บทความให้กำลังใจ(เยี่ยมนรก)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,646
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,072
    (ต่อ)
    คนเรามักจะมองว่าทุกข์เกิดจากภายนอก เกิดจากการกระทำหรือคำพูดของคนอื่น หรือเกิดจากเหตุการณ์ผันผวนแปรปรวนที่เกิดขึ้นกับเรา แต่จริงๆ แล้วเหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ภายใน อยู่ที่ใจของเรา เริ่มตั้งแต่อวิชชา

    ตรงนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนัก ดังนั้นเวลามีความทุกข์ใจก็มักจะโทษสิ่งภายนอก โทษอากาศร้อน โทษการกระทำหรือคำพูดของผู้คน หรือว่าโทษเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยภายนอก แม้จะมีการรับรู้ เกิดการกระทบขึ้นมา คือเกิดผัสสะ ก็ยังไม่เกิดทุกข์ทันที แต่จะต้องผ่านขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน ตั้งแต่เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ จึงจะเกิดทุกข์ขึ้นมา ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ

    ประการต่อมา ปฏิจจสมุปบาทชี้ว่า เมื่อเกิดผัสสะ เมื่อเกิดการกระทบหรือการรับรู้ ทุกข์ยังไม่ได้เกิดทันที มีกระบวนการหลายขั้นตอนเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดทุกข์ ขั้นตอนที่ว่านี้เรียกง่ายๆ ว่ากระบวนการปรุงแต่ง เริ่มตั้งแต่ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ จริงอยู่ผัสสะทำให้เกิดเวทนา แต่มีเวทนาแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะเกิดทุกข์ทันที

    พระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า เมื่อเกิดผัสสะก็มีเวทนา แต่ว่าทุกข์ยังไม่เกิด เพราะอะไร เพราะว่าแม้มีเวทนาแต่ไม่มีการเสวยเวทนา หรือพูดอีกอย่างก็คือมีเวทนาแต่ไม่มีผู้เสวยเวทนา มีความปวด แต่ไม่มีผู้ปวด ดังนั้นแม้กายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์

    การเสวยเวทนาหรือการมีผู้เสวยเวทนา เกิดจากการปรุงแต่ง ตัณหาก็เหมือนกัน ตัณหาคือความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น นี่ก็อันหนึ่ง กับความอยากผลักไส อันนี้เรียกว่าเป็นการปรุงแต่ง เมื่อเกิดเวทนาแล้ว ถ้าสักแต่ว่ารับรู้ สักแต่ว่ารู้สึก ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอมีการปรุงแต่งขึ้นมาว่า เสียงแบบนี้ดี เสียงแบบนี้ไม่ดี อย่างนี้ชอบ อย่างนี้ไม่ชอบ ก็เกิดตัณหาขึ้นมา คือความอยาก เช่น อยากได้ อยากผลักไส นี่ก็ปรุงแต่ง

    อุปาทานก็เหมือนกัน ความยึดติด ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือยึดมั่นสำคัญหมาย แทนที่จะรู้เฉยๆ กลับยึดติดถือมั่น นี่ก็เป็นการปรุงแต่งในจิต จนกระทั่งเกิดภพ เกิดชาติ ก็คือปรุงแต่งตัวกูขึ้นมา พอมีตัวกู หรือ มีกูเกิด มันก็มีกูดับ มันก็มีกูที่เสื่อมสลายไป นี่เรียกว่าชรา มรณะ

    ฉะนั้นถ้าเราพิจารณาดูดีๆ ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเกิดผัสสะหรือเมื่อมีผัสสะ แต่เพราะว่ามีการปรุงแต่ง เวลาเรารับรู้อะไร ถ้าเรารับรู้เฉยๆ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่พอเราปรุงแต่ง เช่น ให้ค่าว่าดี-ไม่ดี หอม-เหม็น หรือมาก-น้อย ก็เกิดตัณหาขึ้นมาทันที อะไรที่หอมก็อยากได้ อะไรที่เหม็นก็อยากผลักไส มากก็อยากได้เยอะๆ น้อยก็ไม่เอา ผลักไสออกไป

    ใจของเรามีการปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่รู้ทัน การปรุงแต่งนี่แหละที่ทำให้เกิดทุกข์ โดยเฉพาะเมื่อปรุงตัวกูขึ้นมา ตัวกูไม่ได้มีอยู่จริง แต่พอปรุงขึ้นมาด้วยอำนาจของอุปาทาน เกิดชาติขึ้นมา ก็เกิดทุกข์ตามมาเลย คือมีกูผู้ทุกข์

    เช่น เวลาอากาศร้อน ถ้ากายร้อน มันก็เป็นสักว่าเวทนา แต่พอมีความรู้สึกว่ากูร้อนๆ ขึ้นมา มันไม่ใช่แค่กายร้อนแล้ว หรือไม่ใช่กายทุกข์แล้ว แต่จิตก็เป็นทุกข์ด้วย กระบวนการปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจเรา ถ้าเราไม่รู้ทัน ความทุกข์ก็เกิดขึ้นเพราะมีตัวกูขึ้นมา

    ทีแรกก็ปรุงด้วยการให้ค่าว่าดี-ไม่ดี เช่น เมื่อมีคำต่อว่าด่าทอกระทบหูก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เกิดความรู้สึกว่าแย่ เพราะมีการให้ค่าว่าคำด่าทอเป็นสิ่งไม่ดี จึงเกิดความไม่พอใจ ถ้ามีคนด่าเรา เสียดสีเรา แต่เราไม่เข้าใจคำพูดของเขา เราก็ไม่ทุกข์นะ

    อย่างมีพระรูปหนึ่งท่านมีรูปร่างอ้วน แต่ท่านไม่ค่อยชอบให้ใครเรียกว่าอ้วน วันหนึ่งขณะที่ท่านกวาดลานวัดอยู่ มีโยมคนหนึ่งมาเรียกท่านว่า “”โพตุง” ท่านได้ยินทีแรกก็ไม่ได้ติดใจอะไร รู้สึกเฉย ๆ แต่พอนึกไปนึกมา เอ๊ะ “โพตุง” ก็คือ “พุงโต” พอรู้ว่าหมายถึงพุงโต ความโมโหก็เกิดขึ้นทันที เดินไปหาโยมคนนั้นถึงบ้านเลย แล้วก็ต่อว่าใหญ่เลย

