เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 30 มกราคม 2026 at 17:05.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,798
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,009
    ค่าพลัง:
    +26,844
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,798
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,009
    ค่าพลัง:
    +26,844
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพต้องบันทึกเสียงก่อนเวลา เนื่องเพราะว่าทางคณะผู้บริหารและครูบาอาจารย์ของโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ได้นัดให้คณะกรรมการสถานศึกษาไปร่วมกันเป็นเจ้าภาพงานศพคุณแม่วิรัช ทับเที่ยง โยมแม่ของพระครูศิริวรรณโสภิต, ดร. เจ้าอาวาสวัดธารน้ำร้อน เจ้าคณะตำบลท่าขนุน เขต ๒

    อากาศเมื่อเช้าของทองผาภูมิยังอยู่ที่ ๑๙ องศาเซลเซียส แต่ถ้าเป็นเครื่องวัดที่เขื่อนวชิราลงกรณจะอยู่ที่ ๑๖ องศาเซลเซียส ซึ่งไอ้ตัวเล็ก (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) บอกว่าเหมือนกับอยู่คนละประเทศ เนื่องเพราะว่าอากาศที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ ๒๖ - ๒๗ องศาเซลเซียส

    กระผม/อาตมภาพยังคิดว่า ระยะนี้ทองผาภูมิของเราอากาศไม่ค่อยจะเย็น เนื่องเพราะว่าสมัยที่มาอยู่ทองผาภูมิใหม่ ๆ และสร้างที่พักสงฆ์เกาะพระฤๅษี ตอนเดือนเมษายน ญาติโยมจะมาเล่นน้ำสงกรานต์ แต่ต้องลากผ้าห่มนวมคนละ ๒ ผืนห่มไปทำวัตรเช้าแทน..! เนื่องเพราะว่าอากาศช่วงเช้ายังอยู่ที่ ๑๒ - ๑๓ องศาเซลเซียสอยู่เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงสงกรานต์แล้ว

    จะเห็นว่าสภาวะโลกร้อนนั้นปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด ก็คือ ภูมิอากาศมีแนวโน้มที่อุณหภูมิสูงขึ้นแทบทั้งโลก จนกระทั่งเกิดภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลาย จนกระทั่งบรรดาญาติโยมจำนวนหนึ่งเกิดวิตกจริตว่า น้ำแข็งขั้วโลกละลายแล้วจะเกิดน้ำท่วมโลก กระผม/อาตมภาพก็สงสัยว่า พวกเราเรียนฟิสิกส์เบื้องต้นมาแล้ว น่าจะลืมกันไปหมดว่า เวลาน้ำกลายเป็นน้ำแข็งนั้น จะขยายปริมาตรขึ้นมามาก ดังนั้น..ถ้าน้ำแข็งละลายก็จะลดปริมาตรลง แทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นสักเท่าไรเลย ดังนั้น..ต่อให้ละลายหมดขั้วโลก ก็น่าจะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น..!

    ความจริงไม่คิดจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่เห็นหลายท่านวิตกจริตว่ากรุงเทพฯ จะจมน้ำบ้าง ภาคกลางของไทยน้ำจะท่วมไปถึงนครสวรรค์บ้าง กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกกับทุกท่านว่า เมื่อสมัยพันกว่าปีที่แล้วนั้น ปากน้ำโพของเราอยู่ติดกับทะเล..! เพราะฉะนั้น..น้ำท่วมถึงนครสวรรค์นั้นเป็นเรื่องปกติของยุคนั้น มาระยะหลังพื้นดินค่อย ๆ งอกเพิ่มขึ้นมาจากการที่น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินลงมาทับถมมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ดังนั้น..พื้นที่ของเราจึงได้ค่อย ๆ เลื่อนออกมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ส่วนของกรุงเทพฯ นั้นก็คือดินตะกอนปากแม่น้ำนั่นเอง ซึ่งบรรพบุรุษของเรานั้น
    ได้ค้นพบว่า เป็นสถานที่เหมาะสมในการเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมา ณ พื้นที่นั้น และสนามหลวงหรือทุ่งพระเมรุในสมัยก่อนนั้น ไม่ได้มีเอาไว้แค่เผาศพเจ้านายเฉย ๆ หากแต่ว่าเป็นที่ทำนาของพระเจ้าแผ่นดินด้วย เป็นการทำนาเพื่อหวังผลจริงจัง ไม่ใช่ทำในลักษณะประเพณีแบบแรกนาขวัญอย่างทุกวันนี้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,798
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,009
    ค่าพลัง:
    +26,844
    ในเมื่อเป็นพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูก แต่ว่าพวกเรากลับไปสร้างตึกแทน จึงทำให้เกิดภาวะ "น้ำรอระบาย" อยู่แทบทุกปี แทนที่เราจะทำการขุดคลองระบายน้ำ กลับมีส่วนหนึ่งไปถมคลองต่าง ๆ ไปเสียมาก โดยเฉพาะช่วงรัฐบาลผันเงิน ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เศษ ๆ ขึ้นมา ก็ได้ทำการสร้างถนนด้วยการถมคลองไปหลายสาย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา น้ำก็จะท่วมกรุงเทพฯ เกือบทุกปี..!

