้อง โดยเฉลี่ยก็ประมาณ ๓๐๐ คนเศษ แล้วลักษณะอย่างนั้น ถ้าไปตั้งความหวังว่าเขาจะเรียนรู้เท่ากับห้อง /๑ ย่อมเป็นไปไม่ได้

    หรือไม่ก็แบมือขึ้นมาดู จะได้เห็นว่าแต่ละนิ้วไม่เท่ากันก็จริง แต่ทุกนิ้วสำคัญหมด เราอาจจะเห็นว่านิ้วก้อยของเราเกือบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากมายเลย แต่ลองเกิดบาดแผลสักเล็กน้อยแล้วจะรู้ว่าทั้งมือเดือดร้อนไปหมด เพราะว่าทำอะไรไม่ถนัด

    ก็แปลว่าทุกคนมีที่มีทางของตนเอง มีหน้าที่ของตนเอง เรารับผิดชอบและทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเสนอหน้าไปอวดผลงานกับใคร เพราะเรารู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเราทำอะไรแล้วได้อะไร ถ้าวางกำลังใจแบบนี้ได้ ไม่ว่างานทางโลกหรือทางธรรมก็สร้างความเครียดให้กับเราไม่ได้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกเล่าแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...