    ตอนที่ได้ยินคำว่าโพตุง เนื่องจากไม่รู้ความหมาย ท่านก็ไม่ทุกข์นะ แต่พอรู้ความหมายว่าหมายถึงพุงโต แล้วให้ค่าว่าเป็นคำที่ไม่ดี ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา นึกในใจว่ามาพูดอย่างนี้กับฉันได้อย่างไรว่าพุงโต โกรธเลย

    ทำนองเดียวกันถ้ามีคนด่าว่าเราเป็นภาษาจีน ถ้าเราไม่เข้าใจความหมาย เราก็ไม่ทุกข์ แต่พอเรารู้ความหมาย แล้วเราให้ค่าว่ามันเป็นคำด่า เป็นคำไม่ดี เราทุกข์เลย เช่นเดียวกันเวลาใครชมเรา ถ้าเขาชมเราเป็นภาษาฝรั่ง ภาษาเยอรมัน เราไม่รู้ภาษานั้น เราก็เฉย แม้ว่าเขาตั้งใจชมเราว่าสวย ชมว่าหล่อ แต่พอเรารู้ความหมายเข้า ใจฟูเลย เพราะเราให้ค่ากับความหมายเหล่านั้นว่าดี ก็เกิดความพอใจ ใจฟูขึ้นมาทันที

    สมัยก่อนเวลาใครมีรอยสักตามตัว โดยเฉพาะผู้ชาย ใครเห็นก็รู้สึกว่าน่าเกรงขาม เป็นชายชาตรี แต่ตอนหลังใครมีรอยสักจะถูกรังเกียจว่าเป็นนักเลงอันธพาล แต่มาถึงสมัยปัจจุบันดาราก็ดี นักร้องก็ดี นักกีฬาดังๆ ก็ดี เขาพากันสัก สักตามแขนบ้าง สักตามหัวบ้าง กลายเป็นของดีไป ดีหรือไม่ดี สวย-ไม่สวย เท่-ไม่เท่ มันอยู่ที่การให้ค่า พอให้ค่าว่าดี ก็เกิดความยินดีขึ้นมา เกิดความชื่นชม แต่ถ้าให้ค่าว่าไม่ดี หรือว่าเป็นสัญลักษณ์ของนักเลงอันธพาล ก็เกิดความรู้สึกรังเกียจ เกิดความรู้สึกลบขึ้นมา ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องของการให้ค่าทั้งนั้น ความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของเรา ก็เช่นกัน

    คราวนี้ถ้าเรารู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นเมื่อมีการให้ค่าหรือการตัดสินว่าไม่ดี รวมทั้งมีการยึดว่าเป็นกู เป็นของกู ดังนั้นเมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น เกิดเวทนาขึ้นมา แล้วเราทำให้กระบวนการปรุงแต่งไม่เกิดขึ้น คือเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ใจก็ไม่ทุกข์นะ เวลาใครพูดชมเรา ก็ไม่ได้ให้ค่ากับมันว่าเป็นของดี เวลาใครตำหนิเรา ก็ไม่ได้ให้ค่าว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ใจก็เป็นปกติ

    ตรงนี้แหละคือช่องทางที่เราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ คนเราไม่สามารถจะเลือกเจอแต่ผัสสะดีๆ บางครั้งเราก็เจอผัสสะที่ไม่ดี เรียกว่าเจออนิฏฐารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือแม้แต่ธรรมารมณ์ที่ไม่ดี หรือที่ใครๆ ว่าไม่ดี แต่พอมากระทบตาหูจมูกลิ้นกายใจ เกิดผัสสะขึ้นมา เราแค่รู้เฉยๆ อย่างที่ครูบาอาจารย์ว่า รู้ซื่อๆ หรือ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน ใจก็ไม่ทุกข์ นี้คือโอกาสที่เราจะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ได้

    ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเจอสิ่งดีๆ เราจึงจะไม่ทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราต้องเจอสิ่งแย่ๆ เราถึงจะเป็นทุกข์ แม้เจอสิ่งแย่ๆ ที่เรียกว่าอนิฏฐารมณ์ แต่ใจเราไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าหากว่าใจเราไม่ปรุงแต่ง ไม่ให้ค่าในทางลบ แค่รู้ซื่อๆ แค่รู้เฉยๆ

    ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในใจ แม้เป็นอารมณ์ลบ เช่น ความโศก ความเศร้า ความโกรธ ถ้าหากว่าเรามีสติรู้ทันอารมณ์นั้น ๆ เกิดอาการรู้ซื่อๆ คือ รู้ว่าโกรธ แต่ไม่ให้ค่าในทางลบกับมัน ไม่มีการปรุงแต่งเกิดขึ้น คือ ไม่ผลักไสมัน ไม่ยึดมันเอาไว้ รวมทั้งไม่ปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นผู้โกรธ ใจก็ไม่ทุกข์นะ การฝึกจิตให้มีสติที่ทำให้เกิดการรู้ซื่อๆ เป็นการช่วยลดการปรุงแต่งในใจในทางที่จะก่อทุกข์ขึ้นมา

    อย่างที่บอกไว้แล้วว่าเมื่อเกิดผัสสะ เมื่อเกิดเวทนา ถ้าไม่มีการปรุงแต่ง ก็ไม่เกิดทุกข์ แต่เป็นเพราะเราปรุงแต่ง เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตามมาด้วยชรา มรณะ จึงเกิดทุกข์ขึ้นมา ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากกระบวนการปรุงแต่งในใจของเรา ไม่ใช่เกิดจากการกระทบ ไม่ใช่เกิดจากผัสสะ

    ถ้าเรารู้ความจริงตรงนี้ เราก็มาฝึกใจของเรา เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการปรุงแต่งในทางลบ ที่จะนำไปสู่ความทุกข์ หรือถ้าจะปรุงแต่งก็ปรุงแต่งในทางบวก อย่างเช่นคำต่อว่าด่าทอ เราก็ให้ค่าในทางบวกว่ามันเป็นของดี มาฝึกเราให้มีขันติ มันเป็นอุปกรณ์ช่วยขัดเกลากิเลสของเรา ถ้าเราให้ค่าในทางบวกแบบนี้ ใจก็ไม่ทุกข์ แต่ว่าเราก็ควรรู้จักฝึกใจ ไม่ให้มีการให้ค่าในทางบวกหรือทางลบด้วย ก็คือไม่ให้มีกระบวนการปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ

    ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ไม่ว่าเราเจออะไร ใจก็ไม่ทุกข์ ทุกวันนี้เวลาเราปรารถนาความสุข เราก็วิงวอนร้องขอ หรือตั้งความหวังว่าอย่าได้มีสิ่งแย่ๆ เกิดขึ้นกับเรา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้ว่าเราจะเจออะไรที่ดีๆ แต่บ่อยครั้งเราก็ต้องเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา รวมทั้งต้องเจอความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก คำต่อว่าด่าทอ หรืออนิฏฐารมณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครหนีพ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเจอแล้วเราจะทุกข์ เราทุกข์ก็ต่อเมื่อมีการปรุงแต่งในทางลบ เช่น ให้ค่าในทางลบ รวมทั้งเข้าไปยึด ไปปรุงตัวกูขึ้นมา เป็นผู้โกรธ เป็นผู้เศร้า หรือเป็นผู้เสวยเวทนา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บ ความปวด ความเมื่อย ความร้อน

    โดยเฉพาะการปรุงแต่งตัวกูนี่สำคัญมากเลย ที่เรียกว่าภพ ชาตินี่แหละ เพราะถ้ามีการปรุงแต่งตัวกูเมื่อไหร่ แม้เจออารมณ์ที่ดี เจอสิ่งที่น่าพอใจ หรือเจอโลกธรรมฝ่ายบวก ก็อดยึดไม่ได้ว่าเป็นของเรา เป็นของกูๆ เมื่อได้ลาภก็ไปยึดว่าเป็นลาภของกู เมื่อได้ยศก็ยึดว่าเป็นยศของกู พอยึดว่าลาภยศเป็นของกู ก็เตรียมทุกข์ได้เลย เพราะเมื่อใดที่ไปยึดหรือสำคัญมั่นหมายว่าลาภยศเป็นของกู เราก็กลายเป็นของมันทันที พอมันเสื่อม สลาย หรือแปรสภาพไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความทุกข์ในใจ

    เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องฝึกใจ ฝึกให้รู้เท่าทันกระบวนการปรุงแต่งในใจ เมื่อเกิดผัสสะ หรือเมื่อเกิดการรับรู้ขึ้นมา นี่แหละคือโอกาสที่เราจะไม่ทุกข์ โอกาสที่เราจะพ้นทุกข์ได้ แม้เรายังต้องเจอกับความร้อน ความหนาว เจอความผันผวนปรวนแปร เจออนิฏฐารมณ์ แต่ว่าใจไม่ทุกข์ก็ได้

    นี้แหละคือคำสอนสำคัญของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้เราพบว่าหนทางออกจากทุกข์นั้นมีอยู่ และเราสามารถออกจากทุกข์ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาดลบันดาลให้เราประสบแต่โชค ประสบแต่พร ถึงแม้ไม่ได้รับพร ถึงแม้ต้องแก่ ถึงแม้ต้องเจ็บ ถึงแม้ต้องพลัดพรากสูญเสีย แต่เมื่อไม่ยึดสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นของเรา หรือเมื่อเจอการกระทบ คำต่อว่าด่าทอ ก็ไม่ยึดมั่นสำคัญหมายว่าเขาด่ากูๆ ไม่เอาตัวกูออกรับ เพราะไม่ปรุงตัวกูตั้งแต่แรก ใจก็ไม่ทุกข์ เมื่อทำเช่นนี้ได้เราก็สามารถอยู่ในโลกที่ผันผวนแปรปรวน ได้ด้วยใจที่เป็นปกติ

    นี้แหละคือธรรมข้อสำคัญที่เราควรศึกษา และควรน้อมนำมาปฏิบัติ โดยเฉพาะการเจริญสติช่วยเราได้มาก เพราะสติช่วยให้เราเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งรู้ทันการปรุงแต่ง ไม่ว่าชอบหรือชัง ไม่ว่ายินดีหรือยินร้าย ไม่ว่าดีใจหรือเสียใจ ไม่ว่าฟูหรือแฟบ สติทำให้เห็นอาการของใจเหล่านั้น แล้วก็ไม่ไปยึดอาการเหล่านั้นว่าเป็นเรา เป็นของเรา คือไม่ปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นเจ้าของอาการเหล่านี้

    เมื่อฝึกต่อไปก็จะเห็นละเอียดจนกระทั่งเห็นว่า เพราะไปให้ค่าบวกกับมัน จึงยินดีเมื่อรับรู้มัน หรือเพราะไปตีค่าว่าเป็นลบ จึงยินร้ายเมื่อเจอสิ่งเหล่านี้

    ฉะนั้นถ้าเรารู้จักฝึกสติให้เห็น ไม่เข้าไปเป็น ให้รู้ซื่อๆ ไม่ยึดอารมณ์ใด ๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา กระบวนการปรุงแต่งที่จะนำไปสู่ความทุกข์ ก็จะเกิดขึ้นน้อยลง ยิ่งเราเห็นความสำคัญของการรักษาศีล ทำดี ละชั่ว ก็จะช่วยให้จิตใจเราเป็นปกติ สงบเย็นได้ง่ายขึ้น

    อย่างคำสอนในโอวาทปาฏิโมกข์ ถ้าเราเอามาปฏิบัติก็ช่วยให้เรามีทั้งกำแพงแห่งความดีปกป้องเราไม่ให้เดือดเนื้อร้อนใจ แล้วยังมีกำแพงแห่งสติมาช่วยรักษาใจของเราไม่ให้ทุกข์ ลำพังการทำความดี การละเว้นความชั่ว ช่วยเราได้เยอะ ช่วยปกป้องสกัดกั้นความทุกข์จำนวนมากไม่ให้มาถึงตัวเรา

    แต่ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ความทุกข์บางอย่างก็ยังสามารถมาถึงตัวเราได้ เช่นความแก่ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย รวมทั้งความตาย ไม่ต้องพูดถึงคำต่อว่าด่าทอ หรือความล้มเหลว ความไม่สมหวัง สิ่งเหล่านี้แม้เราจะเจอ แต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าเรามีสติรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบ หรือดียิ่งกว่านั้นคือรู้ทันการปรุงแต่ง จนกระทั่งว่า เมื่อเห็น ก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน หรือแม้มีอารมณ์เกิดขึ้นก็แค่รู้ซื่อๆ ใจก็ไม่ทุกข์

    นี่เป็นโอกาสแห่งการพ้นทุกข์ที่เราทุกคนสามารถทำให้เกิดขึ้นแก่ตนได้ แต่เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ศึกษาว่าพระองค์ทรงค้นพบอะไร และอะไรทำให้พระองค์ทรงออกจากทุกข์ได้ ทางออกจากทุกข์ที่พระองค์ทรงบอกเรา ก็คือเรื่องนี้แหละ