    โดยเฉพาะแต่โบราณมา พวกเราจะรอหน้าน้ำหลาก เนื่องเพราะว่าเวลาน้ำหลากแล้ว กุ้งหอยปูปลาต่าง ๆ ก็มากับน้ำด้วย เป็นหน้าน้ำที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งใคร ๆ ก็รออยู่ เมื่อน้ำลดแล้ว บรรดา "โอชะ" ต่าง ๆ ที่โดนน้ำพามา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "หน้าดิน" ที่มีสารอินทรีย์วัตถุเหมาะแก่การเพาะปลูกก็จะตกค้างอยู่ ทำให้การทำไร่ทำนาเกิดผลดีมาก ๆ จนกระทั่งมีพืชผักผลไม้ที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น อย่างเช่นว่า ส้มบางมด ลิ้นจี่ตรอกจันทน์ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินชื่อก็จะรู้ว่า อยู่ในกรุงเทพมหานครของเรานี่เอง..!

    จนกระทั่งกระผม/อาตมภาพเอง ก่อนที่จะไปเกณฑ์ทหาร เวลาไปพักอยู่บ้านยายที่หลังไปรษณีย์บางกอกน้อย ซอยบ้านช่างหล่อ ที่หลังบ้านก็ยังเป็นท้องร่องสวน ประกอบไปด้วยต้นหมาก ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง ต้นขนุน ต้นทุเรียน โดยเฉพาะต้นมังคุด พอถึงเวลาหน้าแล้งก็มีการลอกเอาดินใน "ลำประโดง" ขึ้นมาถมโคนต้นไม้ ทำให้เจริญงอกงาม ผลิดอกออกผลดีมาก ๆ

    พวกเด็กซน ๆ อย่างพวกกระผม/อาตมภาพก็ไล่ยิงนกตกปลา ล่ากระรอกกันอยู่ในท้องร่องสวนนั่นเอง ตั้งแต่จับปลากัด จับปลาหัวตะกั่ว จับปลาเข็มมากัดกัน ตัวไหนบาดเจ็บก็โยนคืนท้องร่องไป หรือถ้าหากว่ามีความรู้ก็ "หมักใบจาก" เอาไว้รักษา ถ้าหากว่าตัวไหนสู้เขาไม่ได้จริง ๆ ปล่อยคืนไปแล้วก็ไปหาช้อนตัวใหม่ เด็กรุ่นหลังก็ไม่รู้แล้วว่าเจ้าปลาเข็มลาย ๑ จุด ๒ จุด ๓ จุดนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร ? ปลาหัวตะกั่วหน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ?