    ฉะนั้นถ้าเรารู้จักใคร่ครวญและนำไปปฏิบัติ ก็เท่ากับว่าเราได้ประโยชน์จากการเป็นชาวพุทธ เราได้ประโยชน์จากการมีพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของเรา รวมทั้งได้ประโยชน์สูงสุดจากศาสนาที่เรานับถือ และได้ประโยชน์สูงสุดจากการเกิดเป็นมนุษย์ หาไม่เราก็ได้ประโยชน์อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าจากพุทธศาสนา จากพระพุทธเจ้า และจากการเป็นมนุษย์

    ฉะนั้นในช่วงวันวิสาขบูชาก็ขอให้เราใคร่ครวญความหมายของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า รวมทั้งใคร่ครวญถึงความหมายของการเป็นชาวพุทธของเรา ว่าเราควรเป็นชาวพุทธแบบไหน และเป็นชาวพุทธอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นชาวพุทธ หรือการนับถือพุทธศาสนา

    วันนี้เราพร้อมใจกันมาระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า มาร่วมกันเคารพสักการะพระองค์ ก็ขอให้พวกเราได้พบกับความสุขสวัสดี ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
    :- https://www.visalo.org/article/bud_bodhiyalai74.html
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,646
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,072
    LPKumKien18.jpg
    คำสั่งเสียของหลวงพ่อ
    พระไพศาล วิสาโล
    การเคลื่อนย้ายสรีระของหลวงพ่อ จากหน้ากุฏิไปศาลาใหญ่บ่ายโมงวันนี้ เป็นไปตามที่ท่านได้สั่งไว้ในพินัยกรรมของท่าน ว่าให้ตั้งสรีระของท่านไว้ที่กุฏิ ๕-๗ วัน หลังจากนั้นค่อยเคลื่อนไปศาลาใหญ่ แล้วจึงเคลื่อนย้ายสรีระท่านไปที่เมรุ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกิน ๑๕ วัน

    หลวงพ่อได้กำหนดและออกแบบพิธีกรรมสำหรับการปลงสรีระของท่านไว้อย่างชัดเจน ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อลูกศิษย์ลูกหาทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรดี   ซึ่งลูกศิษย์แต่ละคนก็คงจะมีความเห็นแตกต่างกันไป กว่าจะตกลงกันได้ก็คงต้องใช้เวลา หรืออาจจะตกลงกันไม่ได้ด้วยซ้ำ หลวงพ่อช่วยลูกศิษย์ลูกหาไว้มากทีเดียว โดยระบุไว้ชัดเจนว่าจะให้ทำอย่างไรกับสรีระของท่านเมื่อสิ้นลมแล้ว

    นอกจากระบุชัดเจนแล้ว ท่านยังกำชับให้การจัดการสรีระของท่านเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองมาก อย่างเช่น มีแค่เฉพาะพิธีกรรมตอนเย็น คือการสวดมนต์แปล ไม่ใช่สวดโดยที่คนฟังและคนสวดไม่รู้ความหมาย มีการสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแปล และสวดอภิธรรมแปล พวกเราที่เคยไปงานศพ อาจจะเคยฟังพระสวดอภิธรรมมาร้อยครั้งพันจบ แต่ไม่รู้ความหมายเลย แต่ใครมางานหลวงพ่อก็ได้รู้ความหมาย แม้อาจยังไม่เข้าใจชัด ว่าอภิธรรมซึ่งเป็นเรื่องระดับปรมัตถ์ มีความหมายลึกซึ้งแค่ไหน ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าคำบาลีที่พระสวดนั้นแปลว่าอะไร อันนี้คือศาสนพิธีระหว่างที่รอการปลงสรีระของท่าน

    ครั้นถึงวันปลงสรีระคือวันที่ ๖ กันยายน พิธีกรรมก็ไม่มีอะไรยาก ง่าย ๆ เหมือนกันคือ แสดงธรรมและสวดมนต์ ก่อนสวดก็แสดงธรรมครึ่งชั่วโมง สวดมนต์ครึ่งชั่วโมง แล้วก็ถวายเพลิงสรีระท่านเลย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ไม่มีพิธีทอดผ้าบังสุกุล ท่านกำชับไว้เลยว่าห้ามมี คงเพราะท่านตระหนักดีว่าพิธีทอดผ้าบังสุกุลเดี๋ยวนี้เฟ้อมาก แต่ก่อนทอดผ้าแค่ไตรเดียว แต่เดี๋ยวนี้มีการทอดผ้ากันเป็นสิบเป็นร้อยไตร แต่เดิมทอดผ้าบังสุกุลไม่กี่ไตร แต่ว่าพอเชิญแขกผู้มีเกียรติมาทอดผ้าแล้ว ก็เกรงว่าคนที่ไม่ได้รับเชิญจะน้อยใจ จะรู้สึกไม่ดีกับเจ้าภาพ จึงเพิ่มเป็นสิบแล้วก็ยี่สิบ ตอนหลังก็เป็นร้อย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ตายเป็นข้าราชการหรือคนมีชื่อเสียง เดี๋ยวนี้ทอดผ้ากันเป็นร้อยแล้ว และไม่ใช่จำเพาะกรณีที่เป็นข้าราชการเท่านั้นนะ งานศพของชาวบ้านธรรมดา เจ้าภาพก็อยากจะทำแบบนั้นบ้าง ทำตามแบบข้าราชการ

    ที่ภูหลงเดือนก่อนมีงานศพ ก็มีการทอดผ้าบังสุกุลเป็นร้อยเหมือนกัน อันนี้เข้าใจว่าเป็นการให้เกียรติแขกที่มาร่วมงาน เพราะบางทีก็มีนายกเทศมนตรี มีผู้อำนวยการ มีครู แต่ทำไปทำมากลายเป็นการทำเพื่อหน้าตาหรือเกียรติยศของเจ้าภาพมากกว่าที่จะทำเพื่อเกียรติของผู้ตาย เพราะผู้ตายก็คงไม่ปรารถนาอย่างนั้น เดี๋ยวนี้แม้แต่ภูหลงซึ่งอยู่ห่างไกล ก็มีพิธีกรรมซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไปลอกเลียนมาจากในเมือง ลอกเลียนมาจากข้าราชการ ซึ่งมักทำงานศพเพื่อหน้าตาของเจ้าภาพมากกว่า

    แต่พิธีกรรมของหลวงพ่อที่จะให้ทำวันที่ ๖ กันยายน รวมทั้งวันอื่น ๆ ก่อนหน้านั้นไม่มีอะไรมาก มีแค่ ๓ ขั้นตอนเท่านั้น คงมีญาติโยมหลายคนคิดว่าต้องมีพิธีกรรมมากกว่านี้จึงจะสมเกียรติหลวงพ่อ แต่ที่จริงแล้วถ้าจะให้สมเกียรติหลวงพ่อ ก็ไม่ควรไปเน้นที่พิธีกรรมหรือศาสนพิธี แต่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับศาสนธรรม อันนี้หลวงพ่อเขียนไว้ในพินัยกรรมเหมือนกันว่า ศาสนพิธีให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่ให้ความสำคัญกับศาสนธรรมเต็มที่

    ถ้าจะให้เกียรติหลวงพ่อ อยากแสดงความเคารพหลวงพ่ออย่างแท้จริง อย่าไปเน้นเรื่องศาสนพิธี ให้มาเน้นศาสนธรรม ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตนเองจะได้ประโยชน์จากงานของหลวงพ่ออย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ศิษยานุศิษย์ก็คงอยากทำอะไรเพื่อหลวงพ่อ หลายท่านอยากจะพิมพ์หนังสือ หลายท่านก็ขอพิมพ์ภาพของหลวงพ่อ ทั้งนี้เพราะอยากมีส่วนในการทำบุญครั้งนี้ แต่ที่จริงแล้วหลวงพ่อท่านไม่ได้ต้องการบุญแล้ว งานศพส่วนใหญ่จะมีพิธีการทำบุญ บำเพ็ญทักษิณานุปาทาน มีการถวายสังฆทาน ทั้งนี้เพื่ออุทิศบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ แต่หลวงพ่อท่านไม่ปรารถนาแล้ว ท่านไปพ้นเรื่องบุญแล้ว คนที่ต้องการบุญคือพวกเราต่างหาก และที่ต้องการมากกว่านั้นคือกุศล
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,646
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,072
    (ต่อ)
    มาพิจารณาดูแล้ว หลวงพ่อท่านช่วยเหลือลูกศิษย์ลูกหามาก เมื่อจากไปแล้วก็ไม่อยากให้ท่านเป็นภาระของพวกเรา ท่านจึงระบุเอาไว้หลายอย่างทั้งในพินัยกรรมและบันทึก ที่จริงไม่ใช่เฉพาะเรื่องงานศพ ท่านยังระบุอีกว่า ก่อนที่ท่านมรณภาพ ช่วงที่ท่านอาพาธอยู่ ขออย่าให้ทำอะไรกับท่านบ้างในยามที่ท่านไม่สามารถตัดสินใจได้ เช่นห้ามปั๊มหัวใจ ห้ามผ่าตัดใหญ่ ห้ามใช้เครื่องช่วยหายใจหากว่าท่านหายใจด้วยตัวเองไม่ได้ ท่านระบุเอาไว้ชัดเจนมาก ซึ่งช่วยลดปัญหาความขัดแย้งของศิษยานุศิษย์ ว่าจะทำอย่างไรดี มันเคยเป็นอย่างนี้มาแล้วในกรณีของครูบาอาจารย์หลายท่าน พออาพาธหนักจนไม่รู้ตัว ลูกศิษย์ลูกหาก็พากันทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตของท่านเอาไว้ ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานและสิ้นเปลืองเป็นอย่างยิ่ง เป็นการส่งเสริมค่านิยมยื้อชีวิตหนีความตาย ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น

    หลวงพ่อทำเป็นแบบอย่างให้แก่พวกเรา ไม่ว่าจะเป็นพระหรือญาติโยม สำหรับคนทั่วไปถ้าไม่ระบุเรื่องนี้เอาไว้ก็อาจจะมีปัญหาได้ เช่นเวลาเจ็บป่วยไม่สามารถที่จะตัดสินใจอะไรได้ ลูกหลานก็จะเถียงกันว่าจะทำอย่างไรดี จะยื้อหรือไม่ยื้อ และส่วนใหญ่คะแนนก็จะเทไปทางยื้อเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้ทำเพื่อผู้ป่วยโดยตรง แต่ทำเพื่อลดความรู้สึกผิดของลูกหลานที่ไม่ค่อยดูแลท่านตอนที่ท่านยังปกติอยู่ พอท่านป่วยหนักก็อยากจะแสดงความกตัญญูต่อท่าน บอกหมอว่าทำเต็มที่เลยนะ จ่ายเท่าไหร่ไม่ว่า หลายคนทำเช่นนี้เพราะเชื่อว่านี่เป็นการแสดงความกตัญญู แต่อันที่จริงที่ทำอย่างนี้เพราะต้องการลบความรู้สึกผิดของตัวเองที่ไม่ค่อยมาดูแลท่านเลย กลายเป็นว่าการกระทำกับคนป่วย ไม่ใช่เพราะประโยชน์ของผู้ป่วย แต่ทำเพื่อตัวเองมากกว่า เพื่อความสบายใจของตนเอง และเพื่อไม่ให้ใครต่อว่าว่าเป็นลูกหลานอกตัญญู ทำไมไม่ช่วยพ่อแม่ให้เต็มที่ ทำไมไม่ยื้อชีวิตท่านเอาไว้

    แต่ถ้าระบุไว้ชัดเจนแบบนี้ก็หมดปัญหาที่จะถกเถียงกัน ยิ่งถ้าระบุไว้ด้วยว่าตายแล้วจะให้จัดงานศพอย่างไร จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ยังอยู่ ไม่ต้องทะเลาะกันว่าจะทำอย่างไรให้สมเกียรติผู้ตาย เพราะพอพูดถึงคำว่าสมเกียรติ ก็มักจะหมายถึงการทำให้ยิ่งใหญ่ มีพิธีการมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น และเสียเงินมากขึ้น กลายเป็นความฟุ้งเฟ้อและห่างไกลศาสนธรรมไป

    ขอให้พวกเราถือเอาหลวงพ่อเป็นแบบอย่าง และเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน ในยามที่ต้องดูแลเรายามป่วยหนักหรือจัดงานศพให้เราเมื่อสิ้นลม
    :- https://www.visalo.org/article/person15lpKumkien10.html
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    55,646
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,072
    pharmalai_01.jpg
    เยี่ยมนรก
    โดย หลวงตาแพรเยื่อไม้
    จัดพิมพ์ โดย ธรรมสภา