    โดยเฉพาะเจ้าปลาปักเป้าน้ำจืดที่ถึงเวลาลงไปเมื่อไร ก็จะกัดติดเนื้อขึ้นมา ฟันคม ๆ บางทีก็ทำเอาเนื้อแหว่งเป็นแถบ ผู้ใหญ่ก็ต้องให้คาถาป้องกัน ถึงเวลาก่อนจะโดดลงไปว่ายน้ำ ก็ต้องตะโกนคาถา "นะโม นะมัด ขจัดออกไป อย่าเข้ามาใกล้ เสนามณฑล ออกไปให้พ้น วินาศสันติ" แล้วกลั้นหายใจกระโดดตูมลงไป ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าปลอดภัยอยู่ได้..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,798
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,009
    ค่าพลัง:
    +26,844
    แต่ถ้าหากว่ามีหลวงปู่หลวงพ่อท่านใด เสกวัตถุมงคลแล้วเหนียวระดับหมาหรือว่าปลาปักเป้ากัดไม่เข้า พ่อแม่ก็จะไปขอวัตถุมงคลมาแขวนให้กับลูกกับหลาน ผูกติดเอวบ้าง ผูกติดคอบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ถึงเวลาเล่นแล้วก็ลืม หล่นหายไปเสียมากต่อมาก พอไปขอใหม่ก็มักจะเจอมะเหงก "หลวงตา" เขกกบาลเสียก่อน ประมาณว่า "พวกมึงอย่าซนกันมากนัก กูกว่าจะทำได้แต่ละชิ้น แต่ละดอก เหนื่อยแทบตาย เอาไปได้ไม่กี่วัน มึงทำหายอีกแล้ว..!" เหล่านี้เป็นต้น

    ในเมื่อเป็นในลักษณะอย่างนั้น จะเห็นว่าในช่วงยุคประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ นิดหน่อย ทางด้านฝั่งธนยังเป็นพื้นที่เรือกสวนไร่นา ถึงเวลาก็ต้องอาศัยเดินลัดสวน หรือว่าอาศัยเรือแจว อย่างเช่นคุณยาย ถึงเวลาก็แจวเรือไปทำบุญที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ เหล่านี้เป็นต้น

    ส่วนในทางบกของเรานั้น เมื่อมีการตัดถนนสายปิ่นเกล้า - พุทธมณฑล ตอนแรกนั้นเขาก็พูดกันไว้ว่า ก่อนที่จะออกไปขึ้นถนนสายใหม่ ให้หาห้องน้ำห้องส้วมเข้าให้เรียบร้อยเสียก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าปวดท้องปวดไส้กลางทาง กว่าจะได้เข้าห้องน้ำห้องส้วม ก็ต้องไปถึงนครปฐมโน่น..! เด็กสมัยนี้ก็คงนึกไม่ออกว่าถนนสายปิ่นเกล้า - พุทธมณฑลที่มีแต่บ้านเมืองแน่นขนัดไปหมด สมัยก่อนนั้นตัดผ่าไปในเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านแท้ ๆ

    ส่วนอีกเส้นหนึ่งที่เป็นเส้นเก่าก็คือทางด้านบางแค - นครปฐม ซึ่งเมื่อวิ่งมาแล้วก็จะเลี้ยวซ้ายเข้ามาทางด้านวัดดีดวด วัดดงมูลเหล็ก มาสามแยกไฟฉาย บางกอกน้อย สมัยก่อนนั้น พอพ้นบางแค บางไผ่ออกไป ก็มีแต่ท้องไร่ท้องนา ต้นตาลยืนโด่เด่วังเวงไปหมด วัดท่าตำหนักก็ลอยคว้างอยู่กลางนา มองไปไกล ๆ ดูเด่นดีเหมือนกัน สมัยนี้แทบจะมองไม่เห็นแล้วว่าวัดวาอารามอยู่ที่ไหน ?

    เมื่อกระผม/อาตมภาพไปเรียนวิชาทหารกลับมา ปกติก็อาศัยปืนลูกซองของคุณน้า ไปล่าบรรดานกมีหู หนูมีปีก กระรอก กระแตบ้าง หรือไม่ก็คันมือขึ้นมาก็ยิงลูกฟักข้าวเล่นบ้าง ปรากฏว่าเปิดหน้าต่างออกไปเจอแต่ตึกเต็มไปหมด..! ก็ยังตกใจว่าทำไมเรือกสวนของเราถึงหายไปไหนเร็วขนาดนี้..!