    วัตถุนิยมอันเป็นรากฐานของวิทยาการแผนใหม่ ได้ทำให้เรื่องสวรรค์ – นรกพังทลายลงไปเกือบไม่เหลือไว้ในความคิดคำนึงของคนปัจจุบัน เพราะถือว่าพิสูจน์ไม่ได้ บางลัทธิถึงกับเห็นว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ ในทางธรรมเล่า ก็เกิดมีนักธรรมบางประเภท จัดเอานรกสวรรค์ เป็นอุปาทานอันร้ายกาจ ทำให้ไปนิพพานช้า

    เมื่อมีการพูดถึงนรกสวรรค์กันขึ้นมา ก็มักจะพูดถึงกันอีกทัศนะหนึ่ง เช่นในแง่เปรียบเทียบที่ไม่มีสาระอยู่ในตัวเอง นรกสวรรค์ตามทัศนะใหม่เอี่ยมนี้ จะต้องลูบคลำสัมผัสได้ ขึ้นนรกตกสวรรค์กันอย่างทันตาเห็น หากใครไปพูดถึงนรกสวรรค์ตามความหมายเดิมซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์พระศาสนา ก็ถูกจัดเป็นบุคคลประเภท “หัวเก่า” ล้าสมัย นี่คือการพังทลายของนรกสวรรค์

    ก็เมื่อนรกสวรรค์พังทลาย หรือได้ถูกแปลงรูปไปเสียแล้วเช่นนี้ รากฐานแห่งจรรยาของมนุษย์คือ หิริโอตตัปปะและศรัทธาอันบริสุทธิ์ ก็พลอยแปรปรวนไปด้วย เป็นเหตุให้คนเราอายชั่วกลัวบาปกัน อีกแบบหนึ่ง คือจะอายและเกรงกลัวกันก็ต่อเมื่ออยู่ในที่แจ้งเท่านั้น ส่วนศรัทธาในความดีเล่า ก็ไม่นิยม “ปิดทองหลังพระ” ไม่ยอมทำความดีในที่ลับ เหตุนี้จึงทำให้มีป้ายและคำโฆษณาของนักบุญมากมาย นี่แหละจรรยาของนักบุญยุคใหม่ ยุคที่นรกสวรรค์ถูกลืมและเยาะเย้ย

    แม้นรกสวรรค์จะถูกลืม และคัมภีร์พระศาสนา เช่น เนมิราชชาดก หรือมาลัยสูตร จะไม่ได้รับการคารวะนับถือจากนักศึกษารุ่นใหม่ แต่ก็ยังมีประสบการณ์จากบางคน ซึ่งเกิดมาพ้องตรงกันกับเหตุการณ์ หรือเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ หลวงตาขอเชิญท่านพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้

    เด็กหญิงลัดดา อินทรวิจิตร อายุย่าง ๑๔ ปี อยู่กับคุณปู่คุณย่าของเธอ ที่บ้านเลขที่ ๓๔ ตรอกพระยาไม้ ติดกับวัดหลวงตา มาตั้งแต่อายุ ๖-๗ ขวบ ตามปกติคุณย่าของเธอ (นางวงษ์ จูงใจ) เป็นคนใจบุญ ทำบุญใส่บาตรเป็นประจำในตอนเช้า ตอนเพลก็จัดปรุงอาหารถวายพระตามกุฏิต่างๆ โดยให้เด็กหญิงลัดดาผู้นี้บ้าง คนในบ้านบ้าง ตนเองบ้าง นำไปถวาย

    และมิเพียงแต่พระเจ้าพระสงฆ์เท่านั้น ยังเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์นานาชนิด เช่น แมว สุนัข ไก่ นก (กระจอก) กา ทั้งในบ้านและที่วัด โดยเฉพาะรอบกุฏิของหลวงตา แมว สุนัข และนกกระจอกอุดมสมบูรณ์ ผู้มีหน้าที่นำมาเลี้ยงก็คือเด็กหญิงลัดดาผู้นี้ พระเณรมักจะสัพยอกเธอ โดยตั้งสมญาว่า “เทพีข้าวแมว” บ้าง “กี๋” บ้าง ซึ่งเธอก็ไม่เคยโกรธ

    นอกจากนี้ยังปรากฏว่าคุณย่ามีความเข้มงวดกวดขันในเรื่องจรรยามารยาทของเธอมาก อบรมให้นอบน้อมพระเจ้าพระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ขยันขันแข็งในกิจบ้านการครัวอย่างเกือบจะผิดวิสัยเด็ก ต้องตื่นแต่เช้ามืดเข้าครัวหุงต้มและรีบไปจ่ายตลาด เพื่อกลับมาจัดปรุงอาหารให้ทันใส่บาตรพระ

    เสร็จจากงานครัวและใส่บาตรแล้วก็นำหนังสือพิมพ์ ไปถวายให้พระเณรในวัดได้อ่าน หลายกุฏิ ขุนสุนัข เลี้ยงแมว เอาข้าวสารไปหว่านโปรยเลี้ยงนก ตามที่ต่างๆ จากนั้นก็ประกอบงานอาชีพโดย คุณย่าได้จัดปรับปรุงในด้านติดถนนเป็นบริการเสริมสวย และฝึกปรือเธอให้รู้จักศิลปะเสริมความงาม เมื่อคิดถึงอายุของเธอแล้ว ก็นับว่ามีฝีมือน่าชมทีเดียว ลูกค้าของเธอมากเหมือนกัน

    มาเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๐ เช้ามืดเธอนอนไม่ตื่น ถึงคุณย่าจะปลุกด้วยวิธีรุนแรงเธอก็นอนเงียบ คุณย่าแปลกใจเพราะปกติเด็กหญิงลัดดาไม่เคยดื้อและเกรงกลัวอยู่ เมื่อสัมผัสถูกต้องเนื้อตัวดู เย็นชืด เมื่ออุ้ม ก็อ่อนปวกเปียก คุณย่าตกใจ จึงปลุกสามี (ส.ต.อ. ผาด จูงใจ) ให้ลุกขึ้น แล้วก็ช่วยกันแก้ไข ปฐมพยาบาล คลำชีพจรไม่เต้น เอาสำลีรอจมูก ไม่มีลมผ่าน, ตกลงนำส่งโรงพยาบาลศิริราช เมื่อแพทย์รับไว้และทำการแก้ไขพยาบาล ส.ต.อ.ผาด กับเพื่อนคนหนึ่งก็อยู่เฝ้าไข้หลานจนเวลาผ่านไปประมาณ ๙.๓๐ น. จึงพื้น