    แต่เรื่องพวกนี้ก็ถือว่าเป็นธรรมดาโลก ไม่ว่าภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นปกติ แต่ว่ามนุษย์เราก็ประดุจเชื้อไวรัสที่มาทำร้ายร่างกาย ก็คือโลก ในเมื่อเชื้อไวรัสทำให้ร่างกายนี้แปรปรวนมาก ๆ ร่างกายก็ต้องส่งภูมิต้านทานออกมาต่อสู้ จึงทำให้กลายเป็นสนามรบขนาดใหญ่ ภูมิอากาศที่แปรปรวนไปก็เกิดจากเชื้อโรคอย่างพวกเรานี่เอง ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแปรปรวนไปหมด แล้วท้ายที่สุด ผู้ที่รับผลกระทบก็กลายเป็นคนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี่เอง..!

    ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพายุหิมะ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุทอร์นาโดต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น กลายเป็นสิ่งที่เราทำ กลับมาทำให้พวกเราทั้งหลายลำบากเดือดร้อนเอง..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,798
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,009
    ค่าพลัง:
    +26,844
    อยากจะบอกกับทุกท่านว่า โลกใบนี้ความจริงแล้วยังมีชีวิตอยู่ ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ถึงเวลาสิ่งต่าง ๆ มาทำให้ไม่สบายตัว ก็ต้องมีการพยายามรักษาตัวตนของตนเอง ถ้ารู้สึกว่ามนุษย์เรามีมากเกินไปแล้ว บางทีก็ต้องหาทางลดจำนวนคนลงเช่นกัน แบบเดียวกับที่บรรดาสัตว์ต่าง ๆ เมื่อมีจำนวนมากมายมหาศาล บางทีก็มีการอพยพไปโดดทะเลหาที่ตายแบบที่บรรดานักสัตววิทยายังงงอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

    แต่มนุษย์เราถือว่ามีปัญญา ดังนั้น..เรื่องพวกนี้ไม่เกิดขึ้นในลักษณะฆ่าตัวตายหมู่แบบนั้น แต่ก็เกิดในลักษณะการก่อสงคราม เพื่อยึดทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้ ให้ประเทศชาติหรือประชาชนของตนอยู่รอดให้ได้นานที่สุด ส่วนชาติอื่นจะเดือดร้อนอย่างไรก็ช่างมัน..! นี่คือลักษณะของการเห็นแก่ตัว แบบเดียวกับการอยู่รอดของสัตว์ ก็คือตัวที่แข็งแรงกว่าย่อมได้ครอบครองทรัพยากรในเขตนั้น ๆ..!

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเอาไว้ชัดเจนว่า อาหาระ นิททัง ภะยะ เมถุนัญจะ สามัญญะเปตัปปะสุภีนะรานัง ก็คือ การกิน การนอน การสืบพันธุ์ การหลบภัย เป็นสิ่งที่มีเสมอกันของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

    ธัมโมหิ เตสัง อะธิโก วิเสโส ธรรมเท่านั้นแหละ ที่จะทำให้ต่างกันไป

    ธัมเมนะ วีณา ปะสุภิสสะมานา ธรรมเท่านั้น ที่แยกคนให้ต่างไปจากสัตว์

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าผู้ใดขาดศีลขาดธรรม ก็แปลว่าความเป็นสัตว์มีมากกว่าคน แทนที่เราจะไปโกรธไปเคือง ก็ควรที่จะให้อภัย แผ่เมตตาต่อเขาว่า มีโอกาสแล้วก็ขอให้เขาทั้งหลายเหล่านั้น กลับจากมิจฉาทิฏฐิมาเป็นสัมมาทิฏฐิ มีโอกาสสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตัวเอง เพื่อแก้ไขสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ที่ได้กระทำไป จนสามารถบรรเทากรรมของตนเองลงไปได้ การเวียนว่ายตายเกิดก็จะได้ไม่ทุกข์ยากมากนัก โดยเฉพาะท้ายสุดแล้ว ก็ขอให้ทุกรูปทุกนาม สามารถล่วงพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานโดยถ้วนหน้ากันเถิด..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...