    อาการแรกที่เธอฟื้น เธอได้ร้องว่า “หนูกลัวแล้ว อย่าทำหนูเลย” สองสามครั้ง มีอาการตัวสั่นหวาดกลัว ส.ต.อ.ผาด เห็นดังนั้นจึงพูดปลอบ “ปู่อยู่กับหนูที่นี่ หนูไม่ต้องกลัวอะไร.....” เธอหยุดร้อง ลืมตาแล้วก็หลับไป หายใจเหนื่อยหอบตัวสั่นเทา คุณปู่จึงถามหลานว่า “หนูกลัวอะไรหรือ ? ที่นี่ไม่มีใครมาทำอะไรหนูได้หรอก” เธอพูดทั้งๆ ยังหอบว่า “หนูเห็นคนรูปร่างใหญ่โต ถือไม้กระบอง หัวมีเขาสองเขาและอีก ๔-๕ คน หัวโพกผ้าแดงเข้ามาทางหน้าต่าง เข้ามาบีบคอหนู แล้วอุ้มหนูไป หนูเรียกให้ปู่ช่วย ปู่ก็ไม่ช่วย”

    เนื่องจากหลานยังเหนื่อยและตื่นเต้น คุณปู่จึงยังไม่รบกวนซักถามอีก ปล่อยให้นอนพักผ่อน และแพทย์ได้ให้น้ำเกลือในเวลาต่อมา ปล่อยให้นอนพักผ่อน และแพทย์ได้ให้น้ำเกลือในเวลาต่อมา จนเวลาล่วงไปถึงประมาณ ๑๕.๐๐ น. จึงตรวจอาการอีกครั้ง เห็นว่าปลอดภัยจึงอนุญาตให้นำกลับบ้านได้ เมื่อถึงบ้าน มีอาการหิว รับประทานอาหารแล้วก็หลับไปพักใหญ่ ครั้นตื่นขึ้น คุณปู่คุณย่าจึงช่วยกันสอบถามความทรงจำอันประหลาดของเธอ

    ต่อไปนี้ จะได้เรียบเรียงเรื่องราวในความจำของเธอโดยอาศัยบันทึกของ ส.ต.อ.ผาด จูงใจ คุณปู่ของเธอและหลวงตา ได้สอบถามเธอด้วยตนเองบ้าง ขอเรียบเรียงแต่ย่อๆ เท่าที่หน้ากระดาษจำกัด

    เมื่อเธอถูกอุ้มออกทางหน้าต่างไปแล้วถูกบังคับให้เดินไปในที่ที่ไม่เคยผ่าน เธอเห็นต้นไม้ประหลาดขึ้นอยู่มากมายเป็นป่าพืดไปทีเดียว ต้นไม้นั้นมันมีหนามแหลมคมเต็มไปหมด มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชาย ล้วนแต่เปลือยกายพากันปีนป่ายขึ้นไป ถูกหนามแทงเลือดโซมกาย คนไหนกลัวเจ็บไม่ยอมขึ้น ก็มีคนข้างล่างคอยเอาหอกแทงกัน ต้องปีนขึ้นไปให้หนามเกี่ยวแทงเจ็บปวดร้องลั่น พอขึ้นไปสูงๆ ก็มีนกตัวใหญ่ ปากเป็นเหล็กบินมาจิกฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ

    เธอทนดูไม่ต้องต้องหลับตาเพราะเสียวสยอง เดินต่อไป ลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบผู้ชายผู้หญิงหลายคนถูกมัดยืนอยู่ บนหัวมีกงจักรพัด คมจักรบาดหัวกระจุยกระจาย เลือดเนื้อสาดกระเซ็นเป็นวง เธอแข็งใจถามเขาว่าทำไมเป็นอย่างนี้ เขาบอกเธอว่า เมื่อเป็นมนุษย์อยู่ เขาเนรคุณทารุณพ่อแม่อย่างสาหัส

    จากนั้นก็ถึงศาลาหลังหนึ่งมีผู้หญิงแก้ผ้าอยู่บนนั้น กำลังใช้มือที่กำผ้าทุบอกตัวเอง แล้วก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เธอถามว่าทุบอกทำไม ? นางบอกว่าเมื่อเป็นคน นางทารุณเฆี่ยนตีลูกตนเองและลูกเลี้ยงด้วยความเกลียดชัง

    ต่อไปก็พบ ปู่ของเธอเอง (มิใช่ ส.ต.อ.ผาด) ถูกมัดไว้ไม่มีผ้านุ่ง มีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลเฟะเยิ้มทั้งตัว ปู่บอกเธอว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เบียดเบียนรังแกทั้งคนและสัตว์ไว้มาก “หนูช่วยปู่ด้วย” แต่เธอช่วยปู่ไม่ได้ ถูกบังคับให้ผ่านปู่ไป ได้พบ เจ็กขายปลาที่ตลาดนกกระจอก (ตลาดสดข้างบ้าน) เธอจำได้เห็นกำลังถูกมัดให้นอนอยู่ มีหัวถูกผ่าออกเป็นสองซีก ผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก

    ได้พบกระทะใบใหญ่มีน้ำเดือดพล่าน และมีหัวกะโหลกต้มเคี่ยวแต่ไม่มีไฟ มีคนถูกเฆี่ยนตีอยู่หลายคนเสียงร้องน่าหวาดเสียวขนลุกขนพอง พอพ้นจากภาพอันน่าหวาดเสียวไปแล้ว ก็ถึงที่แห่งหนึ่งมีสำรับจัดอย่างสวยงาม ทั้งถาดและถ้วยชามซึ่งมีฝาปิด ล้วนเป็นทองคำทั้งสิ้น ตั้งอยู่เรียงรายทั้งสองฟากทางมองสุดสายตา ผู้นำพาเธอเดินไป ถามว่าหนูอยากกินไหม ? เธอบอกว่าอยากกิน เขาบอกว่าของเหล่านี้เป็นของหนูทั้งนั้น หนูจำไม่ได้หรือ ว่าได้ทำร่วมกับผู้ใจบุญคนหนึ่ง เธอนึกถึงคุณย่า..... เขาบอกว่านั่นแหละเป็นของหนูด้วย กินได้ทุกอย่าง

    เธอจึงเข้าไปเปิดฝาถ้วยชามอาหารแต่ละอย่าง กำลังร้อนๆ มีควันฉุยหอมน่ากิน เธอก็เลยกินเสียอิ่ม มีที่ไม่ร้อนอยู่อย่างเดียวคือ น้ำส้มคั้น ดื่มแล้วหวานชื่นใจ จากนั้นก็เจอข้าวสารใส่ตุ่มแก้ว เมล็ดโตๆ งามๆ ตั้งเรียงไว้หลายสิบตุ่ม เจอขนมฝรั่ง เจอหัวเป็นหัวไก่ จำได้ว่าเคยเอามาต้มเป็นอาหารเลี้ยงสุนัข แต่ที่นี่อยู่ในอ่างทองคำ พบข้าวสุกคลุกเนื้อปลา ใส่อ่างทองคำไว้หลายสิบอ่าง ทำให้นึกถึงข้าวแมว พบหนังสือพิมพ์มัดวางไว้เป็นตั้งๆ จากสิ่งเหล่านี้

    เขาก็พาเธอเดินไปจนกระทั่งเกือบจะถึงกำแพงใหญ่ แลเห็นมีภูเขาอยู่ลึกเลยเข้าไป ได้พบพระองค์หนึ่งรูปร่างเหมือนพระพุทธรูป ที่เธอเคยบูชากราบไหว้ที่บ้าน พระท่านถามคนนำพามาว่า “โยมจะพาเด็กคนนี้ไปไหน..... นำเขากลับไปส่งบ้านเสีย..... เอามาผิด เป็นคนละคนน่ะชื่อเดียวกัน”

    คนนำนิ่ง พระพูดต่อไปอีกว่า “ไหนๆ ก็พามาแล้ว ให้ดูข้างในเสียหน่อยซี” คนนำยังนิ่ง พระองค์นั้นก็เลยพูด, เปลี่ยนความคิดว่า “อย่าเลยไม่ต้องให้ดูหรอก เท่านี้ก็พอ อยู่นานนักไม่ได้ เขายังมีงานรออยู่ทางบ้าน พาเขาไปส่งเถอะ” แล้วหันมาพูดกับเธอว่า “จำไว้นะหนู ต่อไปนี้ความชั่วความบาปอย่าทำ.....” คนนำพูดสอดขึ้นด้วยเสียงขู่ตะคอกว่า “เอ้าโดดน้ำไปซิ”

    ขณะนั้นเธอเห็นแม่น้ำกว้างเกิดขึ้นขวางหน้า จนปัญญา เห็นว่าหมดทางกลับเสีย แล้วก็บังเอิญได้ยินพระพูดว่า “ไม่ได้ทำอย่างนั้นไม่ได้ เอาเขามาอย่างไร ก็ไปอย่างนั้นซิ” อย่าฉับพลันทันที มีนกใหญ่ตัวหนึ่งขนสีทอง มีขาสองขา (นกไม่น่าจะมีขามากกว่าสองขา เขียนตามที่เธอเล่า) มาหมอบลงให้เธอนั่งบนหลัง แล้วก็บินพากลับผ่านผู้หญิงรูปร่างสวยๆ ลอยอยู่กลางอากาศ (นางฟ้ากระมัง ?) ร้องทักเซ็งแซ่ไปหมด

    มีคนหนึ่งร้องว่า “หนูแล้วมาเที่ยวใหม่นะจ๊ะ” เมื่อจะพ้นจากกลุ่มผู้หญิงสวยๆ เธอเสียดายอยากเหลียวไปดูอีก ก็ถูกคนนำพา ที่ลอยมาเร็วพอกับนกบินขู่ว่า “อย่าเหลียวกลับไปดูนะ ขืนเหลียวจะแทงให้ตาย” จากนั้นก็ถึงบ้าน เขาบอกว่า “เอ้าถึงแล้ว” เธอลงจากหลังนก ด้วยความกลัว รีบวิ่งเข้าบ้าน ปากก็ร้องว่า “หนูกลัวแล้ว อย่าทำหนูเลย” ต่อแต่นั้นเธอก็ฟื้น เหตุการณ์ก็เป็นดังกล่าวมาแต่ต้น.....

    ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เด็กหญิงผู้นี้มิได้ป่วยไข้แต่อย่างใด ไม่เคยอ่านหนังสือมาลัยสูตร หรือเนมิราชชาดกหรือฟังเทศน์ฟังธรรม จึงไม่มีความรู้เป็นพื้นฐานจนสามารถจะผูกนิยายแบบคัมภีร์ศาสนาราวกับนักเทศน์ผู้เชี่ยวชาญอย่างนี้ ถ้าเช่นนั้นประสบการณ์จากสัญญาประหลาดนี้ จะเกิดจากอุปาทานได้อย่างไร ? ทั้งวัยของเธอก็เรียกได้ว่า เริ่มจะเดียงสาเท่านั้น

    คัมภีร์พระศาสนาได้ช่วยอบรมให้มนุษย์ เกลียดนรกรักสวรรค์ จนกลายเป็นนิสัยกระแสหนึ่งของคนไทย ใครจะคิดทำชั่วขึ้นมา แม้ตำรวจจะไม่จับ หรือไม่ถูกนินทา แต่ก็ยังมีความอายและความกลัวนรกคอยหักห้ามเอาไว้ เมื่อจะทำความดี ก็ไม่ต้องกังวลว่าคนจะไม่เห็น ไม่ยกย่องสรรเสริญเพราะมีความมั่นใจว่า “แม้คนจะไม่เห็นแต่ผีสางเทวดารู้”

    นี่แหละที่มาของความอายชั่วกลัวบาป ทั้งที่ลับและที่แจ้ง และรากฐานของจรรยามนุษย์แต่ดั้งเดิม ซึ่งรักษาชาติคุ้มครองสังคม ให้ปลอดจากอันตรายและก่อให้เกิดจารีตประเพณี อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้เกิดสง่าราศี เราจะมารื้อนรกสวรรค์ทิ้งเสีย ด้วยความรู้อันทันสมัยที่นิยมกันในปัจจุบันนี้ละหรือ ?

    บางทีเรื่องของเด็กหญิงลัดดา อินทรวิจิตร ที่หลวงตาเรียบเรียงขึ้น จะช่วยทำให้พวกเราพากันเสียดายเรื่องนรกสวรรค์ขึ้นมาบ้างกระมัง ? ความโง่ ที่คอยกีดกันคนไม่ให้กระทำชั่ว จะไม่มีประโยชน์บ้างเชึยวหรือ ?

    ................. เอวัง .................

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=919
     

แชร์หน้านี้

Loading...